เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 7

ออกเดินทางสู่สุสานเทพ

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"เจ้าจะไปจริงๆ หรือหลินเทียน? สุสานเทพแห่งนั้นไม่ใช่ที่สำหรับคนเป็น หากเจ้าก้าวเท้าเข้าไปแล้ว ความตายอาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด แต่มันคือการสูญสิ้นจิตวิญญาณไปตลอดกาล" เหมยลี่วางกระบี่เล่มงามลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระทบกันของโลหะดังกังวานบาดลึกในความเงียบ นางไม่ได้หันมามองใบหน้าของบุรุษเบื้องหลัง แต่แววตาที่สะท้อนในคมกระบี่นั้นกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง หลินเทียนไม่ได้ตอบในทันที เขาค่อยๆ หยิบพู่กันขนสัตว์วิเศษขึ้นมา จรดปลายลงบนแผ่นหนังอสูรที่วางระเกะระกะอยู่เต็มโต๊ะ ลวดลายอักขระสีทองค่อยๆ ปรากฏขึ้นราวกับมีชีวิต มันบิดตัวไปมาเหมือนงูพิษก่อนจะฝังตัวลงไปในเนื้อวัสดุจนเกิดเป็นแรงกดดันทางพลังงานมหาศาล "หากข้ายังคงพำนักอยู่ในสำนักที่เต็มไปด้วยสายตาจับจ้องนี้ วันหนึ่งความลับเรื่องผนึกในร่างข้าคงถูกเปิดเผยออกมาก่อนที่จะได้ทำอะไรสำเร็จครับเหมยลี่" หลินเทียนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ ทว่ามือที่ตวัดพู่กันนั้นแม่นยำและหนักแน่น "การเป็นอัจฉริยะในสายตาผู้อื่นคือคำสาป ยิ่งเราโดดเด่น เรายิ่งตกเป็นเป้าหมาย แต่ถ้าข้ากลายเป็นบุคคลที่หายสาบสูญไปในตำนานล่ะ? ความตายที่ไร้ร่างย่อมดีกว่าการถูกขังในกรงทอง" เหมยลี่หมุนตัวกลับมา ดวงตาคมกริบดุจดั่งพญาอินทรีจับจ้องไปที่เขา "ท่านคิดว่าพรรคมารจะปล่อยให้ท่านไปเพียงลำพังหรือ? ท่านคือหมากตัวสำคัญที่ท่านพ่อวางไว้เพื่อชิงความเป็นใหญ่ในค่ายกลพันดารา หากท่านหายไป ท่านคิดว่าข้าจะแบกรับความโกรธเกรี้ยวของคนผู้นั้นไหวหรือครับ?" "ข้าไม่ได้ไปเพียงลำพังหรอกครับ" หลินเทียนหยุดมือจากการเขียน หันกลับมาส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "เพราะข้ารู้ว่าเจ้าไม่มีทางปล่อยให้ข้าไปตายโดยไม่เห็นศพด้วยตาตัวเอง จริงหรือไม่?" บรรยากาศในห้องกว้างพลันหนักอึ้งขึ้นมาทันที เหมยลี่ขบกรามแน่น นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้อ่านใจคนได้แม่นยำราวกับวางค่ายกลดักจับอารมณ์ เขารู้จุดอ่อนของนางเสมอ ไม่ใช่ในฐานะคู่ปรับ แต่ในฐานะ 'สหาย' ที่ผูกพันด้วยเส้นด้ายแห่งชะตากรรมที่มองไม่เห็น "ข้าจะเตรียมม้าและเสบียง... แต่หากเราเจอกับกลไกป้องกันของสุสานเทพที่ท่านแก้ไม่ได้ ข้าจะเป็นคนแรกที่ลงดาบปลิดชีพท่านเอง" เหมยลี่กล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยในอากาศ หลินเทียนถอนหายใจยาว เมื่อประตูห้องปิดลง แผ่นหลังของเขาก็พิงลงกับผนัง มือที่เคยมั่นคงเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย เขาหยิบยันต์สีดำมืดออกมาจากอกเสื้อ มันคือยันต์ที่เขาคัดลอกมาจากบันทึกเก่าแก่ในหอสมุดลับของสำนัก ลายเส้นของมันไม่ได้ดูเหมือนอักขระทั่วไป แต่มันเหมือนแผนที่ของเส้นชีพจรในร่างกายมนุษย์ที่ถูกบิดเบือน "สุสานเทพ... ที่นั่นอาจมีคำตอบว่าทำไมอักขระในใจข้าถึงเริ่มตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงกระซิบของคนตาย" เขากล่าวกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะบรรจุค่ายกลเล็กๆ ลงในกระเป๋าเดินทาง ทุกย่างก้าวของการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสวงหาวัตถุดิบ แต่มันคือการเผชิญหน้ากับต้นกำเนิดแห่งพลังที่เขายังไม่เข้าใจ รุ่งสางวันถัดมา ทั้งสองออกจากประตูหลังของสำนักอย่างไร้ร่องรอย หลินเทียนสวมหมวกคลุมหน้าเพื่อปกปิดตัวตน พวกเขาเดินทางผ่านป่าหมอกทมิฬ ที่ซึ่งเหล่าอสูรระดับต่ำต่างหมอบคลานเมื่อสัมผัสได้ถึงไอสังหารจากกระบี่ของเหมยลี่ และกลิ่นอายอักขระที่รุนแรงจากหลินเทียน เมื่อเข้าสู่เขตแดนรอยต่อระหว่างอาณาจักรมนุษย์กับเขตหวงห้าม ความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุมจนน่าประหลาด เสียงนกแมลงไม่มีให้ได้ยิน สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือภูเขาที่ถูกผ่าครึ่งด้วยแรงกระแทกมหาศาลในอดีต ตรงใจกลางของรอยแยกนั้นเอง คือทางเข้าสุสานเทพที่ตำนานกล่าวขานว่าคือที่ฝังร่างของเซียนผู้สร้างโลก "ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย..." หลินเทียนหยุดชะงัก สายตาจับจ้องไปที่พื้นหินที่ดูเหมือนจะสลักลายทางเดินแปลกๆ "นี่ไม่ใช่สุสานธรรมดา แต่มันคือค่ายกลกักขังขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อดึงดูดพลังของใครบางคน" "ท่านหมายความว่าอย่างไร?" เหมยลี่ชักกระบี่ออกมาครึ่งฝัก สายตากวาดมองไปรอบข้างอย่างระแวดระวัง "มันคือ 'ค่ายกลกลืนกินดารา' ที่ข้าเคยอ่านพบในตำราโบราณ มันไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกัน แต่มีไว้เพื่อ 'สูบกิน' พลังชีวิตของผู้ที่ก้าวล่วงเข้ามา" หลินเทียนคุกเข่าลง แตะมือลงบนพื้นหินทันที พลังอักขระสีทองไหลออกจากปลายนิ้วเข้าสู่พื้นดิน พื้นหินสั่นสะเทือน ลวดลายที่มองไม่เห็นค่อยๆ เรืองแสงขึ้นมาจนสว่างวาบไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้น เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเยือกเย็นดังสะท้อนออกมาจากรอยแยกของภูเขา มันไม่ใช่เสียงของอสูรหรือมนุษย์ แต่เป็นเสียงที่เหมือนโลหะครูดกัน "ในที่สุด... ผู้สืบทอดแห่งตราอักขระก็มาถึงเสียที" เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดมิดในสุสาน เป็นร่างของบุรุษในชุดคลุมสีขาวขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งสวมหน้ากากเหล็กที่สลักลายอักขระแปลกประหลาดที่หลินเทียนเองก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน แต่สิ่งที่ทำให้หลินเทียนต้องหยุดหายใจคือ ตราอักขระที่ประทับอยู่บนหน้าผากของบุรุษผู้นั้น... มันเหมือนกับตราประทับที่เขาซ่อนไว้ใต้ผิวหนังที่หน้าอกของเขาไม่มีผิดเพี้ยน! "เจ้าเป็นใคร?" หลินเทียนเค้นเสียงถาม มือที่ถือยันต์เริ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อ บุรุษปริศนาหยุดยืนห่างออกไปเพียงสามก้าว เขายกมือขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นรอยสักสีดำที่ข้อมือ ซึ่งกำลังเปล่งประกายในจังหวะเดียวกับการเต้นของหัวใจหลินเทียน "ข้าคือร่างแยกที่เจ้าทิ้งไว้เมื่อพันปีก่อน... และวันนี้ ข้าจะทวงคืนทุกอย่างที่ควรจะเป็นของข้าเสียที" สิ้นคำพูด ร่างของบุรุษผู้นั้นก็ระเบิดออกเป็นหมอกควันสีดำสนิท ก่อนจะพุ่งเข้าโอบล้อมหลินเทียนและเหมยลี่ไว้ในค่ายกลที่ซ้อนทับกันถึงเจ็ดชั้น! ขอให้ทุกท่านจงตื่นเต้นไปกับก้าวต่อไปของหลินเทียน เพราะความลับที่ซ่อนอยู่ในเงานั้น กำลังจะเปลี่ยนทุกอย่างที่ท่านเคยรู้จักไปตลอดกาลครับ หมึกทองคำข้ามภพขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%