"ถ้าคินยังยืนยันจะทิ้งอนาคตที่ปูไว้ให้เพียงเพราะเด็กคนเดียว พ่อกับแม่ก็ไม่มีอะไรจะคุยกับลูกอีกแล้ว"
เสียงของบิดาดังก้องอยู่ในห้องรับรองส่วนตัวของโรงแรมหรูที่จัดงานเลี้ยงธุรกิจของตระกูล คินยืนนิ่งอยู่หน้าบานกระจกใสที่สะท้อนภาพตัวเองในชุดสูทสีเข้มที่ดูอึดอัดและขัดกับตัวตนที่แท้จริงของเขาเหลือเกิน ข้างกายเขามีรินที่พยายามเกาะแขนอย่างถือสิทธิ์ ทว่าชายหนุ่มกลับค่อยๆ ดึงมือออกอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด สายตาของเขามองผ่านเงาสะท้อนไปที่แม่ที่กำลังเช็ดน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนบาง
"ผมไม่ได้ทิ้งอนาคตครับพ่อ แต่ผมแค่กำลังพยายามสร้างอนาคตที่ผมจะสามารถตื่นขึ้นมาแล้วยิ้มได้จริงๆ โดยไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน" คินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าหนักแน่นจนคนในห้องต้องชะงัก
"ความรักของเด็กปีหนึ่งมันจะไปมีค่าอะไรเทียบกับเกียรติยศที่ครอบครัวสร้างมา!" รินแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม ดวงตาของเธอฉายแววไม่พอใจที่เห็นคินยังคงมั่นคงในความรู้สึกที่มีต่อ 'คนคนนั้น'
คินหันไปมองรินด้วยสายตาที่เย็นชาจนหญิงสาวต้องลดมือลง "ริน... ความรักของต้นรักไม่ได้มีค่าแค่เพราะเขาเป็นใคร แต่มันมีค่าเพราะเขาทำให้ผมรู้จักคำว่าพอดี ในขณะที่โลกของพวกคุณมีแต่คำว่า 'มากขึ้น' จนไม่เคยมีความสุขเลยสักครั้ง"
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ความกดดันที่แบกรับมาตลอดสามปีที่ผ่านมาเหมือนก้อนหินที่ถูกสลัดทิ้งไปทีละก้อน คินถอดเนคไทที่รัดคอเขาจนหายใจไม่ออกออกวางบนโต๊ะอาหารหรูหรานั้น ก่อนจะหันหลังให้ครอบครัวที่พยายามขีดเส้นชีวิตให้เขาเดินตาม
"คิน! ถ้าเดินออกไปตอนนี้ อย่าหวังว่าจะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก!" เสียงแม่กรีดร้องตามหลังมา แต่คินไม่ได้หันกลับไปมองอีกเลย
...
บรรยากาศหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ยามค่ำคืนเงียบเหงา ต่างจากงานเลี้ยงหรูหราที่เขาเพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง ต้นรักนั่งกอดเข่าอยู่บนม้านั่งตัวยาวใต้ต้นไม้ใหญ่ มือถือในมือสั่นไหวเล็กน้อยจากการได้รับข้อความจากรินที่ส่งรูปถ่ายของคินในงานเลี้ยงมาให้พร้อมแคปชั่นที่สื่อว่าเขากำลังจะหมั้นหมาย
"มาทำอะไรตรงนี้ครับ"
เสียงทุ้มที่คุ้นเคยทำให้ต้นรักสะดุ้งสุดตัว เด็กหนุ่มรีบเช็ดตาที่เริ่มรื้นด้วยหยดน้ำใสก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับพี่ว้ากที่ดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เสื้อเชิ้ตนักศึกษาหลุดลุ่ย เนคไทหายไป และแววตาที่เคยมองคนอื่นอย่างเย็นชา บัดนี้กลับฉายแววเหนื่อยล้าแต่ทว่าอ่อนโยนอย่างประหลาด
"พี่คิน... ทำไมพี่มาอยู่ที่นี่ล่ะครับ" ต้นรักถามเสียงสั่น พยายามไม่ให้เสียงตัวเองแสดงความน้อยใจออกมา
คินไม่ตอบ แต่เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆ อีกฝ่าย ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างทั้งคู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่คินจะเอื้อมมือไปคว้ามือของต้นรักมากุมไว้เบาๆ
"พี่ตัดสินใจแล้วนะ" คินพูดขึ้นเบาๆ สบสายตากับนัยน์ตากลมโตที่กำลังสั่นระริก "พี่เลือกสิ่งที่พี่จะไม่มีวันเสียใจภายหลัง... พี่เลือกที่จะไม่ปล่อยมือจากคนที่มีค่าที่สุดสำหรับพี่ไปอีกแล้ว"
"แต่ครอบครัวพี่..."
"ครอบครัวพี่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ความสุขของพี่เป็นสิทธิ์ของพี่ครับต้นรัก" คินยกมือของเด็กหนุ่มขึ้นจูบหลังมือเบาๆ ราวกับเป็นการให้คำสัตย์ปฏิญาณ "ต่อจากนี้ไป ต่อให้ไม่มีอะไรเลย พี่ก็แค่ขอแค่มีต้นรักอยู่ข้างๆ ก็พอ"
ต้นรักก้มหน้างุด ความรู้สึกอัดอั้นที่เก็บไว้พรั่งพรูออกมาเป็นหยดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่เป็นเพราะความตื้นตันที่คนตัวโตข้างๆ ยอมสละทุกอย่างเพื่อปกป้องความรู้สึกของเด็กปีหนึ่งคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย
"พี่คินบ้า... พี่ทำแบบนี้มันเสี่ยงเกินไปนะ" ต้นรักสะอื้น
"พี่ชอบเสี่ยงมานานแล้ว แต่ครั้งนี้พี่มั่นใจที่สุด" คินยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ต้นรักไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสวและไร้ความกังวล
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนหลายคนก็ดังแทรกเข้ามาในความเงียบ คินขมวดคิ้วแน่นก่อนจะลุกขึ้นยืนบังร่างของต้นรักไว้โดยสัญชาตญาณ ไฟจากรถยนต์หรูหราคันหนึ่งขับตรงเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทหน้าคณะก่อนจะดับเครื่องลง ร่างของชายวัยกลางคนที่ดูน่าเกรงขามก้าวลงมาจากรถ ตามด้วยบอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนที่เดินขนาบข้าง
"คิน! กลับบ้านกับพ่อเดี๋ยวนี้!" เสียงของพ่อคินดังสนั่นไปทั่วบริเวณ
คินยังคงยืนนิ่ง ไม่หลบเลี่ยงสายตาผู้เป็นพ่อ "ผมบอกแล้วว่าผมจะไม่กลับไปในที่ที่ไม่มีตัวตนของผมครับพ่อ"
ชายวัยกลางคนแค่นยิ้มหยัน ก่อนจะปรายตามองไปยังต้นรักที่ยืนอยู่ข้างหลังลูกชาย "งั้นเหรอ? ถ้างั้นแกก็ควรจะรู้ไว้ด้วยนะว่าสิ่งที่แกกำลังทิ้งไปน่ะ มันแลกมาด้วยอะไรบ้าง... รินบอกพ่อหมดแล้วว่าแกแอบเอาเงินกองทุนของบริษัทไปช่วยเด็กคนนี้เรื่องค่าเทอมและหนี้สินที่บ้าน"
คินชะงักไป ดวงตาสั่นไหวด้วยความตกใจ ขณะที่ต้นรักที่ยืนอยู่ข้างหลังตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
"พี่คิน... พี่ทำแบบนั้นจริงเหรอครับ?" ต้นรักพึมพำเสียงแผ่ว สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
คินหันไปมองต้นรักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสับสน ขณะที่พ่อของเขาหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้วชูขึ้นตรงหน้า
"นี่คือหลักฐานการยักยอกทรัพย์ และถ้าแกไม่ยอมกลับไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยภายในคืนนี้... พ่อจะแจ้งความดำเนินคดีกับทั้งแกและเด็กคนนี้ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดทันที!"
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหัวใจดวงนี้มาด้วยกันนะคะ หวังว่าตอนหน้าเราจะมาช่วยกันลุ้นให้คินผ่านวิกฤตนี้ไปได้ค่ะ!
วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง•ตอนที่ 21
การเผชิญหน้ากับความจริง
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!