“อย่าไป... พี่คิน อย่าฟังคำขู่ของเขา!”
ต้นรักตะโกนก้อง เสียงของเขาเครือสั่น แผ่นหลังของเด็กปีหนึ่งที่ยืนขวางหน้าผมอยู่มันช่างบอบบาง ทว่าในยามนี้กลับดูแกร่งกล้ากว่าใครในโลก คินจ้องมองคนตรงหน้าผ่านม่านน้ำตาที่เริ่มรื้นขึ้นมา ความกดดันจากคำขู่ของพ่อผู้เป็นดั่งพระเจ้าในบ้านยังคงดังก้องอยู่ในหัว ราวกับเสียงแก้วแตกที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก
“กลับไปเถอะต้นรัก เรื่องนี้มันเกินกว่าที่เธอจะรับไหว” ผมเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าข้างในกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง
“ถ้าการรักพี่คินคือความผิด แล้วการอยู่เคียงข้างพี่ในวันที่พี่ถูกโลกทั้งใบหันหลังให้คือความผิดด้วย... งั้นผมก็ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดนั่น!”
คำพูดนั้นหนักแน่นราวกับค้อนที่ทุบลงบนกำแพงน้ำแข็งที่ผมสร้างไว้ปิดกั้นตัวเองมาตลอดสามปี เราสองคนยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบเชียบของลานกิจกรรมหลังจบงานเลี้ยงปิดท้ายมหาวิทยาลัย เสียงดนตรีที่ไกลออกไปเหมือนอยู่คนละโลก แสงดาวพร่างพราวบนฟ้ากว้างไม่อาจเทียบได้กับประกายความมุ่งมั่นในดวงตาของเด็กตรงหน้า
ผมคว้าข้อมือเล็กนั้นไว้ ความอุ่นซ่านที่ส่งผ่านผิวหนังทำให้กำแพงในใจผมพังทลายลงอย่างช้าๆ “เธอไม่รู้หรอกว่าพ่อฉันน่ากลัวแค่ไหน เขาทำได้ทุกอย่างเพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูล แม้แต่การทำลายชีวิตใครสักคน”
“แล้วพี่ล่ะ... พี่จะยอมให้เขาทำลายชีวิตพี่จริงๆ เหรอ?” ต้นรักก้าวเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รินรดใบหน้า “พี่คิน พี่เป็นคนสอนผมเองไม่ใช่เหรอว่า ‘วิศวะต้องรู้จักแก้ปัญหา ไม่ใช่หนีปัญหา’ แล้วทำไมตอนนี้คนที่เก่งที่สุดอย่างพี่ ถึงกลายเป็นคนที่หนีเก่งที่สุดล่ะคะ?”
คำถามนั้นจี้จุดตาย ผมแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพชตัวเอง มือที่สั่นเทาค่อยๆ ปล่อยมือจากไหล่ของเขาแล้วเปลี่ยนเป็นกุมขมับ “ฉันแคร์คนอื่นจนลืมไปว่าตัวเองต้องการอะไร ฉันแบกความคาดหวังมาทั้งชีวิตจนไม่รู้ว่าตัวตนจริงๆ ของฉันคือใคร จนกระทั่ง...”
“จนกระทั่งเจอผม?” ต้นรักต่อประโยคให้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แสงดาวสะท้อนในดวงตาคู่สวยที่ผมหลงใหลมาตลอด “ใช่... จนกระทั่งเจอเธอ ต้นรัก”
บรรยากาศรอบตัวเราเปลี่ยนไป ความอึดอัดที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความโหยหาที่อัดอั้นมานาน ผมรวบตัวเขาเข้ามาในอ้อมกอด สัมผัสถึงไออุ่นและกลิ่นจางๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ผมจำได้ขึ้นใจ มันเป็นกลิ่นที่ดึงผมกลับมาจากขอบเหวแห่งความมืดมิดในใจเสมอ
“ถ้าเราต้องสู้ เราจะสู้ด้วยกัน” ต้นรักซบหน้าลงกับอกของผม เสียงหัวใจของเขาเต้นรัวไม่แพ้ของผม “พี่เมฆบอกผมหมดแล้วเรื่องหลักฐานนั่น เรามีทางออกคิน... พี่ไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียวอีกแล้วนะ”
“เมฆ?” ผมชะงัก
“อืม เมฆแอบเก็บสำเนาเอกสารพวกนั้นไว้ตั้งแต่วันที่พ่อพี่เข้ามาข่มขู่ที่คณะแล้ว เขาบอกว่าพี่เป็นคนเก่งที่โง่เรื่องความรักที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมาเลย” ต้นรักหัวเราะเบาๆ ทั้งที่น้ำตายังคลอ
ผมถอนหายใจยาว ความหนักอึ้งในอกเบาบางลงอย่างน่าประหลาด “เจ้านั่น... ชอบหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ เลยนะ”
เรายืนกอดกันอยู่ใต้แสงดาวที่กำลังส่องประกายชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเป็นพยานรักในค่ำคืนที่แสนจะยาวนานและวุ่นวายที่สุดในชีวิตของผม ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา ปลายเท้าของผมหยุดชะงัก ผมหันไปมองต้นเสียงด้วยหัวใจที่กระตุกวูบ
ชายในชุดสูทสีเข้มสามสี่คนยืนล้อมรอบกลุ่มคนตรงหน้า และคนกลางที่เป็นจุดสนใจไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็น ริน ที่ยืนกอดอกด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับฉายแววสะใจอย่างปิดไม่มิด ข้างๆ เธอคือชายวัยกลางคนที่ผมหวาดกลัวที่สุดในชีวิต พ่อของผมนั่นเอง
“ซึ้งกันพอหรือยัง?” เสียงทุ้มต่ำของพ่อดังก้องไปทั่วลานกิจกรรม “ฉันอุตส่าห์ให้โอกาสแกเลือกทางเดิน แต่ดูเหมือนแกจะเลือกเส้นทางที่นำไปสู่หายนะเองนะ คิน”
รินเดินก้าวเข้ามาหาผมหนึ่งก้าว ใบหน้าสวยคมนั้นขยับยิ้มเย็นเยียบ “พี่คินคะ... รินเตือนพี่แล้วนะว่าอย่าดื้อ ถ้าพี่เลือกจะทิ้งทุกอย่างเพื่อเด็กคนนี้ รินก็ไม่มีทางเลือกที่จะต้องปกป้องชื่อเสียงของครอบครัวพี่เอง”
ในมือของรินมีแฟลชไดร์ฟสีเงินวาววับ สิ่งที่เธอถืออยู่ไม่ใช่แค่หลักฐาน แต่มันคืออาวุธที่จะดับอนาคตของผมและคนข้างกายได้ทันทีที่เธอกดส่งมัน
“ถอยไป” ผมก้าวไปยืนบังต้นรักไว้ แต่ในวินาทีที่พ่อของผมยกโทรศัพท์ขึ้นทำท่าจะกดโทรหาใครบางคน รินกลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เธอโยนแฟลชไดร์ฟลงพื้นแล้วใช้ส้นสูงเหยียบมันจนแตกละเอียดต่อหน้าทุกคน
“ริน... เธอทำอะไร?” พ่อของผมตวาดลั่น
รินหันมามองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... มันไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความแค้น แต่เป็นความสมเพช “หนูไม่ได้จะทำลายพี่หรอกนะพี่คิน... แต่หนูแค่เกลียดการที่เห็นพี่ทำตัวโง่ๆ แบบนี้” เธอหันไปทางผู้ชายข้างหลัง “และที่สำคัญ... หนูไม่ได้มาคนเดียว”
เงาของใครบางคนก้าวออกมาจากเงามืดหลังตึกคณะ คนที่ผมไม่คิดว่าจะเห็นในสถานการณ์แบบนี้... ชายร่างสูงในชุดสูทสีเทาอ่อนที่เป็นคู่แข่งทางธุรกิจของพ่อผมมาตลอดชีวิต เขามองมาที่พ่อของผมด้วยรอยยิ้มที่ดูเหนือกว่า
“สวัสดีครับท่าน... หวังว่าเอกสารที่ผมได้รับ ‘สำเนา’ มาเมื่อเช้านี้ จะทำให้การเจรจาของเราในวันพรุ่งนี้สนุกขึ้นนะครับ”
มือของพ่อผมสั่นเทาขณะที่เขาหันไปมองศัตรูทางธุรกิจคนนั้น ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา ผมหันไปมองต้นรักที่ยืนอึ้งไม่แพ้กัน นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? และทำไมรินถึงยอมหักหลังพ่อของผมเพื่อช่วยเรา?
ชานมไข่มุกหวานร้อยขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ!
วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง•ตอนที่ 22
Climax: คำตอบใต้แสงดาว
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!