"ความเงียบงันมักมีน้ำหนักมากกว่าเสียงตะโกน... เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ เหมยลี่?"
หลินเทียนเอ่ยขึ้นขณะที่นิ้วเรียวยาวของเขากำลังลากผ่านอากาศ ว่างเปล่า ทว่าทุกสัมผัสกลับทิ้งรอยเรืองรองสีทองจางๆ ไว้ราวกับรอยไหม้บนผืนผ้าที่มองไม่เห็น เบื้องหน้าของเขามิใช่ศัตรูที่ถือกระบี่อาคม ทว่าคือรอยแยกของมิติที่ยังคงสั่นไหวราวกับแผลฉกรรจ์ที่ไม่อาจประสาน เงาสีดำที่เคยคุกคามบัดนี้กลายเป็นเพียงไอหมอกที่ระเหยไปเมื่อสัมผัสกับ ‘ค่ายกลนิรันดร์’ ที่เขาเพิ่งสลักลงบนสุญญากาศ
เหมยลี่ในชุดผ้าไหมสีขาวสะอาดตา ยืนอยู่เคียงข้าง มือของนางที่เคยกุมด้ามกระบี่สังหารมานับไม่ถ้วน บัดนี้กลับผ่อนคลายลง นางมองดูผลงานของชายหนุ่มด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง
"ท่านชนะแล้ว หลินเทียน... หรือต้องบอกว่า ท่านเพิ่งจะทำลายเงื่อนไขที่ไม่มีใครเคยทำได้สำเร็จเสียทีเดียว" นางเว้นจังหวะ สายลมพัดพากลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยในหุบเขาไร้ชื่อมาปะทะจมูก "เงาสีดำนั่น หรือคำกระซิบที่น่าสะพรึงกลัว ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงกรงขังที่ท่านเป็นคนสร้างขึ้นมาเองเพื่อทดสอบขีดจำกัดของตนเองในตอนท้าย มิใช่หรือ?"
หลินเทียนหันกลับมามองสตรีผู้เป็นดั่งลมหายใจของเขา เขายิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากความหยิ่งผยองของเซียนผู้พิชิต แต่มาจากความโล่งใจของชายผู้หนึ่งที่เพิ่งวางภาระอันหนักอึ้งลง "ข้าเคยคิดว่าโลกนี้คือตำราที่ต้องอ่านให้จบ แต่แท้จริงแล้ว... ข้าเป็นเพียงนักเขียนที่หลงวนอยู่ในหน้ากระดาษที่ตัวเองขีดเขียนขึ้นมา วันนี้ข้าได้ปิดฉากมันแล้ว"
เขาสะบัดมือเบาๆ ค่ายกลที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องโลกจากการรุกรานของตัวตนจากมิติภายนอก ก็ค่อยๆ สลายตัวกลายเป็นละอองแสงร่วงหล่นสู่ผืนดิน กลายเป็นอักขระโบราณที่ฝังแน่นอยู่ในชั้นหินและผืนน้ำ หากใครในอนาคตผู้มีวาสนาได้มาพบเจอ พวกเขาจะพบกับตำราที่ไร้คำบรรยาย มีเพียงพลังงานบริสุทธิ์ที่สลักไว้เพื่อเป็นแนวทางให้แก่ผู้ที่แสวงหาความจริง
"เราจะไปที่ไหนต่อ?" เหมยลี่ถาม
"ไปที่ที่ไม่มีใครรู้จักนามของหลินเทียน ผู้พลิกสวรรค์" เขาตอบพลางยื่นมือไปกุมมือนาง "มีเพียงชายผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาๆ กับหญิงสาวที่รักในความสงบ เราจะทิ้งทุกอย่างไว้หลังกำแพงมิตินี้ ชื่อเสียง ตำนาน และดาบเล่มนี้..."
หลินเทียนปลดกระบี่หยกที่เหน็บเอวออกมาแล้ววางลงบนโขดหิน กระบี่เล่มนั้นค่อยๆ จมหายลงไปในเนื้อหิน ราวกับหยดน้ำที่รวมเข้ากับมหาสมุทร เขาไม่ได้ต้องการมันอีกต่อไป เพราะโลกทั้งใบได้กลายเป็นค่ายกลที่สมบูรณ์แบบโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธใดๆ ควบคุม
เหตุการณ์ที่ผู้คนร่ำลือกันในภายหลังคือ 'ปรากฏการณ์สูญสิ้นแห่งเซียนอักขระ' ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้าต่างเห็นแสงสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียวจากยอดเขาเมฆา ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับคืนสู่ความสงบเงียบ ร่องรอยการต่อสู้รุนแรงมลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานที่เล่าขานถึงชายผู้ถือปากกาเป็นกระบี่ และมีกระดาษเป็นเกราะคุ้มครองอาณาจักร
ในหุบเขาที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอกที่ไม่มีใครเข้าถึง หลินเทียนกำลังนั่งคัดอักษรอยู่บนโต๊ะไม้ธรรมดาๆ เสียงจดจารึกอักขระลงบนกระดาษสาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายลอดผ่านหน้าต่างไม้เก่าๆ เข้ามา เหมยลี่นั่งถักทอผ้าอยู่ข้างๆ ปราศจากเสียงเร่งเร้าของศัตรู ปราศจากเสียงโห่ร้องของกองทัพ
เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า มองก้อนเมฆที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า เขาตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า ความลึกลับที่แท้จริงของการเป็นเซียน มิใช่การเอาชนะฟ้าดิน แต่คือการดำรงอยู่อย่างกลมกลืนโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้กับเวลา
"ทุกอย่างราบรื่นดีใช่ไหม?" เหมยลี่เอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าจากงานถักทอ
"ไม่มีรอยต่อ... ไม่มีช่องว่างให้โชคชะตาได้แทรกซึม" หลินเทียนตอบพลางวางพู่กันลง "ข้าทิ้งความลับทั้งหมดไว้ในค่ายกลนั้นแล้ว ใครก็ตามที่ปรารถนาจะเข้าใจมิติที่หก พวกเขาจะพบมันเอง แต่หากพวกเขาเพียงต้องการอำนาจ... สิ่งที่จะได้พบก็เป็นเพียงความว่างเปล่าที่งดงามที่สุด"
เขาลุกขึ้นเดินไปยืนข้างกายภรรยา แววตาของเขาไร้ซึ่งกระแสของพลังปราณที่รุนแรงเฉกเช่นอดีต มันลึกซึ้งและนิ่งสนิทดุจทะเลสาบยามไร้ลม นี่คือจุดจบที่แท้จริงของ 'เซียนอักขระพลิกสวรรค์' ผู้ที่เคยพลิกโลกทั้งใบ แต่กลับเลือกที่จะวางทุกอย่างลง เพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญที่สุดไว้ในความเรียบง่าย
"ชีวิตนิรันดร์ไม่ได้หมายถึงการยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดตลอดไปนะเหมยลี่" เขากล่าวเบาๆ "แต่มันคือการได้ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่มีวันจางหายไปจากหัวใจของเราต่างหาก"
ทั้งสองยืนเคียงคู่กันมองออกไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า ภาพของหลินเทียนและเหมยลี่ค่อยๆ จางหายไปจากโลกแห่งปุถุชน ทิ้งไว้เพียงตำนานที่ตราตรึงในหัวใจของผู้คนรุ่นหลังสืบไป ว่าครั้งหนึ่งเคยมีชายผู้หนึ่งผู้สามารถเปลี่ยนโชคชะตาด้วยปลายพู่กันเพียงด้ามเดียว และเขาก็เป็นผู้ที่เข้าใจสัจธรรมของจักรวาลมากที่สุด... คือการเริ่มต้นใหม่ในที่ที่ไม่มีใครมองเห็น
ตำนานบทนี้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ โดยไม่มีเสียงกระซิบจากความมืดอีกต่อไป มีเพียงเสียงนกร้องและลมหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางความเป็นนิรันดร์ที่แท้จริง
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับเรื่องราวของหลินเทียนมาจนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้นะครับ
เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 30
นิรันดร์กาลไร้รอยต่อ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!