เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 44

บทที่ 44

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"หากเจ้าก้าวเท้าซ้ายออกไปนอกวงอาคมนี้ ความทรงจำที่ข้าเพียรลบเลือนอาจหวนกลับมาทิ่มแทงหัวใจเจ้าอีกครั้ง... เหมยลี่ เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?" หลินเทียนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิดภายในถ้ำศิลาจันทรา ปลายนิ้วของเขาตวัดกลางอากาศอย่างแผ่วเบา ทิ้งร่องรอยของอักขระสีทองจางๆ ไว้ราวกับเส้นใยแมงมุมที่เชื่อมต่อมิติเวลาเข้าด้วยกัน ดวงตาของเขามิได้มองไปยังทางออกที่เต็มไปด้วยไอสังหารของเหล่าผู้ล่าที่ปิดล้อมอยู่ภายนอก แต่กลับจ้องมองเพียงแผ่นหลังของหญิงสาวที่ยืนนิ่งสนิท เหมยลี่กระชับด้ามกระบี่มรกตในมือแน่น เสียงเหล็กกระทบฝักกระบี่ดังกังวานเบาๆ ในความเงียบงัน นางไม่หันกลับมามอง แต่ไหล่ที่เกร็งแน่นนั้นบอกเล่าทุกอย่าง "ความทรงจำไม่ได้มีไว้เพื่อลบเลือน ท่านหลิน... มันมีไว้เพื่อเป็นพยานว่าเราเคยมีชีวิตอยู่เช่นไร ต่อให้ต้องแลกด้วยการที่ข้าไม่อาจฟื้นฟูระดับพลังได้อีกตลอดกาล ข้าก็จะไม่ยอมยืนดูท่านถูกขยี้ทิ้งในกรงขังอาคมของพวกมันเพียงลำพัง" "หึ ความทรนงของคนพรรคมารนี่มักจะนำพาหายนะมาให้เสมอสินะ" หลินเทียนหัวเราะในลำคอ มิใช่เสียงหัวเราะเยาะเย้ย แต่เป็นความสมเพชในโชคชะตาที่บีบคั้นให้มิตรแท้ต้องหลั่งเลือด ภายนอกถ้ำ เสียงฝีเท้าของเหล่ายอดฝีมือจากตระกูลจ้าวและพรรคกระบี่สวรรค์เริ่มบีบเข้ามา แรงกดดันจากปราณกระบี่มหาศาลสั่นสะเทือนไปถึงผนังถ้ำจนหินงอกหินย้อยร่วงหล่นลงมาเป็นระยะ หลินเทียนรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การล้อมจับธรรมดา พวกมันวางค่ายกล 'ดาราดับแสง' ไว้รอบเขตป่า หากเขาก้าวออกไปโดยไร้แผนการรัดกุม ต่อให้เป็นเทพเซียนก็คงไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดของมิติที่บิดเบี้ยวได้ หลินเทียนทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ นิ้วมือทั้งสิบเริ่มร่ายรำวาดลวดลายซับซ้อนบนพื้นศิลา อักขระสีทองโบราณนับพันตัวผุดขึ้นจากพื้นดินราวกับมีชีวิต เขาไม่ได้กำลังสร้างค่ายกลป้องกัน แต่กำลัง 'ย้อนกระแส' พลังของค่ายกลดาราดับแสงที่ศัตรูวางไว้ "เหมยลี่ เจ้าจำกระบวนท่าพริบตาเดียวของท่านประมุขได้ไหม?" เขาถามโดยไม่ละสายตาจากอักขระที่กำลังหมุนวน "ท่านพ่อเคยสอนไว้ตอนข้าอายุสิบขวบ... แต่กระบวนท่านั้นต้องใช้พลังลมปราณที่เข้มข้นถึงขีดสุดเพื่อฉีกกระชากมิติ ท่านคิดจะทำอะไร?" "ข้าไม่ได้จะฉีกมิติ" หลินเทียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววคมกริบดุจมีดโกน "ข้าจะเปลี่ยนวงโคจรของดวงดาวในค่ายกลพวกมัน ให้มันสังหารกันเอง" หลินเทียนตบลงบนพื้นศิลาเบาๆ เสียงอักขระระเบิดออกเป็นแสงสว่างวาบไปทั่วบริเวณทันใดนั้น บรรยากาศภายนอกที่เคยเงียบสงัดก็พลันปั่นป่วน เสียงร้องโหยหวนของเหล่ายอดฝีมือดังขึ้นพร้อมกับแรงระเบิดมหาศาลที่สั่นสะเทือนไปถึงยอดเขา หลินเทียนลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นบนอาภรณ์อย่างใจเย็นราวกับเพิ่งจิบชาเสร็จ "ไปกันเถอะ ก่อนที่หมากตัวที่สามจะก้าวเข้ามา" ทว่า ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวพ้นปากถ้ำ ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นขวางทางไว้ เงาร่างนั้นสูงโปร่ง สวมอาภรณ์สีขาวสะอาดสะอ้านทว่ามีกลิ่นอายของเลือดจางๆ ที่ลอยมาตามลม เหมยลี่ชักกระบี่ออกจากฝักทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือน "ท่านน้า...?" เหมยลี่อุทานเสียงสั่น มือที่กุมกระบี่สั่นระริก ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากเหมยลี่ไม่มีผิดเพี้ยน ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ทว่าในมือของเขากลับถือกระบี่ที่อาบไปด้วยเลือดสดๆ ซึ่งไม่ใช่เลือดของผู้อื่น แต่เป็นเลือดของเหล่าองครักษ์พรรคมารที่เพิ่งถูกสังหารไปเมื่อครู่ "ข้ามิได้มาที่นี่เพื่อเป็นน้าของเจ้า เหมยลี่ ข้ามาที่นี่เพื่อนำพาความลับที่ถูกผนึกไว้ในอกของชายหนุ่มผู้นี้ กลับคืนสู่ที่ที่มันควรอยู่" หลินเทียนขมวดคิ้ว ปลายพู่กันอาคมในมือหมุนคว้าง เขาไม่ได้ตกใจกับตัวตนของชายผู้นี้ แต่เขากำลังวิเคราะห์ 'กระแสปราณ' ที่ล้อมรอบตัวคนตรงหน้า ชายคนนี้มิได้มีตัวตนอยู่จริงๆ ในมิติภพนี้ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ 'วิญญาณจำลอง' ที่สร้างขึ้นจากยันต์อักขระระดับสูง "ท่านไม่ใช่คน" หลินเทียนกล่าวเสียงเรียบ "ท่านคือค่ายกลที่มีชีวิต... สิ่งที่พวกมันส่งมาปิดปากข้า มิใช่ยอดฝีมือ แต่เป็นอดีตของตัวข้าเอง" ชายปริศนาหัวเราะก้อง แสงรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวจนมองเห็นใบหน้าจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลวงตา มันเป็นใบหน้าของชายชราผู้หนึ่งที่หลินเทียนเคยเห็นในภาพวาดโบราณที่ผนึกอยู่ในส่วนลึกที่สุดของความทรงจำที่เขาพยายามลืมเลือน "ถูกต้องแล้วหลินเทียน" เสียงของชายชราดังสะท้อนก้องในหัวของหลินเทียน "เจ้ามิใช่ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดา เจ้าคือ 'กุญแจ' ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายเซียนทุกตนในโลกหล้านี้ และบัดนี้... ถึงเวลาที่กุญแจจะต้องถูกหลอมละลายเพื่อปิดผนึกประตูแห่งหายนะชั่วนิรันดร์แล้ว" ชายชราพุ่งเข้าหาหลินเทียนด้วยความเร็วที่เหนือมิติ เหมยลี่พุ่งเข้าขวางแต่กลับถูกแรงกดดันมหาศาลกระแทกจนกระเด็นไปกระแทกกับผนังถ้ำ เลือดไหลซึมออกจากมุมปาก หลินเทียนไม่มีทางเลือกอื่น เขาตัดสินใจปลดผนึกอักขระที่ฝังอยู่ในข้อมือตนเอง พลังสีดำทมิฬทะลักออกมาดุจน้ำป่าไหลหลาก พื้นดินใต้เท้าของเขาแตกละเอียดเป็นผุยผง ทุกอย่างดำเนินมาถึงจุดแตกหัก เมื่อหลินเทียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาไม่ได้เป็นสีดำสนิทอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นสีทองอร่ามดุจดวงตะวัน ทว่าร่างของเขากลับสั่นไหวราวกับภาพลวงตาที่กำลังจะแตกสลาย "ถ้าข้าต้องดับสูญ..." หลินเทียนกระซิบ เสียงของเขาฟังดูไร้ความรู้สึกราวกับเสียงจากเบื้องบน "งั้นข้าจะขอเป็นผู้เขียนบทสรุปของโลกใบนี้ด้วยตัวเอง" เขาตวัดมือขึ้น พลิกท้องฟ้าให้กลับตาลปัตร พื้นดินในถ้ำกลายเป็นหยากไย่ที่พร้อมจะดึงเอาทุกสรรพสิ่งในรัศมีร้อยลี้เข้าสู่ความว่างเปล่า ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะซัดอักขระสังหารเข้าใส่ร่างชายชรา เสียงกระซิบที่คุ้นเคยที่สุดในชีวิตก็ดังขึ้นข้างหูของเขา... เป็นเสียงของแม่ที่เขาคิดว่าตายไปตั้งแต่ยังแบเบาะ "อย่าทำเช่นนั้น ลูกรัก... หากเจ้าลงมือ โลกใบนี้จะไม่มีวันเหลือแม้แต่เถ้าถ่าน" มือของหลินเทียนชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งทะลุขีดจำกัด ร่างของเหมยลี่ที่นอนบาดเจ็บอยู่เบื้องหลังกลับค่อยๆ ลุกขึ้น ดวงตาของนางกลายเป็นสีแดงฉาน และกระบี่มรกตในมือก็เปลี่ยนเป็นกระบี่สีเลือดที่แผ่ไอสังหารสั่นสะเทือนไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า นางหันมามองหลินเทียนด้วยรอยยิ้มที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน "ท่านลืมไปแล้วหรือหลินเทียน? ข้าไม่ใช่แค่คู่คิดของท่าน... ข้าคือผู้คุมกฎที่ถูกส่งมาสังหารท่านตั้งแต่วันแรกที่พบกัน" การเดินทางของเรายังคงดำเนินต่อไปในเส้นทางที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและหยาดเลือด ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางเซียนอันยาวไกลนี้ไปกับผมนะครับ หมึกทองคำข้ามภพ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%