"หมากตัวนี้... เดินพลาดตั้งแต่ก้าวแรกแล้วกระมัง ประมุขไป๋"
เสียงทุ้มต่ำกังวานเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงลับใต้ดิน กลิ่นอายของผงหมึกชาดและกระดาษสาโบราณคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็ก
หลินเทียนนั่งอยู่เบื้องโต๊ะศิลาสีนิล นิ้วเรียวยาวดั่งหยกสลักคีบพู่กันขนหางจิ้งจอกอัคคี สะบัดขีดเขียนอักขระโบราณลงบนแผ่นยันต์หนังมังกรวารีอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกเส้นสายกลับเปี่ยมด้วยพลังวิญญาณที่กดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
เบื้องหน้าของเขาคือ ไป๋ฮào ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักกระบี่เมฆา ผู้มีตบะขั้นหลอมรวมวิญญาณระดับสูง ใบหน้าของอีกฝ่ายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายสั่นเทิ้มจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น เนื่องจากแรงกดดันจากค่ายกลวิญญาณเจ็ดดาวสยบมารที่หลินเทียนกางไว้ล้อมรอบห้องนี้ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
"เจ้า... เจ้าเด็กแซ่หลิน นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! เจ้ากล้าใช้ค่ายกลกักขังผู้อาวุโสเช่นข้า รู้อัตลักษณ์ของสำนักเราหรือไม่!" ไป๋ฮ่าวเค้นเสียงคำรามลอดไรฟัน พยายามรวบรวมลมปราณเพื่อทะลวงค่ายกล ทว่าทุกครั้งที่โคจรพลัง อักขระสีทองนับพันตัวที่ลอยวนเวียนรอบตัวเขากลับยิ่งบีบรัดแน่นขึ้น ราวกับมีโซ่ตรวนเหล็กกล้าพันธนาการกระดูกทุกท่อนไว้
หลินเทียนไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงจดจ่ออยู่กับการแต้มจุดสุดท้ายบนแผ่นยันต์ น้ำเสียงราบเรียบแต่เยือกเย็นจนน่าขนลุกเอ่ยตอบออกไป
"สำนักกระบี่เมฆา? หากท่านประมุขของพวกท่านอยู่ที่นี่ ข้าอาจจะสนทนากับเขาด้วยความเกรงใจอยู่บ้างสามส่วน แต่น่าเสียดาย... ท่านเป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกส่งมาทดสอบความอดทนของข้า และหมากที่หมดประโยชน์แล้ว ย่อมไม่มีสิทธิ์ต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น"
บรรยากาศภายในห้องโถงเย็นยะเยือกจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว เหมยลี่ที่ยืนพิงเสาศิลาอยู่มุมห้อง ขยับกายเล็กน้อย กระบี่โลหิตในฝักข้างกายส่งเสียงกริ๊ดเบาๆ ดั่งรับรู้ถึงจิตสังหารที่กดต่ำ นางปรายตามองไป๋ฮ่าวด้วยความสมเพชระคนเย็นชา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"หลินเทียน อย่าเสียเวลากับคนผู้นี้เลย ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแปลกปลอมกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาทางค่ายกลชั้นนอก เกรงว่าสุนัขรับใช้ของตระกูลหลงคงจะตามกลิ่นมาพบแล้ว"
หลินเทียนชะفู่กันในมือเล็กน้อย ดวงตาสนิทคมกริบใต้ร่มเงาคิ้วหรี่ลงครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
"มาเร็วกว่าที่คิดเสียอีก... ดูท่าคนพวกนั้นจะร้อนใจอยากได้ตำราค่ายกลบรรพกาลเต็มทีแล้วกระมัง"
เขาวางพู่กันลงอย่างนุ่มนวล หยิบแผ่นยันต์ที่เพิ่งเขียนเสร็จขึ้นมาพิจารณา ลวดลายอักขระบนนั้นเปล่งแสงเรืองรองสีฟ้าคราม สลับกับประกายสายฟ้าสีทองแล่นริ้วอย่างน่าอัศจรรย์ หลินเทียนสะบัดข้อมือเพียงเบาๆ แผ่นยันต์นั้นก็พุ่งแหวกอากาศไปแปะติดเข้าที่กลางหน้าอกของไป๋ฮ่าวราวกับมีดวงตา
"อ๊ากกก!"
เสียงร้องโหยหวนดังลั่นห้อง ไป๋ฮ่าวเบิกตากว้างจนเส้นเลือดฝอยแตกออก ร่างกายของเขาแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน พลังวิญญาณในตันtianถูกผนึกสนิทในพริบตา ไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงจะยืนหยัด หลินเทียนลุกขึ้นยืนช้าๆ จัดสาบเสื้อคลุมสีเทาเข้มของตนให้เรียบร้อยโดยไม่ชายตาแลร่างที่นอนหอบหายใจรดพื้นอีก
"พาตัวเขาไปด้วย เราจะใช้เขาเป็นสะพานข้ามค่ายกลลวงตาชั้นที่สาม" หลินเทียนเอ่ยสั่งสั้นๆ
เหมยลี่พยักหน้ารับ นางก้าวเท้าเข้ามาเพียงก้าวเดียว ร่างก็ปรากฏไปยืนอยู่ข้างกายไป๋ฮ่าว มือเรียวดั่งหยกคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายขึ้นมาอย่างไร้ความปรานี ราวกับหิ้วลูกไก่ตัวหนึ่ง
ทั้งสองก้าวเดินผ่านประตูศิลาเข้าสู่เส้นทางลับที่ทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง ความมืดมิดและกลิ่นอายอับชื้นโอบล้อมรอบกาย แสงจากคริสตัลเรืองแสงตามผนังช่วยนำทางให้เห็นโครงสร้างค่ายกลโบราณที่สוทซ้อนกันราวกับเขาวงกตมิติ หลินเทียนเดินนำหน้าอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวคำนวณไว้หมดแล้วว่าจุดใดปลอดภัย จุดใดซ่อนกลไกสังหาร
ผ่านพ้นโค้งหินอับทึบ เบื้องหน้าคือห้องโถงกว้างขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นใจกลางภูเขาหินอัคคี ตรงกลางห้องมีแท่นบูชาศิลามรกตตั้งตระหง่าน บนนั้นมีกล่องหยกโบราณที่ผนึกด้วยโซ่ตรวนพลังปราณห้าธาตุวางอยู่ ทว่า... สิ่งที่ทำให้ฝีเท้าของหลินเทียนต้องชะงักลง ไม่ใช่ตัวกล่องหยกนั้น
แต่เป็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว...
เงาร่างนั้นสวมชุดคลุมยาวปักลายพยัคฆ์เมฆาสีเงิน ใบหน้าสวมหน้ากากครึ่งซีกรูปอสูรโบราณ ปล่อยกลิ่นอายพลังวิญญาณระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์ออกมาข่มขวัญผู้คนจนบรรยากาศหนักอึ้งดั่งขุนเขา
"ไม่นึกเลยว่า... นายน้อยหลินผู้ถูกขับไล่ จะมีความสามารถในการแกะรอยค่ายกลบรรพกาลได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้"
เสียงหัวเราะแหบพร่าดังลอดออกมาจากหน้ากากอสูร ดวงตาคู่นั้นจ้องมองหลินเทียนด้วยความกระหายใคร่รู้ระคนจิตสังหารเข้มข้น
หลินเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย ประเมินสถานการณ์ตรงหน้าในเสี้ยววินาที รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง
"ข้าก็นึกว่าสุนัขตัวไหนที่เห่าหวนอยู่ด้านนอก ที่แท้ก็เป็นผู้อาวุโสรองแห่งสำนักลับพยัคฆ์ทมิฬนี่เอง... ดูท่าท่านคงจะรอคอยของในกล่องนี้มานานแล้วสินะครับ"
ผู้อาวุโสรองแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ของในกล่องนั้นเป็นสมบัติของสำนักเราตั้งแต่บรรพกาล นายน้อยหลิน ส่งมอบมันมาแต่โดยดีเถอะ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า... รวมถึงสตรีข้างกายเจ้าด้วย"
เหมยลี่แค่นเสียงเย็นชา กระบี่โลหิตในมือถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง ประกายกระบี่สีชาดแผ่พุ่งออกมาราวกับเปลวเพลิงโลกันตร์ นางเตรียมพุ่งเข้าใส่ทันทีหากหลินเทียนส่งสัญญาณ
ทว่า หลินเทียนกลับยกมือขึ้นห้ามปรามเป็นเชิงว่ายังไม่จำเป็น เขาแย้มยิ้มบางเบา ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาผู้อาวุโสรองคั่นกลางระหว่างความตายและความเป็น โดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
"ไว้ชีวิตพวกเรา? ท่านพูดราวกับว่า... ชะตากรรมของพวกท่านในตอนนี้ อยู่ในกำมือของพวกท่านเองอย่างนั้นแหละครับ"
ผู้อาวุโสรองขมวดคิ้วแน่น รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างจากน้ำเสียงนั้น
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
หลินเทียนหยุดยืนห่างจากอีกฝ่ายเพียงสามก้าว เขายกมือขึ้นดีดนิ้วเบื้องหน้าหนึ่งครั้ง
*แปะ...*
สิ้นเสียงดีดนิ้ว พื้นศิลาสีนิลใต้วงเท้าของผู้อาวุโสรองพลันเรืองแสงอักขระสีทองสว่างวาบขึ้นมาเป็นรูปค่ายกลแปดทิศขนาดมหึมา เส้นสายพลังงานนับหมื่นสายพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน พันธนาการร่างของผู้อาวุโสรองไว้ในพริบตา ราวกับตาข่ายเพลิงที่ไร้ทางหลุดพ้น!
ผู้อาวุโสรองเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด พลังวิญญาณระดับกำเนิดวิญญาณของเขาถูกกดทับจนแทบสลายในชั่วพริบตา เขาพยายามจะเคลื่อนไหวแต่ร่างกายกลับแข็งค้างราวกับถูกตรึงด้วยค้อนยักษ์
"นี่มัน... ค่ายกลสะท้านภพเก้าชั้นฟ้า! เป็นไปไม่ได้! เจ้าวางมันไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!"
หลินเทียนมองดูอีกฝ่ายที่ดิ้นรนอยู่ในค่ายกลด้วยแววตาสงบนิ่ง ราวกับมองดูมดปลวกตัวหนึ่ง เขาก้มตัวลงกระซิบข้างหูของผู้อาวุโสรองที่ทรุดฮวบลงคุกเข่าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
"ข้าไม่ได้เพิ่งวางมันหรอครับ... แต่ข้าต้อนพวกท่านเข้ามาในกระดานนี้ ตั้งแต่ก้าวแรกที่พวกท่านเหยียบเข้ามาในเขตหุบเขาอัคคีนี้แล้วต่างหาก"
ทว่า ในวินาทีที่หลินเทียนกำลังจะเอื้อมมือไปเปิดกล่องหยกโบราณบนแท่นศิลา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับต้องแข็งค้าง...
เมื่อผนึกพลังปราณห้าธาตุบนกล่องหยกนั้น พลันแตกสลายเองจากภายใน!
และเสียงหัวเราะเยือกเย็นอันคุ้นเคย ก็ดังสะท้อนก้องออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหลังพวกเขา...
"ฮ่าๆๆๆๆ... หลินเทียน หลานรักของข้า เจ้ายังฉลาดและรอบคอบเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน... แต่ก็น่าเสียดาย ที่เจ้ายังคงเดินตามหมากที่ตาแก่ผู้นี้วางไว้อยู่ดี"
ร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองอร่าม ปรากฏกายขึ้นจากความว่างเปล่าเหนือแท่นบูชาอย่างช้าๆ แววตาสนิทคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและรอยยิ้มแห่งผู้ชนะที่เหนือกว่าทุกสิ่ง!
(ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในโลกแห่งค่ายกลและอักขระนี้นะครับ)
เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 38
บทที่ 38
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!