"น่าสนใจ... ช่างน่าสนใจยิ่งนัก"
เสียงทุ้มกังวานราวกับระฆังสำริดโบราณดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในห้วงอากาศที่บิดเบี้ยว ร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองอร่ามประดับลวดลายมฆาสวรรค์ค่อยๆ ก้าวเท้าเหยียบย่างลงมาจากความว่างเปล่าทีละก้าว ราวกับมีบันไดที่มองไม่เห็นมารองรับเบื้องใต้ รัศมีพลังกดดันระดับปราณกำเนิดจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง บีบอัดอากาศรอบกายจนเกิดเสียงประทุเปรี๊ยะราวกับกระจกที่กำลังจะแตกละเอียด
หลินเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นริ้วขึ้นมาจากฝ่าเท้า พลังกดดันนี้รุนแรงเสียจนเส้นโลหิตบริเวณขมับเต้นตุบๆ แต่ทว่าสีหน้าของเขากลับยังคงสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงลึก มือขวาที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อค่อยๆ ขยับหมุนวงแหวนหยกโบราณอย่างแผ่วเบาเพื่อคำนวณทิศทางการไหลเวียนของพลังฟ้าดินในรัศมีสามสาตร
"ผู้อาวุโสท่านนี้... คงไม่ใช่แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานพิธีเปิดค่ายกลกระมังครับ" หลินเทียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ท่าทีที่สุขุมเกินวัยทำให้ชายชราในชุดทองชะงักฝีเท้าเล็กน้อย
"เด็กน้อย... เจ้ามีความกล้าไม่เลว" ชายชราแย้มยิ้ม มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น "ข้ามีนามว่า 'เทียนกู่' ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหุบเขาสุริยันจันทรา ร่างที่เจ้าเห็นอยู่เบื้องหน้านี้หาใช่กายเนื้อที่แท้จริงไม่ แต่เป็นจิตวิญญาณแบ่งภาคที่ข้าฝังไว้ในแท่นบูชาแห่งนี้มานานกว่าสามร้อยปี... เพื่อรอคอยวันที่ทายาทสายเลือดบริสุทธิ์ จะนำพา 'เคล็ดวิชาอักขระบรรพกาล' มาส่งมอบให้ถึงมือ"
สิ้นคำพูดนั้น แววตาของเทียนกู่ก็พลันเปล่งประกายสีทองเจิดจ้า พลังกดดันรอบตัวทวีความรุนแรงขึ้นอีกเท่าตัว จนพื้นศิลาสีดำใต้ฝ่าเท้าของหลินเทียนเริ่มปริร้าวเป็นทางยาว
เหมยลี่ที่ยืนคุ้มกันอยู่ด้านข้างขยับตัวเล็กน้อย ปลายกระบี่โลหิตในมือสั่นระริกด้วยความตื่นตัว จิตสังหารอันคมกلاดพุ่งทะยานออกจากร่างของนางราวกับพายุหมุน นางก้าวขึ้นมาขนาบข้างหลินเทียนครึ่งก้าว สายตาดุดั่งพญาเหยี่ยวจ้องมองไปยังเทียนกู่เขม็ง "คิดจะแย่งชิงวิชาจากเขา... ถามปลายกระบี่ในมือข้าเสียก่อน!"
"หึ อัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งพรรคมารผู้โด่งดัง... น่าเสียดายที่มดปลวกต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด ก็ยังคงเป็นเพียงมดปลวกในสายตาของเซียน" เทียนกู่สะบัดแขนเสื้อเบาๆ คลื่นพลังสีทองสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้าหาเหมยลี่ราวกับสายฟ้าแลบ
*เปรี้ยง!*
เหมยลี่ตวัดกระบี่ฟาดฟันเข้าใส่สุดกำลัง ประกายกระบี่สีโลหิตปะทะเข้ากับคลื่นพลังสีทองจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงสะท้อนทำให้ร่างบางต้องถอยหลังไปสามก้าว ลมหายใจติดขัดเล็กน้อย มุมปากมีโลหิตสีแดงสดไหลรินออกมาบางเบา
หลินเทียนเหลือบมองเหมยลี่แวบหนึ่ง ความห่วงใยฉายวาบผ่านนัยน์ตาคู่คมชั่วพริบตาก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาขั้นสุด เขาขยับตัวก้าวขึ้นมาบังร่างของหญิงสาวไว้ครึ่งหนึ่ง พร้อมกับสะบัดมือซ้ายออกไปอย่างไร้ซุ่มเสียง
*ฟึบ!*
ยันต์อักขระสีครามสามแผ่นพุ่งทะยานออกไปปักลงบนพื้นศิลาเบื้องหน้าตามตำแหน่งของดาวนพเก้า แสงเรืองรองวาบขึ้นวับหนึ่ง เกิดเป็นม่านพลังโปร่งใสรูปทรงแปดเหลี่ยมแผ่ขยายออกมารับแรงกดดันทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว
เทียนกู่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ "โอ้? ใช้ยันต์ระดับสามสามแผ่น... ผสมผสานกับค่ายกลธรรมชาติในสถานที่แห่งนี้เพื่อลดทอนแรงกดดันของข้าอย่างนั้นหรือ? เจ้าเด็กนี่... มีความเข้าใจในวิชาค่ายกลลึกซึ้งกว่าที่ข้าประเมินไว้เสียอีก"
"วิชาค่ายกลเป็นเรื่องของการยืมพลังฟ้าดินมาใช้ มิใช่การใช้พละกำลังเข้าหักหาญ" หลินเทียนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกคำพูดกลับแฝงไปด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้น "ผู้อาวุโสเทียนกู่หลับใหลอยู่ ณ ที่แห่งนี้มาสามร้อยปี โลกภายนอกคงเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วกระมังครับ เหตุไฉนจึงยังมายึดติดกับเคล็ดวิชาโบราณที่อาจจะไม่เหมาะกับยุคสมัยนี้อีกต่อไปเล่า"
"ปากกล้า!" เทียนกู่แค่นเสียงฮึดฮัด แววตาฉายความเหี้ยมเกรียม "ต่อให้เจ้าจะฉลาดเฉลียวเพียงใด แต่ในดินแดนแห่งการทดสอบอักขระนี้ พลังยุทธและสติปัญญาของเจ้าจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของข้าทั้งหมด!"
สิ้นเสียงตวาด เทียนกู่ประสานอินทร์มือทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว ภาพอักขระโบราณนับพันตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศรอบทิศทาง พวกมันหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นสีทองอร่าม ปิดกั้นทางออกทุกเส้นทาง ท้องฟ้าเหนือแท่นบูชาแปรเปลี่ยนเป็นสีทองเข้ม แรงดึงดูดมหาศาลดึงเอาพลังปราณในร่างของหลินเทียนและเหมยลี่ให้รั่วไหลออกมาทีละน้อย
"หลินเทียน..." เหมยลี่เอ่ยเรียกเสียงเบา นางสัมผัสได้ว่าพลังในตันtianของตนเองกำลังถูกสูบหายไป
"ไม่ต้องตกใจครับ" หลินเทียนเอื้อมมือไปกุมมือเรียวของเหมยลี่ไว้เบาๆ สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือของเขาทำให้ความตื่นตระหนกในใจของหญิงสาวสงบลงอย่างน่าประหลาด "เขาต้องการพลังปราณเพื่อเปิดประตูมิติที่แท้จริงของวิชาอักขระ... ดังนั้น เขายังไม่กล้าสังหารพวกเราในตอนนี้หรอกครับ"
"อัจฉริยะที่รู้ทันเกม... มักจะอายุสั้น" เทียนกู่คำรามลั่น ร่างสีทองพุ่งเข้าหาทั้งสองคนราวกับอสนีบาต ประกายแสงสีทองแผดเผาทุกสิ่งจนหลอมละลาย
หลินเทียนไม่หลบหนี เขากลับหลับตาลงชั่วพริบตา มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ทำให้เทียนกู่รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก
"ผู้อาวุโสเทียนกู่ครับ... ท่านคิดจริงๆ หรือว่า ที่ผ่านมาข้าเดินเข้ามาในค่ายกลนี้เพื่อรับการทดสอบของท่าน?"
เสียงกระซิบแผ่วเบาของหลินเทียนดังขึ้น ทันใดนั้น วงแหวนหยกโบราณในมือขวาของเขาก็แตกละเอียดเป็นผุยผง แสงสีครามเข้มพุ่งทะยานจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องฟ้า จุดอักขระทั้งเก้าสิบเก้าจุดที่เขาแอบฝังไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้... เปล่งประกายพร้อมกันในพริบตาเดียว!
ค่ายกลสะท้านภพที่แท้จริงทำงานแล้ว!
เทียนกู่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ร่างสีทองของเขาถูกตรึงไว้กลางอากาศด้วยโซ่อักขระสีครามเพลิงนับร้อยสายที่ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า
"เจ้า... เจ้าวางค่ายกลซ้อนค่ายกลตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!" เทียนกู่แผדเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวและไม่เชื่อสายตา
หลินเทียนลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลที่ไร้ก้นบึ้ง เขามองตรงไปยังร่างของชายชราที่ดิ้นรนอยู่กลางอากาศด้วยแววตาสงบนิ่ง
"ตั้งแต่วินาทีแรกที่ข้าก้าวเข้ามาในเขตอาคมนี้... เหยื่อผู้ล่าและผู้ล่า ได้สลับบทบาทกันเรียบร้อยแล้วครับ"
ทันใดนั้นเอง ผนังหินด้านหลังแท่นบูชาที่ควรจะทึบตัน กลับเกิดเสียงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น รอยแยกขนาดใหญ่มืดสนิทปรากฏขึ้น พร้อมกับกลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากเบื้องลึกของรอยแยกนั้น
เงาร่างของใครบางคน... ก้าวเดินออกมาจากความมืดมิด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้หัวใจของหลินเทียนกระตุกวูบ!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดครับ
- หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 39
บทที่ 39
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!