"หมึกสีชาดขวดนี้... หากหยดลงไปผิดตำแหน่งแม้แต่เส้นเดียว ชีวิตของพวกเราทุกคนในหุบเขาอสูรคลั่งนี้ ก็คงสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปพร้อมกับค่ายกลมังกรอัคคีอย่างแน่นอนนะครับ"
หลินเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแววตากลับคมกริบราวกับใบกระบี่ที่เพิ่งผ่านการลับคมมาอย่างดี ปลายพู่กันขนหางม้าอัคคีในมือของเขาสั่นไหวเพียงเล็กน้อยตามแรงลมที่พัดโชยเข้ามาในถ้ำศิลาโบราณ หยดหมึกสีแดงฉานเปล่งประกายระยิบระยับราวกับมีชีวิต มันสะท้อนภาพใบหน้าอันเคร่งเครียดของเขาที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อกาฬซึ่งผุดขึ้นตามไรผม
เหมยลี่ที่ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณปากทางเข้าถ้ำ ปรายตามองเศษซากศิลาที่แหลกละเอียดอยู่เบื้องหลังนาง ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีดำสนิทปักลายดอกเหมยสีเลือดขยับตัวเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กระบี่โลหิตในมือของนางยังคงมีไอสังหารแผ่ซ่านออกมาจางๆ บ่งบอกว่าศึกก่อนหน้านี้ดุเดือดเพียงใด นางปาดคราบโลหิตที่เปื้อนข้างแก้มออกด้วยหลังมืออย่างไม่ี่ใส่ใจนัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความกังวลลึกๆ
"เวลาของพวกเราเหลือน้อยเต็มทีแล้วหลินเทียน... ข้ารู้สึกได้ถึงไอพลังของพวกมัน ผู้อาวุโสพรรคกระบี่สวรรค์และสมุนของนิกายโลหิตทมิฬกำลังเคลื่อนพลเข้าใกล้ค่ายกลชั้นนอกเข้ามาทุกขณะ หากท่านยังสลักอักขระดึงดูดสายฟ้าไม่เสร็จภายในหนึ่งก้านธูปนี้ พวกเราคงต้องใช้กระบี่ตัดสินชะตากรรมกันตรงนี้จริงๆ เสียแล้ว"
หลินเทียนไม่ตอบคำถามนั้น ดวงตาคู่คมกวาดมองแผ่นศิลาโบราณสลักลวดลายซับซ้อนเบื้องหน้า สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็วยิ่งกว่ากระแสลมปราณที่ไหลเวียนอยู่ในจุดตันหยวน ในฐานะทายาทผู้ถือครองเคล็ดวิชาค่ายกลบรรพกาล เขารู้ดีว่าการจะรับมือกับยอดฝีมือระดับหลอมรวมวิญญาณนับสิบคน การใช้กำลังเข้าปะทะมีแต่จะนำพาความตายมาสู่ตนเองเท่านั้น หนทางเดียวที่จะรอดคือการใช้สิ่งแวดล้อมและภูมิประเทศทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธสังหารที่ไร้ผู้ต้านทาน
"ความเร็วมิใช่ปัญหา... ปัญหาคือความสมบูรณ์แบบต่างหากครับเหมยลี่" หลินเทียนเอ่ยพึมพำกับตนเอง ปลายพู่กันตวัดวาดลงไปบนแผ่นศิลาอย่างมั่น The มั่นคงและแม่นยำ ทุกเส้นสายที่ลากผ่านก่อให้เกิดเสียงซี่ๆ คล้ายน้ำมันเดือดสัมผัสกับความเย็น ไอพลังอักขระสีทองอร่ามพวยพุ่งขึ้นสู่เพดานถ้ำ สะท้อนลวดลายค่ายกลโบราณที่ค่อยๆ ปลุกตื่นขึ้นทีละนิด
บรรยากาศภายในถ้ำอับชื้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นอึดอัด แรงกดดันมหาศาลจากค่ายกลที่กำลังก่อรูปกดทับลงบนบ่าของทั้งสองคนจนลมหายใจติดขัด เหมยลี่ขมวดคิ้วมุ่น นางขยับกายเข้าไปยืนชิดแผ่นหลังของหลินเทียนให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งตวัดกระบี่ในมือปักลงกับพื้นศิลาเพื่อแผ่เขตอาคมโลหิตคุ้ม
"ข้าจะช่วยยื้อเวลาให้... ท่านเร่งมือเข้าเถอะ ข้างนอกนั่นเริ่มลงมือโจมตีค่ายกลชั้นที่สองแล้ว"
เสียงระเบิดตูมตามสนั่นหวั่นไหวจากภายนอกดังสะเทือนเลื่อนลั่นเข้ามาถึงด้านใน หินผาสั่นสะเทือนจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดานถ้ำ เศษศิลาขนาดใหญ่ร่วงหล่นลงมาปิดกั้นทางเข้าบางส่วน แสดงให้เห็นว่าพลังการโจมตีของฝ่ายศัตรูนั้นรุนแรงและบ้าคลั่งเพียงใด ผู้อาวุโสพรรคกระบี่สวรรค์คงหมดความอดทนและใช้กระบวนท่ากระบี่เบิกฟ้าทะลวงผ่านค่ายกลเข้ามาแล้ว
หลินเทียนยังคงมีสมาธิแน่วแน่ แม้รอบตัวจะเกิดความโกลาหลเพียงใด หัวใจของเขากลับนิ่งสงบราวก้นบึงน้ำลึก จุดสำคัญที่สุดของค่ายกลสะท้านภพมิได้อยู่ที่ความรุนแรงของการทำลายล้าง แต่อ1ยู่ที่การ "ยืมกำลัง" ของศัตรูมาเป็นอาวุธย้อนกลับทำร้ายตัวพวกมันเอง
พู่กันในมือตวัดเป็นเส้นสุดท้ายอย่างงดงามและเด็ดขาด!
*เปรี้ยงงงง!*
แสงสีทองเจิดจ้าพุ่งทะยานจากแผ่นศิลาขึ้นสู่ท้องฟ้าทะลุเพดานถ้ำกลายเป็นเสาแสงอักขระมหึมา พลังฟ้าดินรอบรัศมีสือหลี่ (สิบลี้) ปั่นป่วนในพริบตา เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ สายฟ้าสีม่วงเข้มคำรามกึกก้องอยู่เบื้องบน ราวกับเทพเจ้าแห่งสายฟ้ากำลังพิโรธ
หลินเทียนผ่อนลมหายใจยาวเหยียดออกทางปาก ใบหน้าของเขามีเหงื่อซึมเต็มกรอบหน้า แต่รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากกลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เขาหันไปสบตากับเหมยลี่ที่กำลังหอบหายใจเล็กน้อยจากการต้านทานแรงกดดัน
"เรียบร้อยแล้วครับ... เชิญแขกที่ไม่ได้รับเชิญเหล่านี้ เข้ามาสัมผัสความงามของค่ายกลฟ้าคำรามสะท้านโลกันตร์กันได้เลย"
สิ้นเสียงของหลินเทียน ผนังถ้ำด้านหน้าที่ถูกระเบิดก็พังทลายลงมาอย่างไร้ความปรานี ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาทั้งห้าในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายกระบี่เหินเวหา ผู้อาวุโสใหญ่แห่งพรรคกระบี่สวรรค์ "ไป๋หู" ก้าวเท้าเข้ามาด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและเยือกเย็น สายตาคมกราบกรานมองมาที่หลินเทียนและเหมยลี่ราวกับมองมดปลวกที่รอวันขยี้
"ฮ่าๆๆ... หลินเทียน เจ้าหนูรนหาที่ตาย คิดว่าหนีมาหลบซ่อนอยู่ในหุบเขารกร้างนี้แล้วจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าได้หรือ? ค่ายกลกระจอกๆ ของเจ้า จะเอาอะไรมาต้านทานกระบี่เบิกฟ้าของข้าได้ ส่งคัมภีร์อักขระโบราณมาเสียดีๆ แล้วข้าจะเมตตาให้พวกเจ้าตายอย่างสบายหน่อย!" ไป๋หูหัวเราะเสียงดังลั่น ถាន់กระบี่ในมือสั่นระริก ปล่อยไอพลังระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบกดทับจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
หลินเทียนมิได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย เขายืนกอดอกมองชายชราเบื้องหน้าด้วยสายตาเรียเฉย ราวกับกำลังมองตัวตลกที่กำลังแสดงละครฉากสุดท้าย
"ผู้อาวุโสไป๋ ท่านรีบร้อนเกินไปแล้ว... การจะเอาของจากมือข้า มิได้ง่ายดายเหมือนการชักกระบี่ออกจากฝักหรอกนะครับ" หลินเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงความเย้ยหยันไว้อย่างแนบเนียน
"ปากดีนัก! งั้นก็ไปตายเสียเถอะ!" ไป๋หูตวัดกระบี่ในมือส่งคลื่นกระบี่สีขาวบริสุทธิ์พุ่งตรงเข้าใส่หลินเทียนด้วยความเร็วระดับสายฟ้าแลบ หมายจะสังหารให้ดับดิ้นในกระบวนท่าเดียว
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่คลื่นกระบี่นั้นกำลังจะสัมผัสตัวของหลินเทียน ร่างของเขากลับเลือนหายไปราวกับภาพลวงตา!
ไป๋หูชะงักกึก สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ใต้ฝ่าเท้า พื้นศิลาใต้ร่างของเขากับพวกพ้องสว่างวาบขึ้นด้วยอักขระสีทองนับล้านตัวที่ซ่อนอยู่ ลวดลายเหล่านั้นแผ่ขยายออกไปครอบคลุมทั่วทั้งหุบเขาในพริบตา
ดวงตาของไป๋หูเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกยามเมื่อแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เมฆสีดำที่เคยคำรามบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน และสิ่งที่ไม่คาดฝันที่สุดก็คือ... ไอพลังกระบี่ที่เขาเพิ่งปล่อยออกไปเมื่อครู่ มิได้สูญหาย แต่กลับถูกค่ายกลดูดกลืนและทวีความรุนแรงขึ้นเป็นร้อยเท่า!
"บ้าน่า... นี่มันค่ายกลประเภทใดกัน!" ไป๋หูอุทานออกมาด้วยความตกใจขีดสุด สีหน้าของยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่เปลี่ยนเป็นซีดเผือดไร้สีเลือด
หลินเทียนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งบนยอดผาสูงชันเบื้องบน เขายืนมองดูศัตรูที่ติดอยู่ในกำมือด้วยแววตานิ่งสงบ ปลายพู่กันในมือเคาะเบาๆ กับฝ่ามือ พร้อมกับเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยรอยยิ้มสุภาพ
"ยินดีต้อนรับสู่ค่ายกลสะท้อนอสุรา... จงรับผลงานของท่านเองคืนไปเถอะครับ"
*เปรี้ยงงงงงงงงง!*
สายฟ้าสีเลือดนับพันสายพร้อมกับคลื่นกระบี่นับหมื่นเล่มพรั่งพรูลงมาจากท้องฟ้าอย่างไร้ทางหลบหนี เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วหุบเขาอสูรคลั่ง ร่างของยอดฝีมือพรรคกระบี่สวรรค์ถูกกลืนหายไปในทะเลเพลิงและสายฟ้าอย่างรวดเร็ว
ทว่า... ในขณะที่ค่ายกลกำลังทำงานถึงจุดสูงสุดเพื่อชำระล้างศัตรูทั้งหมด หลินเทียนกลับขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าที่เคยสุขุมกลับเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เมื่อสัมผัสได้ถึงไอพลังแปลกปลอมสายหนึ่งที่แอบแฝงเข้ามาในเขตอาคม สายพลังนี้มิได้มาจากพรรคกระบี่สวรรค์ แต่มันเป็นไอพลังมารโบราณที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
เหมยลี่พุ่งทะยานขึ้นมาเคียงข้างเขา สีหน้าของนางซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมองไปยังใจกลางค่ายกลที่ฝุ่นควันกำลังจางลง
"หลินเทียน... นั่นมันไม่ใช่คนของพรรคกระบี่สวรรค์!" เหมยลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
ท่ามกลางซากศพของผู้อาวุโสไป๋และพรรคพวก ร่างเงาสวมหน้ากากอนธการสีดำสนิทผู้หนึ่งกำลังยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง ไอพลังมารสีดำทมิฬรอบกายมันกัดกร่อนอักขระค่ายกลของหลินเทียนจนสลายหายไปทีละนิดอย่างน่าสะพรึงกลัว ชายปริศนาก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
*“นับว่าเจ้ามีฝีมือไม่เลว... ทายาทแห่งตระกูลหลิน แต่สลักอักขระได้แค่นี้ ยังถือว่าอ่อนหัดนักสำหรับการเปิด 'ประตูผนึกมาร' ที่พ่อแม่ของเจ้าเอาชีวิตเข้าแลกไว้เมื่อยี่สิบปีก่อน!”*
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านค่ายกลอักขระอันซับซ้อนนี้มาด้วยกันนะครับ - **หมึกทองคำข้ามภพ**
เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 33
บทที่ 33
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!