เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 2

คัมภีร์อักขระโบราณ

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
“ข้าไม่เข้าใจ... ทำไมเจ้าถึงต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับกองขยะพวกนี้ด้วย? หอคลังวิชาชั้นที่เก้าไม่มีวิชาดาบใดที่คู่ควรแก่การมองด้วยซ้ำ” เสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยความหงุดหงิดดังขึ้นข้างกายหลินเทียน เหมยลี่ในชุดรัดกุมสีนิลยืนกอดอกพิงชั้นวางหนังสือที่ผุพัง สายตาเรียวคมของนางกวาดมองหยากไย่และฝุ่นหนาเตอะที่ปกคลุมไปทั่วห้องโถงมืดสลัว กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าเกาะกินบรรยากาศจนน่าอึดอัด หลินเทียนไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากม้วนคัมภีร์หนังแพะที่เขาถืออยู่ในมือ ปลายนิ้วเรียวยาวค่อยๆ เกลี่ยฝุ่นที่เกาะอยู่บนตัวอักษรอย่างเบามือ ประหนึ่งกำลังสัมผัสใบหน้าของคนรักที่จากไปเนิ่นนาน “คนเรามักมองหาอาวุธที่คมที่สุดเพื่อชนะศึก แต่พวกเขาหลงลืมไปว่า... สิ่งที่ควบคุมทุกสรรพสิ่งในใต้หล้านี้ ไม่ใช่คมดาบ หากแต่เป็น 'กฎเกณฑ์' ที่ซ่อนอยู่ในอากาศต่างหากล่ะครับ” “เพ้อเจ้อ” เหมยลี่แค่นเสียง แต่ดวงตาของนางกลับจ้องมองอาการของเขาอย่างไม่วางตา “เจ้านั่งอยู่ที่นี่มาสามวันแล้ว พลังปราณในกายเจ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นแม้แต่กึ่งส่วน หากเจ้ายังดื้อรั้นเช่นนี้ ข้าคงต้องลากตัวเจ้าไปฝึกกระบี่ที่ลานกลางพรรคด้วยตัวเอง” หลินเทียนคลี่ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความอ่อนน้อม แต่สื่อถึงความเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นเข้าไม่ถึง “เหมยลี่... ดูรอยร้าวบนพื้นนั่นสิ เจ้าเห็นอะไรไหมครับ?” นางก้มมองตามคำบอก รอยแยกบนพื้นหินไม่ได้เป็นเพียงความเสื่อมโทรมตามกาลเวลา แต่มันเรียงตัวกันเป็นเส้นสายที่ดูซับซ้อน คล้ายเส้นเลือดที่ไหลเวียนผ่านหอคลังวิชาแห่งนี้ “รอยแตกงั้นหรือ? ก็แค่หินที่ทรุดตัว” “ไม่ใช่หินครับ มันคือ 'ค่ายกลปิดกั้น' ที่ถูกทำลายไปเกือบสมบูรณ์แบบ” หลินเทียนวางนิ้วลงบนจุดหนึ่งของรอยร้าว พลันนั้นเขาก็ถ่ายปราณเพียงแผ่วเบาลงไป อากาศรอบข้างบิดเบี้ยวทันที แสงสีทองจางๆ วูบไหวขึ้นในอากาศประหนึ่งกลุ่มควันไฟที่ถูกกระแสลมพัดผ่าน เหมยลี่เบิกตากว้าง มือที่กอดอกอยู่เผลอเลื่อนไปกุมด้ามกระบี่ที่ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ “นี่มัน... อักขระเซียน? แต่เจ้าไม่ได้ใช้ยันต์กระดาษสักใบด้วยซ้ำ!” “อักขระที่ทรงพลังที่สุด ไม่จำเป็นต้องมีสื่อกลางที่เปราะบาง” หลินเทียนกล่าวเสียงเรียบ พลางหยิบม้วนคัมภีร์ที่ชำรุดขึ้นมาอีกครั้ง หน้ากระดาษข้างในเต็มไปด้วยอักขระรูปร่างประหลาดที่ดูเหมือนจะขยับได้เมื่อมีแสงตกกระทบ “ข้าเพิ่งพบมันในกองเศษกระดาษที่ถูกทิ้งไว้ใต้ฐานชั้นวางหนังสือนี้ มันไม่ใช่ตำราวิชาบำเพ็ญเพียรทั่วไป แต่มันคือบันทึกการเขียนอักขระโดยใช้ 'ความว่างเปล่า' เป็นผืนผ้าใบ” เขาเริ่มใช้นิ้วชี้วาดผ่านอากาศเบื้องหน้า ลายเส้นสีทองเปล่งประกายทิ้งตัวค้างอยู่ในอากาศราวกับหมึกที่ยังไม่แห้งสนิท สภาวะบรรยากาศรอบตัวเริ่มหนักอึ้งขึ้นจนเหมยลี่ต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แรงกดดันที่มองไม่เห็นกระแทกเข้ากับปราณคุ้มกายของนางจนเกิดเสียงหวีดหวิว “เจ้ากำลังจะทำอะไร?” น้ำเสียงของเหมยลี่เปลี่ยนไป จากความหงุดหงิดกลายเป็นความตื่นตระหนกแฝงความยำเกรง “ข้าเพียงแค่กำลังทดสอบทฤษฎีครับ...” หลินเทียนหรี่ตาลง สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการควบคุมกระแสปราณที่ปลายนิ้ว หากเขาวาดเส้นอักขระพลาดเพียงจุดเดียว พลังงานที่เขาสะสมไว้อาจตีกลับจนเส้นชีพจรแตกซ่านได้ทุกเมื่อ แต่นี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้เขาข้ามผ่านขีดจำกัดของร่างกายที่บอบบางนี้ไปได้ ทว่าในขณะที่อักขระตัวสุดท้ายกำลังจะสมบูรณ์ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและจังหวะการเดินที่มั่นคงเกินกว่าคนธรรมดาจะทำได้ ก็ดังขึ้นจากทางเข้าหอคลังวิชา บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปในทันที กลิ่นอายสังหารที่เยือกเย็นแผ่ซ่านเข้ามาจนหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามผนังหอคลังถึงกับกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง หลินเทียนหยุดมือลง อักขระในอากาศสลายกลายเป็นละอองแสงก่อนจะเลือนหายไป เขาหันไปมองเหมยลี่ที่ชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่งแล้วด้วยความรวดเร็ว “เจ้าข้า... บอกแล้วใช่ไหมว่าให้รีบไปเสีย!” เหมยลี่กระซิบเสียงลอดไรฟัน สายตาจ้องเขม็งไปยังเงาดำที่ค่อยๆ ก้าวพ้นจากความมืดของทางเดิน ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในแสงสลัว เป็นชายชราในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่า ใบหน้าซีกหนึ่งถูกปิดบังด้วยหน้ากากเหล็กที่สลักลวดลายประหลาด ซึ่งหลินเทียนจำได้แม่นยำว่ามันคือสัญลักษณ์ของ 'หอคอยบัญชาสวรรค์' องค์กรที่หายสาบสูญไปนับร้อยปี และเป็นองค์กรเดียวที่ครอบครองคัมภีร์ต้นฉบับของอักขระที่เขากำลังถืออยู่ในมือ “วิชาเขียนอักขระบนอากาศ... ไม่ได้ปรากฏให้เห็นในใต้หล้านี้มานานเท่าใดแล้วนะ” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าประหนึ่งเสียงเสียดสีของโลหะ “เจ้าหนุ่ม... เจ้ากำลังเล่นอยู่กับสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง และที่สำคัญที่สุด... เจ้ากำลังครอบครองของที่ไม่ใช่ของเจ้า” ชายชราเลื่อนมือออกจากการซ่อนตัวในแขนเสื้อ ปรากฏเป็นกระดาษยันต์สีเลือดที่สั่นไหวอย่างรุนแรง หลินเทียนรู้สึกได้ทันทีว่าอักขระในคัมภีร์ที่อยู่ในมือเขากำลังสั่นสะท้าน ราวกับมันกำลังหวาดกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า เหมยลี่พุ่งตัวออกไปขวางหน้าหลินเทียนทันที “เจ้าเป็นใคร! ที่นี่คือเขตหวงห้ามของพรรคมาร ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามา!” ชายชราผู้นั้นหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงที่แห้งแล้งและน่าขนลุก “ข้ามิได้เข้ามาเพื่อห้ามเจ้า... ข้าเข้ามาเพื่อจะบอกว่า สิ่งที่เจ้ากำลังเขียนอยู่นั้น มันจะนำหายนะมาสู่ทุกชีวิตในพรรคแห่งนี้... เพราะอักขระที่เจ้ากำลังฝึก มันไม่ใช่การสื่อสารกับสวรรค์ แต่มันคือการเรียก 'บางอย่าง' กลับมาจากนรกขุมที่ลึกที่สุด” ทันใดนั้น เงาดำมืดมิดก็พุ่งทะลุร่างของชายชราออกมา ราวกับเขามิใช่คนแต่เป็นเพียงภาพลวงตา และสิ่งที่พุ่งตรงมาที่หน้าอกของหลินเทียนไม่ใช่ศาสตราใดๆ แต่เป็นอักขระสีแดงฉานที่แผ่พุ่งกลิ่นอายแห่งความตายอย่างรุนแรง หลินเทียนไม่มีเวลาให้คิดตัดสินใจ เขาตวัดม้วนคัมภีร์ในมือขึ้นรับแรงกระแทกนั้นไว้ แต่ทว่า... เมื่อม้วนคัมภีร์สัมผัสกับอักขระสีเลือด มันก็คลี่ออกด้วยตัวของมันเอง พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังออกมาจากภายในเนื้อกระดาษ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เขาไม่เคยจำได้ก็นับหมื่นพันพุ่งเข้าสู่สมอง... พร้อมกับใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่สลักไว้บนหน้ากากเหล็กของชายชราผู้นั้น ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่สองนี้ ผมหวังว่าปริศนาที่เริ่มเผยตัวออกมาจะทำให้ท่านตื่นเต้นไปกับโชคชะตาของหลินเทียนนะครับ หมึกทองคำข้ามภพขอสัญญาว่าจะนำพาเรื่องราวที่เข้มข้นยิ่งกว่านี้มาฝากในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%