วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง•ตอนที่ 15

ความเงียบคือคำตอบ

ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
“ถ้าพี่คินไม่มีอะไรจะพูด งั้นต้นรักขอตัวก่อนนะคะ” เสียงของต้นรักสั่นพร่าเล็กน้อยขณะเอ่ยประโยคนั้น เธอไม่ได้รอให้ร่างสูงตรงหน้าตอบรับ ความรู้สึกอึดอัดที่สั่งสมมาตลอดหลายสัปดาห์ในรั้วคณะวิศวะฯ มันหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก ท่ามกลางเสียงจอแจของรุ่นน้องที่กำลังเตรียมงานกิจกรรมช่วงเย็น คินยืนนิ่งอยู่ที่มุมตึกคณะ ดวงตาคมกริบคู่นั้นยังคงเย็นชาดุจแผ่นน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย คินไม่ได้รั้งเธอไว้ เขาเพียงแค่ยืนมองแผ่นหลังเล็กๆ ที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป มือหนาที่กำแฟลชไดรฟ์ในกระเป๋ากางเกงจนแน่นสั่นสะท้านเล็กน้อย ความเงียบระหว่างเขากับเธอมันดังกว่าเสียงตะโกนใดๆ ที่เคยเกิดขึ้น “มึงจะยืนบื้อแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนวะคิน?” เมฆเดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนสนิทเบาๆ พลางถอนหายใจยาว “ถ้าไม่พูด เขาก็ไม่รู้ ถ้าไม่กล้าทำอะไร สักวันเขาก็จะหายไปจริงๆ นะ” “กูทำไม่ได้เมฆ... ที่บ้านกู...” คินพึมพำ น้ำเสียงขาดห้วง เขาไม่ได้หันไปมองหน้าเพื่อน แต่สายตาจับจ้องไปที่จุดที่ต้นรักเพิ่งเดินลับตาไป “เรื่องที่บ้านมันเกี่ยวอะไรกับความรู้สึกของมึงกับน้องวะ?” เมฆถามทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้คินจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เขานึกถึงใบหน้าสดใสของต้นรักเมื่อตอนเปิดเทอมใหม่ๆ รอยยิ้มที่เคยทำให้โลกที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบของเขาสว่างไสวขึ้นมาได้ แต่วันนี้... ทุกอย่างกลับกลายเป็นกำแพงหนาที่เขาสร้างขึ้นมาเองเพื่อปกป้องตัวเองจากความคาดหวังที่พังทลาย ทางด้านต้นรัก เธอก้าวเท้าเร็วๆ เข้าไปในห้องสมุดคณะเพื่อหลบความวุ่นวาย หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ และที่สำคัญที่สุดคือ 'ความน้อยใจ' ที่ไม่เคยจางหายไปไหน ทำไมเขาต้องเปลี่ยนไป? ทำไมความสัมพันธ์ที่เหมือนจะเดินหน้าไปได้ดี ถึงได้หยุดชะงักลงเพียงเพราะการกลับมาของคนในอดีตอย่างพี่ริน? ต้นรักทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าในมุมมืดของห้องสมุด เธอหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเปิดดูรูปถ่ายที่แอบถ่ายคินไว้ตอนเผลอ เขาในตอนนั้นดูใจดีกว่าตอนนี้มากนัก เธอพยายามทบทวนว่าเธอทำอะไรผิดไปหรือเปล่า แต่คำตอบที่ได้มีเพียงความเงียบที่ตอกย้ำว่า 'เขาไม่ได้ต้องการคำอธิบาย' สองสัปดาห์ที่ผ่านมาราวกับนรกที่ไม่มีไฟลุกโชน มีเพียงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่าน คินไม่ได้ทัก ไม่ได้มอง แม้จะเดินสวนกันในคณะ เขาก็ทำราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ และนั่นคือสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนที่มีใจ เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง ต้นรักตัดสินใจลุกขึ้นเก็บของเพื่อจะกลับหอพัก เธอเดินเลี่ยงออกมาทางประตูหลังห้องสมุดเพื่อจะได้ไม่ต้องผ่านจุดที่กลุ่มพี่ว้ากนั่งอยู่ แต่แล้วฝีเท้าเธอก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นเงาร่างของใครบางคนยืนพิงผนังอยู่ตรงนั้น ริน... หญิงสาวในชุดนักศึกษาที่ดูเนี้ยบกริบกำลังยืนสูบบุหรี่ไฟฟ้าพลางพ่นควันจางๆ ออกมา เธอปรายตามองต้นรักด้วยสายตาที่ดูแคลน “น้องต้นรักสินะคะ” รินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความร้ายกาจ “คินเขาไม่ได้บอกเหรอคะว่าเขาเกลียดอะไรมากที่สุด?” ต้นรักชะงัก “พี่หมายความว่ายังไงคะ?” รินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้จนต้นรักสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึก “เขาเกลียดคนขี้ตื๊อค่ะ โดยเฉพาะคนที่พยายามจะเข้ามาในพื้นที่ที่เขาปิดตายไว้... อย่าพยายามเลยค่ะ เพราะที่ตรงนั้นน่ะ ไม่เคยมีที่ว่างสำหรับเด็กปีหนึ่งอย่างน้องหรอกนะ” คำพูดนั้นกรีดลึกลงไปในใจของต้นรัก แต่เธอก็พยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรักษามาดของตัวเองไว้ “ถ้าพี่คินเขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ ทำไมพี่ถึงต้องมาเป็นคนบอกเองล่ะคะ หรือว่าพี่เองก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองยังมีที่อยู่ในใจเขาหรือเปล่า?” ดวงตาของรินวาวโรจน์ขึ้นมาทันที เธอขยับเข้าไปใกล้จนแทบจะชิด “อย่ามาปากดี... คนที่ทำให้เขาต้องเลิกกับฉันไม่ใช่ความรักหรอก แต่มันคือความเห็นแก่ตัวของครอบครัวเขา และตอนนี้... เขากำลังจะกลับไปเป็นแบบเดิม แค่รอให้เขาทิ้งน้องทิ้งความทรงจำไร้สาระพวกนี้ไปเท่านั้นเอง” ต้นรักไม่รอฟังต่อ เธอรีบก้าวเดินหนีออกมาด้วยความรู้สึกที่สั่นสะท้านไปทั้งตัว เธอไม่ได้กลัวคำขู่ของริน แต่เธอกลัว... กลัวว่าสิ่งที่รินพูดจะเป็นเรื่องจริง เธอเดินโซซัดโซเซออกมาถึงลานจอดรถหลังคณะ ฟ้าเริ่มมืดสนิทแล้ว แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้ายิ่งทำให้บรรยากาศดูอ้างว้าง คินเดินสวนออกมาจากตึกพอดี เขากำลังจะเดินไปที่รถ แต่เมื่อเห็นต้นรัก ดวงตาของเขาชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองเธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนมันลงคอไป “พี่คิน...” ต้นรักเรียกชื่อเขาเบาๆ เธอตัดสินใจแล้วว่าจะถามให้รู้เรื่อง “ต้นรักขอเวลาแค่ห้านาที... ได้ไหมคะ?” คินหยุดนิ่ง ร่างสูงยืนสงบนิ่งดุจรูปปั้น เขามองไปรอบๆ ราวกับกังวลว่าใครจะมาเห็น ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ไปคุยกันที่รถ” ภายในรถที่มืดสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ คินนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ส่วนต้นรักนั่งอยู่ข้างๆ เธอตัดสินใจหันไปหาเขา ดวงตาของเธอมีน้ำใสๆ คลออยู่ “ทำไมคะ? ทำไมถึงทำแบบนี้... ถ้าพี่ไม่ชอบพี่ก็บอกตรงๆ ก็ได้ ไม่ต้องทำเหมือนต้นรักไม่มีตัวตนแบบนี้” คินยังคงเงียบ เขาหันไปมองกระจกหน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนน่าใจหาย “ที่พี่ทำแบบนี้... เพราะพี่อยากให้เธอถอยไป” คำตอบนั้นเหมือนเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทงหัวใจ ต้นรักรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงมาตรงหน้า เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด “ถ้าพี่รังเกียจต้นรักขนาดนั้น... ก็แค่บอกมาคำเดียวค่ะ แล้วต้นรักจะหายไปจากชีวิตพี่เอง” เธอพูดเสียงสั่น คินหันขวับมามองหน้าเธอ ดวงตาคู่นั้นไม่ได้เย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้ แต่มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสับสนที่ปิดไม่มิด มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือเธอไว้แน่นจนเธอสะดุ้ง “เธอไม่เข้าใจหรอกต้นรัก...” เขาพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดใบหน้า “ถ้าเธออยู่ใกล้พี่มากกว่านี้... คนที่เธอจะต้องเจอมันไม่ใช่แค่พี่ แต่มันคือปิศาจในครอบครัวพี่... และพี่ไม่อยากให้เธอต้องพังเพราะพี่” ต้นรักมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เห็นความจริงที่เขาพยายามปิดซ่อนไว้ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่คินคาดไม่ถึง เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้เขาจนหน้าผากเกือบจะชนกัน “ถ้ามันจะพัง... ต้นรักก็ยอมพังไปพร้อมกับพี่ค่ะ” คินชะงักกึก ร่างสูงเกร็งตัวขึ้นมาทันที เขาดูเหมือนคนที่ถูกผลักให้จนมุม แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยอะไรตอบโต้ เสียงเคาะกระจกรถจากด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างแรง จนทั้งคู่สะดุ้งโหยง ต้นรักหันไปมองผ่านกระจกหน้าต่าง และหัวใจเธอก็แทบหยุดเต้น เมื่อเห็นใครบางคนยืนจ้องเขม็งเข้ามาด้วยสายตาที่พร้อมจะทำลายทุกอย่าง... ชายวัยกลางคนที่ดูน่าเกรงขาม และเป็นคนที่คินกลัวที่สุดในโลก! “พ่อ...?” คินพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปกับความรักที่แสนวุ่นวายของคินและต้นรักนะคะ แล้วพบกันในบทถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%