"หากเจ้าก้าวเท้าซ้ายออกไปนอกวงล้อมนี้ ชีวิตของเจ้าจะถูกบันทึกไว้ในตำนานว่าเป็นเพียงก้อนเนื้อที่ไร้ค่าก้อนหนึ่งเท่านั้น"
เสียงราบเรียบแต่ทว่าเย็นเยือกดุจใบมีดโกนของหลินเทียนดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ซ่านภายในโถงถ้ำโบราณที่ตั้งอยู่ลึกลงไปใต้เทือกเขาหมอกมืด เขาไม่ได้หันไปมองเหมยลี่ที่ยืนกำด้ามกระบี่แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แต่ดวงตาของเขากลับจดจ้องเพียงเศษหินก้อนหนึ่งที่เขาวางตำแหน่งไว้อย่างแม่นยำบนพื้นหินทราย
เหมยลี่ขบกรามแน่น ดวงตาหงส์ที่เคยเย็นชาบัดนี้สั่นไหวด้วยความไม่เข้าใจ "เจ้าจะให้ข้ายืนดูพวกมันเข้ามาปาดคอเราหรืออย่างไร หลินเทียน? มารดาของข้าสอนให้ข้าสู้ ไม่ใช่ให้มายืนวาดเส้นขยุกขยิกบนพื้นดินแบบนี้!"
หลินเทียนไม่ตอบโต้ทันที เขาใช้นิ้วชี้ที่แต้มด้วยเลือดจากปลายนิ้วบรรจงวาดอักขระตัวสุดท้ายลงบนอากาศจนเกิดประกายแสงสีฟ้าหม่นก่อนจะจางหายไป "เหมยลี่... ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้ที่รู้ว่าเมื่อใดควรหยิบกระบี่ และเมื่อใดควรให้ปัญญาเป็นผู้สังหาร"
เขาลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นออกจากชุดคลุมสีเทาอย่างใจเย็น ขณะที่เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับร้อยคู่กำลังกระชั้นเข้ามาจากอุโมงค์เบื้องหน้า กลิ่นอายของวิชามารที่เข้มข้นจนน่าสะอิดสะเอียนแผ่ซ่านเข้ามาใกล้
"เจ้าเห็นหินก้อนนั้นไหม" หลินเทียนชี้ไปยังจุดที่เขาวางไว้ "นั่นคือจุดตายของค่ายกล 'ดาราดับสูญ' ที่ข้าเพิ่งปรับเปลี่ยน หากพวกมันเข้ามาล้อมเราได้... พวกมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลนี้โดยไม่รู้ตัว"
"เจ้าพูดเหมือนกับว่าเจ้าสามารถควบคุมชะตาชีวิตของพวกมันได้เพียงแค่ปลายนิ้ว" เหมยลี่พึมพำ แต่ในใจของนางกลับเริ่มคลายความกังวลลงบ้าง แม้จะยังไม่วางใจเต็มร้อย
"ข้าไม่ได้ควบคุมชะตาใคร" หลินเทียนยิ้มบางๆ ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้เห็นรู้สึกหนาวเยือกไปถึงไขสันหลัง "ข้าเพียงแต่จัดวางทางเลือกให้พวกมันได้เดินไปสู่ความหายนะด้วยตัวเองต่างหาก"
ทันใดนั้น เงาร่างนับสิบในชุดคลุมสีดำสนิทพุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิด พวกมันคือ 'องครักษ์เงาโลหิต' ของสำนักพรรคมารฝ่ายกบฏ ทุกคนชักอาวุธขึ้นพร้อมเพรียง กระแสปราณสังหารพุ่งเป้าตรงมาที่หลินเทียนและเหมยลี่
เหมยลี่ชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานก้องไปทั่วโถงถ้ำ นางเตรียมตัวจะพุ่งเข้าปะทะ แต่หลินเทียนคว้าข้อมือนางไว้เบาๆ แล้วดึงให้ถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"อย่าขยับ... ยืนอยู่ตรงจุดที่ข้าบอก"
พวกองครักษ์เงาโลหิตหยุดชะงักลงครู่หนึ่งเมื่อเห็นท่าทีที่นิ่งเฉยของทั้งสอง หัวหน้ากลุ่มที่สวมหน้ากากกะโหลกแค่นหัวเราะเสียงแหลม "นึกว่าจะมีดีอะไร ที่แท้ก็เป็นเพียงพวกขี้ขลาดที่รอความตาย! ฆ่ามันทิ้งให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่ซาก!"
องครักษ์เงาโลหิตโถมตัวเข้าใส่ พวกมันเหยียบลงบนพื้นที่หลินเทียนได้วางตำแหน่งไว้พอดี
ในพริบตานั้น บรรยากาศภายในโถงถ้ำเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อักขระที่หลินเทียนวาดไว้บนพื้นส่องแสงสว่างวาบขึ้นมาเป็นเส้นสายที่ซับซ้อน พื้นหินทรายสั่นสะเทือน ก่อนที่ผนังถ้ำรอบด้านจะพุ่งออกมาเป็นเสาหินขนาดใหญ่ขังพวกมันไว้ภายในวงล้อมค่ายกล
"นี่มันวิชาอะไรกัน!" หัวหน้ากลุ่มกะโหลกตะโกนด้วยความตระหนก มันพยายามใช้พลังปราณทำลายผนังหิน แต่ยิ่งใช้พลังมากเท่าไหร่ ผนังหินกลับยิ่งดูดซับพลังนั้นไปเป็นเชื้อเพลิงให้กับค่ายกลมากขึ้นเท่านั้น
หลินเทียนประสานมือทำท่ามุทราเบาๆ "วิชาที่ข้าไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อสังหาร... แต่สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนความโลภของพวกท่านให้ย้อนกลับไปทำลายตัวเอง"
เขามองดูพวกองครักษ์ที่เริ่มคลุ้มคลั่งและทำร้ายกันเองภายใต้ผลของค่ายกลลวงตา ดวงตาของหลินเทียนไม่ได้มีความสะใจหรือความโกรธแค้น มีเพียงความว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูหยดน้ำฝนที่ตกลงกระทบผิวน้ำ
เหมยลี่มองภาพนั้นด้วยความทึ่ง ก่อนจะหันมามองชายหนุ่มข้างกาย "เจ้าเป็นใครกันแน่ หลินเทียน? พลังค่ายกลระดับนี้... ต่อให้เป็นอาจารย์ของข้าก็ยังทำได้ไม่เนียนตาเช่นนี้"
หลินเทียนหันกลับมามองนาง แววตาของเขาดูลึกลับจนอ่านไม่ออก "ข้าก็แค่คนเดินดินที่ถูกโชคชะตาบังคับให้มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม... แต่เหมยลี่ ข้าเกรงว่าเรื่องของเราจะยังไม่จบแค่นี้"
เขาขยับเข้าไปใกล้ เสียงของเขาลดต่ำลงจนเหลือเพียงเสียงกระซิบ "ค่ายกลนี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าสร้างขึ้นเพียงลำพัง... มีคนจงใจทิ้ง 'รอยเท้า' ไว้ให้ข้าเห็นตั้งแต่อยู่ในนิกายเดิม และข้าเริ่มมั่นใจแล้วว่า... รอยเท้านั้นเป็นของคนในตระกูลที่ข้าไม่เคยคิดว่าจะได้พบอีก"
ยังไม่ทันที่เหมยลี่จะเอ่ยปากถาม ความผิดปกติก็บังเกิดขึ้น ค่ายกลที่ควรจะกักขังศัตรูไว้กลับเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องของเหล่านักฆ่าในค่ายกลค่อยๆ เงียบหายไป แทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าที่เยือกเย็นและหนักแน่นกว่าเดิมกำลังเดินตรงเข้ามาจากทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด
แสงสว่างจากค่ายกลดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่ว แต่ในความมืดนั้น กลับปรากฏประกายไฟจากปลายกระบี่เล่มหนึ่งที่จ่ออยู่ที่ลำคอของหลินเทียนอย่างเฉียบพลัน
"เจ้าทำได้ดีมาก... หลินเทียน" เสียงชายชราผู้หนึ่งดังขึ้น แฝงไปด้วยความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดใจ "ผนึกที่เจ้าปลดออกได้วันนี้... คือกุญแจดอกสุดท้ายที่ข้าตามหามาตลอดสามสิบปี"
หลินเทียนไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่หลับตาลงช้าๆ พลางแสยะยิ้มที่มุมปาก "ท่านอาจารย์... หรือข้าควรเรียกว่า 'ท่านพ่อ' ดีครับ?"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านค่ายกลอักขระอันซับซ้อนนี้มาด้วยกันนะครับ - **หมึกทองคำข้ามภพ**
เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 34
บทที่ 34
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!