เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 28

ปาฏิหาริย์แห่งแสง

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
“เจ้าจะตายไม่ได้... หลินเทียน หากเจ้าทิ้งข้าไปในวินาทีนี้ ข้าจะถือว่าคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ต่อหน้าศิลาจารึกนั้นเป็นเพียงลมปากที่ไร้ค่า!” เสียงของเหมยลี่สั่นเครือ แฝงไปด้วยความโกรธแค้นที่ผสมปนเปกับความอาลัยอาวรณ์ นางกอดร่างที่ไร้ลมหายใจของบุรุษหนุ่มไว้แน่น เลือดสีเข้มของเขาย้อมอาภรณ์สีหม่นจนกลายเป็นสีชาด กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านไปทั่วโถงวิหารโบราณที่พังทลาย ไม่มีการตอบรับจากร่างในอ้อมแขน นิ้วมือที่เคยคล่องแคล่วในการเขียนอักขระพลิกฟ้าบัดนี้ซีดเผือดและเย็นเฉียบ ราวกับหยวกกล้วยที่ถูกทิ้งไว้กลางพายุหิมะ ความเงียบงันคือคำตอบที่โหดร้ายที่สุดสำหรับเหมยลี่ นางเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มมารร้ายและเหล่าศิษย์พรรคมธรรมะที่ล้อมกรอบเข้ามาด้วยสายตาว่างเปล่า มือขวาที่สั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปจับด้ามกระบี่คู่กายที่ร้าวรานราวกับจิตวิญญาณของเจ้าของ “พวกเจ้า... ทั้งหมดนั่นแหละ” เสียงของนางราบเรียบ ทว่าเย็นยะเยือกจนคนฟังต้องชะงักฝีเท้า “ต้องชดใช้ด้วยชีวิตสำหรับสิ่งที่พรากไปจากข้า” ทว่า ในขณะที่ปลายกระบี่กำลังจะถูกชักออกจากฝัก บรรยากาศภายในวิหารก็เริ่มเปลี่ยนไป อากาศที่เคยหนักอึ้งด้วยไอสังหารกลับกลายเป็นเบาหวิว ราวกับถูกแรงดึงดูดมหาศาลจากมิติอื่นดูดกลืนออกไป พลังปราณรอบกายหลินเทียนไม่ได้สูญสลายไปตามร่างกายที่ดับสูญ แต่มันกลับ ‘หมุนวน’ ก่อตัวเป็นละอองแสงสีทองจางๆ คล้ายหิ่งห้อยนับล้านตัวที่พากันบินกลับคืนสู่รัง “นั่นมันอะไรกัน...” หนึ่งในยอดฝีมือฝ่ายมารเปร่งเสียงกระซิบด้วยความหวาดหวั่น “พลังอักขระที่เขาสะสมมาตลอดเส้นทางบำเพ็ญ... มันกำลังหวนคืนสู่ตัวเขาเองหรือ?” ใช่แล้ว ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร ผู้ที่อาศัยเพียงกำลังย่อมพ่ายแพ้ต่อกาลเวลา แต่ผู้ที่อาศัย ‘ความดีงาม’ และ ‘ปัญญา’ ในการวางโครงสร้างค่ายกลเพื่อปกป้องผู้อื่น ย่อมหลงเหลือ ‘ร่องรอย’ แห่งบุญญาบารมีเอาไว้ในมิติอักขระ หลินเทียนไม่ใช่คนที่จะสู้ด้วยกำลังหยาบช้า แต่เขาคือผู้ที่ถักทอคุณธรรมลงในทุกจุดที่เขาวางอักขระ ละอองแสงสีทองเริ่มหลอมรวมเข้ากับบาดแผลฉกรรจ์บนอกของเขา เนื้อเยื่อที่ตายแล้วกลับมาเต้นเร้าด้วยจังหวะที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่การคืนชีพตามตำราแพทย์โอสถทั่วไป แต่มันคือการ ‘จารึก’ ชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยอักขระสวรรค์ ร่างของหลินเทียนค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือพื้นดินช้าๆ ขนตาที่เคยสงบนิ่งเริ่มสั่นไหว แสงสีทองเจิดจ้าขึ้นจนผู้คนรอบข้างต้องยกแขนขึ้นป้องดวงตา ความร้อนแรงมหาศาลแผ่กระจายออกมา จนกำแพงวิหารที่สั่นคลอนเริ่มแตกร้าว “คนผู้นี้... ไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว” ประมุขฝ่ายมารที่ซ่อนตัวอยู่มุมมืดพึมพำ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตระหนก “เขาเพิ่งบรรลุสภาวะ ‘เซียนอักขระไร้ลักษณ์’ การฟื้นคืนชีพในครั้งนี้ไม่ใช่การกลับมาเป็นมนุษย์ แต่มันคือการกลับมาในฐานะ... ตัวตนที่กำหนดกฎเกณฑ์ของค่ายกลได้ตามใจนึก!” ดวงตาของหลินเทียนเปิดขึ้น มันไม่ใช่สีดำหรือสีขาวแบบปุถุชน แต่มันเป็นดั่งห้วงอวกาศที่มีอักขระโบราณนับพันนับหมื่นลอยวนเวียนอยู่ภายใน เขาหันมองเหมยลี่ที่ตะลึงงันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูและหยั่งรู้ “เหมยลี่” เสียงของเขาดังกังวานก้องไปทั่วทั้งวิหาร ไม่ใช่เสียงธรรมดา แต่มันคือการสั่นสะเทือนของห้วงมิติ “ข้าบอกเจ้าแล้ว... ตราบใดที่อักขระแห่งความเที่ยงธรรมยังไม่จางหาย ข้าจะไม่มีวันหายไปจากภพนี้” เขายกนิ้วมือขึ้นเพียงปลายนิ้ววาดเส้นสายกลางอากาศอย่างเชื่องช้า แต่ทรงพลังมหาศาล เส้นแสงสีทองพุ่งกระจายออกไปราวกับสายฟ้าที่แตกร่าง กระแทกกลุ่มผู้บุกรุกจนกระเด็นถอยหลังไปคนละทิศละทาง ไม่มีใครสามารถต้านทานรัศมีที่เขาสร้างขึ้นได้ มันไม่ใช่การโจมตี แต่เป็นการ ‘จัดระเบียบ’ พื้นที่รอบข้างให้กลายเป็นค่ายกลที่เขาเป็นผู้คุมกฎแต่เพียงผู้เดียว “เจ้าฟื้นแล้วจริงๆ...” เหมยลี่น้ำตาไหลรินด้วยความตื้นตัน นางถลาเข้าโอบกอดเขาไว้ แต่ครั้งนี้ ร่างกายของเขากลับดูโปร่งแสงและมั่นคงในเวลาเดียวกัน ราวกับเป็นภาพสะท้อนของดวงดาวที่ไม่มีวันดับ “ข้าฟื้น... แต่โลกใบนี้กำลังจะพังทลาย” หลินเทียนกล่าวพลางมองขึ้นไปยังเพดานวิหารที่เปิดออก เผยให้เห็นเมฆหมอกสีดำมืดมิดที่กำลังเคลื่อนตัวลงมาแทนที่ท้องฟ้า “พันธนาการที่ข้าเคยปิดกั้นไว้เพื่อปกป้องพวกเจ้า บัดนี้มันถูกทำลายลงแล้ว เพราะการที่ข้าได้กลับมาในร่างเซียนนี้ คือสัญญาณบ่งบอกว่า... 'ผู้สร้างผนึก' ตัวจริงกำลังจะกลับมาทวงคืนทุกอย่าง” ท่ามกลางความสับสนของเหล่าศัตรู และความหวังที่ริบหรี่ของเหล่ามิตร หลินเทียนเงยหน้ามองไปยังมิติตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ทันใดนั้น รอยแยกของห้วงมิติขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นเหนือวิหาร เสียงกึกก้องที่ราวกับเสียงกระดูกแตกหักของโลกดังขึ้นติดต่อกันไม่หยุดหย่อน ชายหนุ่มในชุดขาวที่ดูราวกับเทพเจ้าในชุดอักขระก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น รัศมีของเขากดทับให้หลินเทียนต้องทรุดเข่าลงข้างหนึ่งทันที "ไม่คิดเลยว่า... จะมีมดปลวกที่สามารถสลัดทิ้งร่างเนื้อเดิมเพื่อขึ้นสู่ขั้นเซียนได้" บุรุษลึกลับกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา พลางกวาดสายตามองหลินเทียนราวกับเห็นตัวตลก "แต่โชคร้ายหน่อยนะ ที่เจ้าเข้าใจผิดไปอย่างหนึ่ง... แสงที่เจ้าใช้ฟื้นคืนชีพนั้น ไม่ใช่พลังของเจ้า แต่มันคือ 'เชื้อเพลิง' ที่ข้าทิ้งไว้เพื่อรอวันเก็บเกี่ยวต่างหาก!" หวังว่าทุกท่านจะยังคงเชื่อมั่นในวิถีแห่งอักขระที่ข้าตั้งใจถ่ายทอดผ่านตัวอักษรนี้นะครับ หมึกทองคำข้ามภพขอกราบขอบพระคุณจากใจจริงครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%