"เจ้าคิดว่าข้าโง่เขลาถึงขั้นมองไม่ออกเชียวหรือว่า เส้นทางที่เจ้าเลือกเดินไปนั้น... มันคือหลุมศพที่พวกมันขุดรอไว้ให้เราตั้งแต่ต้น?"
เสียงของหลินเทียนราบเรียบดั่งผิวน้ำในยามไร้ลม ทว่าแฝงไปด้วยความเย็นเยียบที่ทำให้เหมยลี่ชะงักฝีเท้าลง นางหันกลับมามองชายหนุ่มผู้เป็นดั่งดวงตาที่สามของนาง ดวงตาของเขาไม่ได้จ้องมองไปที่ใบหน้าของนาง แต่ทอดสายตามองลึกเข้าไปในความว่างเปล่าเบื้องหน้า—จุดที่ปราศจากสิ่งใดนอกจากกลิ่นอายดินชื้นและไอสังหารที่เจือจางในอากาศ
เหมยลี่กำด้ามกระบี่ในมือแน่น เสียงเหล็กกระทบฝักกระบี่เบาๆ สะท้อนความไม่มั่นคงในใจ "หากท่านรู้ว่าเป็นกับดัก เหตุใดจึงยังก้าวเท้าเข้ามาลึกถึงเพียงนี้? นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่ข้าเคยรู้จัก"
หลินเทียนคลี่ยิ้มบางๆ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาขยับวาดลวดลายกลางอากาศอย่างเชื่องช้า พลังปราณสีครามจางๆ ก่อตัวขึ้นเป็นอักขระขนาดจิ๋วที่มองเห็นได้ยากยิ่ง หากไม่ใช่เซียนอักขระระดับสูง ย่อมไม่มีวันล่วงรู้ว่ารอบตัวพวกเขาทั้งสองคนกำลังถูกค่ายกล 'เก้าดาราปิดตาย' ล้อมกรอบไว้ทุกทิศทาง
"เพราะในยามที่ศัตรูคิดว่าเราเดินเข้าสู่กับดัก นั่นแหละคือเวลาที่พวกมันจะประมาทที่สุด เหมยลี่" หลินเทียนกล่าวพลางโน้มตัวลง สัมผัสพื้นดินด้วยฝ่ามือ "ค่ายกลนี้มิได้สร้างไว้เพื่อกักขังเรา แต่มันสร้างไว้เพื่อ 'ต้อน' เราไปยังจุดที่พวกมันต้องการให้เราเห็นความลับบางอย่าง... ความลับที่อาจทำให้คำถามเรื่องชาติกำเนิดของข้าได้รับคำตอบเสียที"
"ท่านหมายถึงศิลาจารึกที่หายสาบสูญ?" น้ำเสียงของเหมยลี่สั่นเครือเล็กน้อย
"ไม่ใช่แค่ศิลาจารึก แต่มันคือตราประทับเลือดที่ฝังอยู่ในค่ายกลนี้ต่างหาก" หลินเทียนขยับปลายนิ้วรวดเร็วขึ้น อักขระสีครามพุ่งลงสู่พื้นดินดุจสายฝน ก่อนที่พื้นป่ารอบข้างจะเริ่มสั่นสะเทือน ความมืดมิดที่เคยปกคลุมเริ่มฉีกขาดออก เผยให้เห็นรอยแยกของมิติที่ซ่อนอยู่หลังภาพลวงตา
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะแหลมสูงก็ดังก้องมาจากความว่างเปล่าเบื้องบน พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างในชุดคลุมสีเทาหม่น บุรุษผู้นั้นถือพู่กันวาดค่ายกลขนาดมหึมาไว้ในมือ กลิ่นอายของเขาไม่ใช่พลังปราณทั่วไป แต่มันคือกลิ่นอายของ 'วิญญาณ' ที่ถูกกักขัง
"ช่างเฉลียวฉลาดสมคำร่ำลือ หลินเทียน" ชายชุดเทากล่าว ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือด "แต่น่าเสียดายที่ความเฉลียวฉลาดมักนำไปสู่จุดจบที่สั้นลงเสมอ เจ้าก้าวเข้ามาในพื้นที่ของข้า เจ้าก็คือหมากที่ต้องถูกกำจัด"
หลินเทียนยืนขึ้นเต็มความสูง ท่าทางของเขาสงบนิ่งราวกับไม่ได้เผชิญหน้ากับศัตรูระดับยอดฝีมือ "กำจัด? ข้าไม่คิดเช่นนั้น ข้าเพียงแค่กำลังหา 'กุญแจ' มาไขประตูแห่งอดีตเท่านั้น และดูเหมือนว่า... พู่กันในมือท่าน จะเป็นกุญแจที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา"
บรรยากาศรอบข้างบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ เหมยลี่ชักกระบี่ออกจากฝัก แสงสีเงินวาววับสะท้อนกับอักขระของหลินเทียนที่เริ่มเรืองรองไปทั่วบริเวณ พลังงานสองสายปะทะกันจนเกิดประกายไฟในอากาศ เสียงสายลมหวีดหวิวเปลี่ยนเป็นเสียงอักขระที่สั่นสะเทือนแก้วหู
"เหมยลี่ เตรียมพร้อม" หลินเทียนกระซิบ "เราจะย้อนรอยค่ายกลของมัน เปลี่ยน 'คุก' ให้กลายเป็น 'สุสาน' ของผู้สร้างมันเสียเอง"
ทว่าในจังหวะที่หลินเทียนกำลังจะลงมือขั้นสุดท้าย ชายชุดเทาก็หยุดการโจมตีลงกะทันหัน มันค่อยๆ ถอดฮู้ดคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าที่หลินเทียนเห็นแล้วต้องเบิกตากว้างจนแทบหยุดเต้น
ใบหน้านั้น... คือใบหน้าของคนคนเดียวกับที่หลินเทียนเห็นในกระจกเงาเมื่อตอนยังเด็ก ใบหน้าของผู้ที่ถูกประกาศว่าตายไปแล้วในสงครามเซียนเมื่อสองร้อยปีก่อน—ท่านพ่อของเขาเอง!
"หลินเทียน... เจ้าเดินทางมาไกลเกินไปแล้ว" ชายผู้นั้นกล่าวด้วยเสียงที่เย็นชาไร้ความรู้สึก "และน่าเสียดายที่เจ้าต้องมาพบจุดจบด้วยมือของคนที่เจ้าพยายามตามหามาตลอดชีวิต"
ก่อนที่หลินเทียนจะได้เอ่ยคำใด รอยแยกของมิติที่เขาสร้างขึ้นก็เริ่มดูดกลืนทุกสิ่งอย่างบ้าคลั่ง เงาดำมหึมาพุ่งออกมาจากเบื้องลึกของค่ายกล บดบังแสงสว่างสุดท้ายจนมืดมิดลงทันตาเห็น!
เส้นทางสู่ความจริงที่เขาเฝ้าตามหา กลับกลายเป็นกับดักสังหารที่เขาสร้างขึ้นด้วยมือของตนเอง...
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงติดตามการเดินทางที่แสนหนักหน่วงและซับซ้อนนี้ร่วมกับผมนะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 45
บทที่ 45
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!