แฟ้มเอกสารรายงานงบประมาณโครงการค่ายอาสาถูกปิดลงด้วยแรงกระแทกเบาๆ ทว่าเสียงนั้นกลับดังสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงันของห้องสโมสรนักศึกษา คินขยับสันจมูกเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตาคมกริบใต้กรอบสายตาโลหะมองตรงไปข้างหน้าโดยปราศจากโฟกัส ความเหนื่อยล้าจากการประชุมร่วมกับคณาจารย์ยาวนานสามชั่วโมงซ้อนกำลังกัดกินพลังงานในตัวเขาจนเกือบหมดสิ้น แต่สิ่งที่หนักหน่วงยิ่งกว่าคือความกดดันจากทางบ้าน—สายโทรศัพท์จากมารดาเมื่อช่วงหัวค่ำที่ย้ำเตือนถึงเกรดเฉลี่ยและอนาคตในบริษัทวิศวกรรมของตระกูล ยังคงวนเวียนกรีดแทะอยู่ในหัวสมองราวกับแผ่นเสียงตกร่อง
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้งก่อนที่บานไม้จะถูกผลักเปิดออก ร่างโปร่งบางในชุดนักศึกษาปีหนึ่งที่รีดจนเรียบแปล้ก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่มักจะจุดประกายความสดใสให้ห้องสโมสรทึบๆ แห่งนี้ได้เสมอ... แต่ไม่ใช่ในวันนี้
"พี่คินคะ ต้นรักเอาชีทสรุปแคลคูลัสที่พี่เมฆฝากมาให้ค่ะ วางไว้ตรงนี้นะคะ"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นด้วยความระมัดระวัง ต้นรักสังเกตเห็นความตึงเครียดที่แผ่ซ่านอยู่รอบตัวร่างสูงตั้งแต่ก้าวแรกที่เท้าแตะพื้นห้อง บรรยากาศรอบตัวคินในตอนนี้ช่างเย็นชาและห่างเหิน ราวกับมีกำแพงน้ำแข็งหนาทึบถูกสร้างขึ้นมาขวางกั้นระหว่างเขากับโลกภายนอก
คินไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เขาเพียงแค่พยักหน้ารับสั้นๆ ในลำคอ
"อืม ขอบใจ" น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและไร้ซึ่งความใส่ใจอย่างสิ้นเชิง
ต้นรักชะงักไป นิ้วเรียวที่ถือแฟ้มเอกสารในมือเผลอกำเข้าหากันแน่น ความรู้สึกอึดอัดแล่นแปลบขึ้นมาในอก เด็กหนุ่มพยายามบอกตัวเองว่าพี่คินอาจจะแค่เครียดเรื่องงานคณะ แต่ลึกลงไปในใจ ความกลัวที่ถูกเก็บงำไว้ตลอดหลายสัปดาห์กำลังก่อตัวขึ้น—กลัวว่าความใกล้ชิดที่ผ่านมาเป็นเพียงความใจดีชั่วคราว และตอนนี้... ถึงเวลาที่เขาต้องถอยกลับไปยังจุดที่ควรอยู่
"ถ้า... ถ้าพี่คินยุ่งอยู่ ต้นรักไม่กวนแล้วก็ได้นะครับ" ต้นรักเปลี่ยนสรรพนามด้วยความเผลอตัวเมื่อความน้อยใจเริ่มเข้าครอบงำ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยจนแทบจับสังเกตไม่ได้
คินชะงักมือที่กำลังจะหยิบปากกา ความเงียบงันยืดเยื้อราวกับเข็มนาฬิกาถูกหยุดเวลาไว้ เขาอยากจะเงยหน้าขึ้นมองดวงตากลมโตคู่นั้น อยากจะเอ่ยปากอธิบายว่าเขากำลังแบกรับปัญหาอะไรอยู่บ้าง แต่ทิฐิและภาระที่สุมอยู่เต็มอกกลับทำหน้าที่เป็นโซ่ตรวนล่ามริมฝีปากของเขาไว้ ความกลัวที่จะดึงเด็กคนนี้เข้ามาแปดเปื้อนในโลกที่กำลังพังทลายของตัวเอง ทำให้เขาเลือกวิธีที่แย่ที่สุด
"รู้ตัวก็ดี" คินเอ่ยออกมาในที่สุด น้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ และเย็นชาจนบาดลึก "ช่วงนี้ผม... พี่มีเรื่องต้องจัดการเยอะ อย่าเพิ่งเข้ามาวุ่นวายเลยดีกว่า"
คำว่า 'วุ่นวาย' ตกลงมากลางใจต้นรักราวกับค้อนเหล็กหนักๆ ฟาดซ้ำลงแผลเดิม รอยยิ้มจางๆ ที่พยายามประคับประคองไว้แตกสลายลงในพริบตา ต้นรักรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหันแต่ต้องรีบกะพริบไล่ความอ่อนแอออกไปอย่างรวดเร็ว
"ครับ... ต้นรักเข้าใจแล้ว ขอโทษที่เข้ามารบกวนนะครับ"
ร่างโปร่งหมุนตัวกลับทันที ไม่อยู่แม้แต่จะรอฟังคำแก้ตัวใดๆ เพิ่มเติม ประตูห้องสโมสรปิดลงเบาๆ ไล่หลัง แต่ความเงียบที่ตามมากลับหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าเดิม คินหลับตาลงพิงพนักเก้าอี้ด้วยความเจ็บปวดที่ตีกลับเข้าหาตัวเอง มือหนากำขอบโต๊ะแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン เขารู้ดีว่าตัวเองเพิ่งทำลายอะไรลงไป... และเขาก็รู้ด้วยว่า ตัวเองไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรั้งอีกฝ่ายไว้ในตอนนี้
หลายวันผ่านไป ความห่างเหินกลายเป็นกำแพงหนาที่สูงชันขึ้นเรื่อยๆ
ที่ลานเกียร์ในช่วงพักเที่ยง อากาศร้อนอบอ้าวไม่เท่ากับบรรยากาศมาคุระหว่างพี่ว้ากและน้องปีหนึ่งกลุ่มเดิม ต้นรักพยายามทำตัวให้กลมกลืน นั่งเงียบๆ ท่องจำสูตรกลศาสตร์และหลีกเลี่ยงการสบตากับร่างสูงที่ยืนสั่งการอยู่หน้าลานกิจกรรมอย่างสุดชีวิต ความสดใสที่เคยเป็นเอกลักษณ์ถูกแทนที่ด้วยความเงียบขรึมและรอยคล้ำใต้ตาจางๆ จากการนอนไม่หลับ
"เอ้า! มองอะไรกันอยู่! ตั้งใจฟังที่พี่พูดหน่อยสิครับ!" เสียงทุ้มเข้มของคินตวาดก้องไปทั่วลานเรียกสติทุกคนให้กลับมาจดจ่อ แต่สายตาของคินกลับกวาดมองเลยผ่านร่างของต้นรักไปอย่างไร้เยื่อใย ราวกับว่าเด็กคนนั้นเป็นเพียงอากาศธาตุ
เมฆที่ยืนอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นความผิดปกติมานานหลายวันแล้ว ทนเห็นสภาพเพื่อนสนิทที่ซึมลงจนแทบจะเป็นบ้ากับเด็กที่นั่งเหม่อลอยอยู่ริมสุดไม่ไหว จึงเดินเข้าไปตบไหล่คินเบาๆ ระหว่างช่วงพัก
"มึงเป็นบ้าอะไรวะไอ้คิน?" เมฆกระซิบเสียงต่ำด้วยความหงุดหงิด "กูเห็นมึงตีตัวออกห่างน้องมันมาเกือบอาทิตย์แล้วนะ น้องเขานั่งซึมจนเพื่อนในกลุ่มกูต้องคอยปลอบแล้วนั่นเห็นไหม"
คินปรายตามองเพื่อนสนิทด้วยแววตาเรียบนิ่ง แต่สันกรามที่ขบเข้าหากันอย่างแรงฟ้องชัดถึงความอึดอัดภายใน "กูไม่ได้ตีตัวออกห่าง... กูแค่ถอยออกมาในจุดที่ถูกต้อง"
"จุดที่ถูกต้อง?" เมฆแค่นหัวเราะในลำคอ "จุดที่มึงทำร้ายจิตใจน้องเขาน่ะเหรอ? มึงคิดว่าน้องมันโง่หรือไงวะ ถึงไม่รู้ว่ามึงกำลังผลักไสเขา วันก่อนกูเห็นน้องมันแอบเช็ดน้ำตาอยู่หลังตึกคณะ มึงสะใจมากใช่ไหมที่ทำเด็กมันร้องไห้?"
ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบขย้ำหัวใจของคินเข้าอย่างจัง คำว่า 'ร้องไห้' วิ่งวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว ร่างสูงชะงักไปชั่วขณะ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนหายใจแทบไม่ออก ภาพรอยยิ้มสดใสในวันแรกที่ต้นรักก้าวเข้ามาในคณะผุดขึ้นมาทับซ้อนกับใบหน้าที่ซีดเซียวและแววตาไหวระริกในวันที่เขาเอ่ยปากไล่
ก่อนที่คินจะได้ทันเอ่ยปากแก้ตัวอะไร เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของลานกิจกรรม
"เฮ้ย! ระวัง!"
เสียงตะโกนด้วยความตกใจของเพื่อนร่วมชั้นทำให้ทุกคนหันขวับไปมอง ต้นรักที่กำลังเดินถือลังอุปกรณ์เครื่องมือช่างน้ำหนักมากเพื่อนำไปเก็บที่ห้องเก็บของ เกิดอาการหน้ามืดกะทันหันเนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอและไม่ได้ทานข้าวเที่ยง ร่างโปร่งเซถลาไปด้านข้าง ข้อเท้าพลิกจนเสียการทรงตัว ลังอุปกรณ์ในมือหลุดร่วงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น พร้อมกับร่างของต้นรักที่กำลังล้มพับลงไปกองกับพื้นซีเมนต์ที่แข็งกระด้าง
"ต้นรัก!"
คินไม่รู้ว่าตัวเองขยับตัวด้วยความเร็วขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ สัญชาตญาณดิบสั่งการให้เขาทิ้งทุกอย่างแล้วพุ่งตัวออกไปราวกับลูกศรที่หลุดจากคันธนู ความกลัวที่แล่นริ้วขึ้นมาในอกนั้นรุนแรงยิ่งกว่าตอนที่เขาเผชิญหน้ากับปัญหาครอบครัวเสียอีก
ทว่า... ก่อนที่มือของคินจะเอื้อมไปคว้าตัวร่างที่กำลังจะล้มลงได้ทัน ร่างของใครอีกคนก็พุ่งเข้ามาตัดหน้าเสียก่อน
ริน—อดีตคนคุยที่เพิ่งวนเวียนกลับมาขอโอกาสในช่วงนี้ ก้าวเข้ามาประคองไหล่ของต้นรักไว้ได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ
"น้องต้นรัก! ระวังค่ะ เป็นอะไรหรือเปล่า?"
ต้นรักที่กำลังมึนงงและอ่อนแรงพิงซบลงกับไหล่ของรินโดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตปิดสนิทด้วยความเหนื่อยล้า ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยจากอาการช็อก
คินชะงักงัน มือหนาที่ยื่นค้างกลางอากาศค่อยๆ ลดต่ำลง ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบตรงหน้าถูกแทนที่ด้วยร่างของคนอื่น สายตาทุกคู่ในลานกิจกรรมต่างจับจ้องมาที่เหตุการณ์นี้ รวมถึงสายตาของรินที่เงยขึ้นสบตากับคินด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนที่แฝงความหมายบางอย่าง
ในวินาทีที่คินกำลังจะก้าวเข้าไปดึงตัวต้นรักกลับมาหาตัวเอง รินก็เอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกย่างก้าวของเขาต้องหยุดชะงักลงทันที
"ไม่เป็นไรนะคะพี่คิน... เดี๋ยวรินพาน้องไปห้องพยาบาลเองค่ะ ดูท่าทางน้องคงอยากได้คนดูแลที่ใจดีและพร้อมจะอยู่ข้างๆ มากกว่าคนแถวนี้ ที่เอาแต่ผลักไสไล่ส่งน้องเขานะคะ"
ประโยคสุดท้ายถูกส่งตรงมาด้วยน้ำเสียงที่ตั้งใจให้ได้ยินกันแค่สองคน ทว่าสายตาคมกริบของรินที่มองตรงมา กลับทิ่มแทงความรู้สึกผิดของคินจนทะลุปรุโปร่ง ร่างสูงยืนนิ่งแข็งค้างอยู่กับที่ หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นต้นรักถูกประคองตัวลุกขึ้นยืนโดยมีรินคอยโอบกอดอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญที่สุด... ต้นรักไม่ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือรินเลยแม้แต่น้อย
มือหนากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเงียบงันและบรรยากาศที่บีบคั้นกำลังบดขยี้สติสัมปชัญญะของเขาให้แหลกละเอียด เมื่อความเย่อหยิ่งและกำแพงที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมากับมือ กำลังย้อนกลับมากลาย เป็นกรงขังที่พรากคนที่เขารักไปต่อหน้าต่อตา
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปกับความรักที่แสนวุ่นวายของคินและต้นรักนะคะ แล้วพบกันในบทถัดไปค่ะ
วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง•ตอนที่ 14
กำแพงกั้นกลาง
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!