"เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าสิ่งที่อยู่หลังบานประตูศิลาบานนั้น คือคำตอบที่เจ้าเฝ้าตามหาตลอดสิบปี ไม่ใช่กับดักที่เขารอให้เจ้าเดินเข้าไปติด?"
เหมยลี่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก แต่นัยน์ตากลับสะท้อนภาพหลินเทียนที่กำลังจรดนิ้ววาดอักขระสีทองลงบนพื้นหินอย่างใจเย็น ปลายนิ้วของเขาไม่ได้สั่นไหวแม้แต่น้อย แม้ไอสังหารรอบกายจะพุ่งพล่านราวกับพายุทราย
หลินเทียนหยุดชะงักเพียงครู่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้น สบตานางด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา "คำตอบนั้นไม่มีอยู่จริงหรอกเหมยลี่ มีเพียงการตัดสินใจที่เราต้องเลือกในแต่ละก้าวเดิน หากประตูบานนี้จะพรากวิญญาณข้าไป ข้าก็ขอเลือกที่จะตายด้วยความรู้อย่างถ่องแท้ ดีกว่าต้องหายใจทิ้งไปวันๆ อย่างคนตาบอดในโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้"
เขากระแทกฝ่ามือลงบนจุดกึ่งกลางของค่ายกลอักขระที่เขาสร้างขึ้น เสียงกลไกเฟืองหินขยับตัวดังกังวานไปทั่วโถงถ้ำ มันไม่ใช่เสียงที่เกิดจากการเปิดประตูทั่วไป แต่เป็นเสียงของการถอดรหัสกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ที่ถูกวางไว้เพื่อปิดกั้นความลับบางอย่าง
"เจ้ามันบ้า" เหมยลี่พึมพำ แต่รอยยิ้มบางๆ กลับปรากฏที่มุมปาก นางชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงโลหะกระทบฝักดังกังวานเป็นจังหวะแห่งการเตรียมพร้อม นางขยับตัวมายืนเคียงข้างเขา ปกป้องรัศมีที่เขาไม่ได้ป้องกัน "หากเจ้าจะเปิดประตูนรก ข้าก็จะอยู่ข้างเจ้าในฐานะยมทูตที่คอยหั่นฟันทุกสิ่งที่กล้าขวางทางเจ้าเอง"
หลินเทียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "ข้าไม่ได้จะเปิดประตูนรกหรอก ข้าเพียงแต่กำลังจะปลดล็อคกรงขังที่ขังตัวตนที่แท้จริงของข้าไว้ต่างหาก"
ทันใดนั้น ผนังศิลาเบื้องหน้าสั่นสะเทือนรุนแรง อักขระโบราณที่สลักไว้เริ่มเรืองแสงสีม่วงหม่น ราวกับเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของขุนเขา ลมหายใจของหลินเทียนเริ่มติดขัด เขาพบว่าพลังปราณในจุดชีพจรเริ่มหมุนวนผิดจังหวะ นี่ไม่ใช่การเปิดประตูธรรมดา แต่เป็นการเผชิญหน้ากับค่ายกล "ผนึกบรรพกาล" ที่สืบทอดมาจากยุคที่เซียนยังเดินดิน
"เหมยลี่ ถอยไป!" เขาตะโกนก้อง
"ข้าไม่ถอย!" นางตวาดกลับ พร้อมกับร่ายปราณกระบี่สร้างอาณาเขตคุ้มกันรอบตัวทั้งคู่ ทว่าทันใดนั้น ผนังศิลาที่เคยทึบตันกลับค่อยๆ เลือนหายไปราวกับหมอกควัน สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังไม่ใช่ห้องลับหรือขุมทรัพย์ แต่เป็นภาพสะท้อนของจักรวาลที่ว่างเปล่า... และที่กึ่งกลางของความว่างเปล่านั้น มีร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธินิ่งสนิท
ใบหน้าของร่างนั้น... คือใบหน้าของหลินเทียนเอง
"นั่นคืออะไร..." เหมยลี่ลดกระบี่ลง ความเยือกเย็นแผ่ซ่านไปถึงกระดูกสันหลัง นางสัมผัสได้ว่าบุคคลที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่ได้มีชีวิต แต่ก็ไม่ใช่ศพ
หลินเทียนก้าวเข้าไปช้าๆ ความทรงจำที่กระจัดกระจายราวกับเศษแก้วเริ่มพุ่งเข้าสู่สมองของเขาเหมือนน้ำป่า เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แสนสาหัส ราวกับมีใครบางคนพยายามตอกตะปูลงไปในจิตวิญญาณของเขา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาที่นี่ นี่คือสถานที่ที่เขาเคยจากมา... และที่นี่คือจุดเริ่มต้นของการตกต่ำ
ชายที่นั่งขัดสมาธิลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่นั้นว่างเปล่าราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง เขาไม่ได้มองหลินเทียน แต่เขากำลังมองทะลุผ่านหลินเทียนไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง
"ในที่สุด เจ้าก็กลับมา" เสียงที่ดังออกมาจากปากของร่างนั้น ไม่ใช่เสียงของหลินเทียน แต่เป็นเสียงของใครบางคนที่เขารู้จักดี... เสียงของอาจารย์ที่เขาเฝ้าตามหามาตลอดสามปี
"ท่านอาจารย์..." หลินเทียนพึมพำ มือสั่นเทา
"อย่าเรียกข้าด้วยชื่อนั้น" ร่างนั้นลุกขึ้นยืนช้าๆ ความกดดันที่พุ่งออกมาจากร่างนั้นมหาศาลจนทำให้เหมยลี่กระอักเลือดออกมาคำโต นางล้มลงคุกเข่าด้วยแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น "สิ่งที่เจ้าเห็นที่นี่ คือความจริงที่ถูกผนึกไว้ในอดีตชาติ และวันนี้... เจ้าจะต้องเลือก ระหว่างการครองความเป็นนิรันดร์ด้วยความทรงจำของคนทั้งโลก หรือการดับสูญไปพร้อมกับความลับที่ไม่มีใครควรได้รู้"
ร่างนั้นยื่นมือออกมา แสงสีขาวจ้าพุ่งออกมาจากฝ่ามือตรงเข้าหาอกของหลินเทียน ขณะที่เหมยลี่พยายามจะกระโจนเข้าขวาง แต่นางกลับถูกตรึงไว้ด้วยพลังค่ายกลที่ไม่รู้จัก
ในเสี้ยววินาทีก่อนที่แสงนั้นจะสัมผัสตัวหลินเทียน เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ข้อมือของร่างเงาตรงหน้า มันคือตราประทับเดียวกับที่อยู่บนจี้ห้อยคอของเขา... แต่มีสัญลักษณ์เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งจุด เป็นรอยสลักที่เขาสาบานว่าจะไม่มีวันลืม
หลินเทียนหลับตาลง ไม่ใช่เพื่อยอมรับชะตากรรม แต่เพื่อดึงเอาอักขระตัวสุดท้ายที่เขาซ่อนไว้ใต้ผิวหนังออกมา
"เจ้าไม่ได้เป็นอาจารย์ข้า" หลินเทียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบจนน่าใจหาย "เพราะอาจารย์ของข้าตายไปตั้งแต่วันที่เขาขายจิตวิญญาณให้แก่ความมืดแล้ว... เจ้ามันก็แค่ค่ายกลจำลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อล่อให้ข้าทำลายตัวเอง"
เขาพลิกฝ่ามือ ค่ายกลอักขระที่เขาวางไว้รอบห้องเริ่มเรืองแสงสีทองสว่างจ้าทำลายล้างความมืดมิดในโถงถ้ำจนหมดสิ้น
ทว่า ทันทีที่แสงสว่างเข้าครอบงำ ทุกอย่างกลับเงียบงัน ร่างจำลองนั้นสลายไป แต่แทนที่ความสงบจะกลับคืนมา พื้นดินใต้เท้าของพวกเขากลับแตกออกเผยให้เห็นห้วงเหวที่มืดมิดลึกลงไปไม่มีที่สิ้นสุด และเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากความว่างเปล่ารอบตัว
"เจ้าช่างฉลาดนักหลินเทียน... แต่เจ้าลืมไปหรือไม่ว่า ค่ายกลที่เจ้าใช้ คือค่ายกลเดียวกับที่ข้าเป็นผู้สอนเจ้า... และข้าได้วางกับดัก 'สะท้อนย้อนคืน' ไว้ตั้งแต่บรรทัดแรกที่เจ้าเริ่มเขียนอักขระแล้ว"
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด เป็นชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทาที่ดูอ่อนโยนและใจดี ใบหน้าของเขายิ้มแย้มอย่างผู้ชนะ แต่สายตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็ง
หลินเทียนเบิกตากว้างเมื่อเห็นมือของอาจารย์ที่ค่อยๆ ยกขึ้น สร้อยคอที่คอของหลินเทียนเริ่มร้อนระอุจนเกิดควันสีดำพวยพุ่ง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในมิติค่ายกลกับหมึกทองคำข้ามภพนะครับ
เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 31
บทที่ 31
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!