เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 29

วาระสุดท้ายของยุคมืด

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
“เจ้าคิดว่าค่ายกลนี้จะขังข้าได้ตลอดไปงั้นหรือ หลินเทียน?” เสียงคำรามของจักรพรรดิมารดังกึกก้องไปทั่วห้วงมิติ บิดเบี้ยวจนแม้แต่สายธารแห่งปราณยังต้องหยุดชะงัก หลินเทียนยืนนิ่งอยู่บนแท่นศิลาใจกลางห้วงอเวจี มือของเขาสั่นไหวเล็กน้อยจากการวาดอักขระนับหมื่นตัวกลางอากาศ พลังวิญญาณของเขาแทบจะเหือดแห้งจนถึงก้นบึ้ง แต่สายตายังคงสงบนิ่งดุจผืนน้ำยามไร้ลมพัดผ่าน “ค่ายกลนี้มิใช่คุกที่ข้าสร้างขึ้นเพื่อจองจำท่านเพียงผู้เดียวหรอกครับท่านจักรพรรดิ” หลินเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย หากแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ยากจะสั่นคลอน “แต่คือการดึงเอาเศษเสี้ยวของจิตสำนึกที่เหลืออยู่ของท่าน กลับไปสู่จุดที่มันควรจะอยู่นั่นคือความว่างเปล่า ท่านแพ้ภัยตัวเองตั้งแต่ก้าวแรกที่เลือกเดินบนวิถีแห่งความกระหายแล้ว” เหมยลี่ที่ยืนคุมเชิงอยู่เบื้องหลัง ขยับกายบังหน้าให้หลินเทียน เธอกระชับกระบี่ในมือจนเส้นเลือดขึ้นเป็นแนว รอยแผลเป็นจางๆ บนใบหน้าของเธอยังคงเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจที่บีบคั้น ความกดดันมหาศาลจากจักรพรรดิมารทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งดั่งขุนเขาพันลูกกดทับ แต่เธอก็ไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว “เลิกพร่ำเพ้อเรื่องวิถีเต๋าที่เจ้าเองก็ยังไม่บรรลุได้แล้ว!” จักรพรรดิมารแผดเสียง ร่างกายที่เคยสูงใหญ่บัดนี้เริ่มแตกร้าวเหมือนเครื่องปั้นดินเผาที่กำลังจะแตกสลาย พลังมารสีดำทมิฬพวยพุ่งออกมาจากร่าง แต่มันถูกกลืนกินโดยแสงสีทองของอักขระที่หลินเทียนทิ้งเอาไว้ในอากาศ “ข้าคือผู้ปกครองยุคมืด! ยุคสมัยของข้าไม่มีวันจบสิ้น!” “ยุคสมัยของท่านจบลงตั้งแต่วินาทีที่ท่านลืมไปว่า อักขระมิได้มีไว้เพื่อทำลาย... แต่มีไว้เพื่อรักษาสมดุล” หลินเทียนใช้นิ้วชี้กรีดผ่านอากาศเป็นเส้นตรง วงล้อดาราหมุนวนอย่างรวดเร็ว เสียงฟันเฟืองของค่ายกลนับแสนชิ้นที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังจิตของเขาดังประสานกันดั่งบทเพลงแห่งสวรรค์ ค่ายกล ‘ดาราปิดผนึกนิรันดร์’ ค่อยๆ บีบตัวเข้ามา จักรพรรดิมารพยายามจะต้านทาน แต่ยิ่งดิ้นรน เส้นสายอักขระก็ยิ่งพันธนาการแน่นหนาขึ้น ความมืดที่เคยครองยุทธภพมาช้านานเริ่มซีดจางลง แสงสว่างจากปลายทางของค่ายกลเริ่มส่องประกายเจิดจ้าเสียจนเหมยลี่ต้องหรี่ตาลง “ท่านดูนั่นสิ...” หลินเทียนเอ่ยเสียงเบาพลางชี้ไปที่กระจกมิติที่เผยให้เห็นยุทธภพเบื้องล่าง “ผู้คนเริ่มตื่นจากฝันร้ายแล้ว อักขระที่ข้าฝังไว้ในผืนดินทั่วทั้งแผ่นดินกำลังทำหน้าที่ของมัน ท่านไม่ใช่พระเจ้าหรอกครับท่านจักรพรรดิ ท่านเป็นเพียงบทเรียนบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่กำลังจะถูกปิดฉากลงเท่านั้น” เหมยลี่หันมามองหลินเทียนด้วยสายตาที่ซับซ้อน เธอมองเห็นความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้น “เจ้าต้องแลกด้วยอะไร เพื่อสิ่งนี้?” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย หลินเทียนยิ้มบางๆ มือของเขายังไม่หยุดการควบคุมค่ายกล “แลกด้วยตัวตนของข้าที่อาจจะไม่มีใครจดจำได้อีกต่อไปอย่างไรล่ะครับ เหมยลี่... แต่ถ้ามันแลกกับความสงบสุขที่ยั่งยืน ข้าว่ามันก็นับว่าคุ้มค่า” จักรพรรดิมารแผดร้องเป็นครั้งสุดท้าย เสียงของเขาแปรเปลี่ยนจากความโกรธแค้นกลายเป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเวทนา ก่อนที่ร่างนั้นจะกลายเป็นเพียงละอองแสงสีดำที่ถูกดูดกลืนเข้าสู่ใจกลางค่ายกลที่ว่างเปล่า ความมืดมิดหายไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนสงบในห้วงมิติ หลินเทียนทรุดตัวลงคุกเข่าบนแท่นศิลา อักขระสีทองรอบตัวเขามอดดับลงทีละน้อย เหมยลี่รีบปราดเข้าไปประคองร่างของเขาเอาไว้ “เทียน! อย่าหลับนะ!” เขามองใบหน้าของเธอชัดๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี มันไร้ซึ่งรอยเคืองแค้นหรือความหวาดกลัว มีเพียงความห่วงใยที่จริงใจ “ทุกอย่างจบลงแล้วนะ... ยุคมืดของยุทธภพสิ้นสุดลงที่ตรงนี้” ทันใดนั้นเอง บรรยากาศโดยรอบที่ควรจะสงบกลับเกิดความแปรปรวนขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าเหนือห้วงมิติเริ่มแตกร้าวราวกับกระจกที่ถูกทุบจากภายนอก เงาสีดำขนาดมหึมาที่ไม่ใช่ของจักรพรรดิมารค่อยๆ ปรากฏขึ้นผ่านรอยแยกนั้น มันไม่ใช่ความมืดที่มาจากพลังมาร แต่เป็นความว่างเปล่าที่เก่าแก่และเยือกเย็นกว่าสิ่งใดที่หลินเทียนเคยสัมผัสมา เสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกดังขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องบน “จองจำผู้พิทักษ์ของข้าไปแล้ว... แล้วใครจะรับผิดชอบต่อชะตาที่ถูกเขียนไว้ในคัมภีร์ที่แท้จริงกันเล่า หลินเทียน?” หลินเทียนเบิกตากว้างเมื่อเห็นสัญลักษณ์บางอย่างที่ฝ่ามือของเขากำลังสั่นระริกและเปลี่ยนรูปร่างไป มันไม่ใช่รอยสักอักขระที่เขาเคยรู้จัก แต่มันคือตราประทับแห่ง ‘ผู้ลิขิตโชคชะตา’ ที่เขามักจะปฏิเสธมาโดยตลอด เหมยลี่ที่พยายามจะคว้าแขนเขากลับถูกแรงกระชากบางอย่างผลักกระเด็นออกไป ราวกับว่ามิติแห่งนี้ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ตัวเขาอีก “ท่าน... ท่านคือใครกัน?” หลินเทียนเค้นเสียงถามในขณะที่ร่างกายเริ่มเลือนราง “ข้าคือผู้ที่จะเฉลยว่า... การผนึกจักรพรรดิมารในครั้งนี้ มิใช่จุดจบ แต่เป็น ‘เงื่อนไข’ สำคัญที่เปิดประตูให้ข้ากลับมายังโลกใบนี้ต่างหาก” เงาสีดำนั้นยื่นมือออกมาจากรอยแยก และก่อนที่นิ้วของมันจะแตะลงบนหน้าผากของหลินเทียน โลกทั้งใบก็พลันดับวูบลงพร้อมกับเสียงกระซิบที่ทิ้งท้ายว่า... “ยินดีต้อนรับสู่บทสุดท้ายที่เจ้าไม่อาจหลีกหนี” หวังว่าทุกท่านจะยังคงเชื่อมั่นในวิถีแห่งอักขระและติดตามบทสรุปในตอนถัดไปนะครับ หมึกทองคำข้ามภพขอกราบขอบพระคุณจากใจจริงครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%