วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง•ตอนที่ 5

รอยยิ้มใต้หน้ากาก

ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
“ใช่... เธอเป็นแค่เด็กที่ฉันถูกบังคับให้สอน ก็แค่นั้น” ประโยคนั้นยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของต้นรักเหมือนเสียงสะท้อนในห้องกว้างที่ไร้ทางออก หญิงสาวก้มหน้ามองรองเท้าผ้าใบเปื้อนฝุ่นของตัวเอง พยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอไม่ให้เล็ดลอดออกมา เธอไม่ได้คาดหวังอะไรที่ยิ่งใหญ่จากพี่คิน แต่คำปฏิเสธที่ฟังดูเย็นชาจนติดลบนั้น มันทำให้คำว่า ‘แค่เด็กที่ถูกบังคับ’ ฟังดูเหมือนเศษแก้วที่บาดลงบนความรู้สึกจนเป็นแผลลึก ต้นรักหันหลังกลับเดินเลี่ยงออกมาจากบริเวณลานเกียร์อย่างรวดเร็ว เธอไม่รู้จะเอาความรู้สึกพ่ายแพ้นี้ไปไว้ที่ไหน จึงตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามทางเดินข้างคณะที่เงียบเชียบเพื่อหวังจะหาที่สงบสติอารมณ์ กลิ่นความชื้นของดินและเสียงใบไม้ไหวไม่ได้ช่วยให้จิตใจสงบขึ้นเลย จนกระทั่งเธอเดินมาถึงมุมอับข้างตึกเก่าที่ใช้เก็บอุปกรณ์สตาฟฟ์ เสียงครางเบาๆ อย่างประหม่าของสิ่งมีชีวิตบางอย่างทำให้ฝีเท้าของเธอหยุดชะงัก ต้นรักค่อยๆ โผล่หน้าไปมองหลังกำแพงปูนสีซีด ภาพที่เห็นทำให้ลมหายใจของเธอแทบสะดุด ร่างสูงโปร่งในชุดช็อปวิศวะสีน้ำเงินเข้มที่ดูคุ้นตา... พี่คิน คนที่เพิ่งประกาศก้องว่าเธอเป็นแค่ภาระที่น่ารำคาญ บัดนี้เขากำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้นคอนกรีต มือหนาที่เคยใช้ถือโทรโข่งสั่งวินัยน้องปีหนึ่งอย่างดุดัน กำลังประคองลูกแมวสีส้มมอมแมมตัวหนึ่งไว้ในฝ่ามืออย่างทะนุถนอม “เจ็บมากไหม... หืม?” น้ำเสียงนั้น... มันไม่ใช่เสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูห่างเหิน แต่มันเป็นเสียงที่อ่อนโยนจนแทบจะกลายเป็นละอองน้ำ ต้นรักเบิกตากว้างเมื่อเห็นคินใช้ปลายนิ้วเกลี่ยขนที่ยุ่งเหยิงของลูกแมวตัวน้อยอย่างแผ่วเบา สายตาที่เขามองมันเต็มไปด้วยความเอ็นดูและความเศร้าสร้อยบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ เขาไม่ใช่พี่ว้ากที่เย็นชาในสายตาใครต่อใคร แต่ในมุมนี้... เขากลับดูเหมือนเด็กผู้ชายธรรมดาที่แบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว “ถ้าฉันหายไปสักวัน พวกเขาจะดีใจไหมนะ” คินพึมพำกับลูกแมวพลางยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ต้นรักไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นรอยยิ้มที่เปราะบางจนดูเหมือนจะแตกสลายได้ทุกเมื่อถ้ามีลมพัดผ่าน หัวใจของต้นรักเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความโกรธที่เขาสร้างกำแพงใส่เธอ แต่เป็นเพราะความสงสารที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน เธอเพิ่งค้นพบความจริงข้อหนึ่ง... คนที่แข็งแกร่งที่สุด มักจะเป็นคนที่เจ็บปวดที่สุดเสมอ เธอพยายามจะถอยหลังกลับ แต่รองเท้าของเธอดันไปเหยียบเข้ากับกิ่งไม้แห้งจนเกิดเสียงดัง ‘กร๊อบ’ ชัดเจนท่ามกลางความเงียบ คินชะงักทันที ร่างสูงดีดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงในเสี้ยววินาที ท่าทีที่อ่อนโยนเมื่อครู่มลายหายไปราวกับควันไฟ แววตาคมกริบหันมามองต้นตอของเสียง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและไม่พอใจในทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร “เธอตามฉันมาทำไม?” คินเดินตรงเข้ามาหาต้นรัก ก้าวย่างของเขาดูคุกคามจนเธอต้องถอยหลังจนแผ่นหลังไปชนกับผนังกำแพงเย็นเฉียบ “หนู... หนูไม่ได้ตามมานะคะ แค่เดินผ่านมา” เสียงของต้นรักสั่นเครือ เธอมองผ่านไหล่ของเขาไปยังลูกแมวตัวนั้นที่ตอนนี้หลบเข้าไปอยู่ใต้กองลังกระดาษแล้ว “ไม่ต้องมาทำเป็นใสซื่อ คนอย่างเธอคงชอบเรื่องสอดรู้สอดเห็นเป็นชีวิตจิตใจสินะ” คินก้าวเข้ามาจนระยะห่างระหว่างกันแทบไม่มีเหลือ กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นฝนและกลิ่นเหงื่ออ่อนๆ จากตัวเขาทำให้ต้นรักรู้สึกมึนหัว “พี่คิน... ทำไมต้องใจร้ายขนาดนี้คะ? แค่คนคนหนึ่งที่พยายามทำความเข้าใจพี่ มันน่ารำคาญมากเลยเหรอ” ต้นรักรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่สวยคลอไปด้วยหน่วยน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ คินชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับคำพูดของเธอไปกระตุกปมอะไรบางอย่างในใจเขา มือหนาของเขาข้างหนึ่งยกขึ้นจะคว้าแขนเธอแต่ก็หยุดชะงักไว้กลางอากาศ เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่แขนปูดนูน “เธอไม่เข้าใจหรอกต้นรัก... ชีวิตของฉันมันไม่ใช่เรื่องที่ใครหน้าไหนจะเข้ามาแทรกแซงได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นแค่ ‘น้องปีหนึ่ง’ อย่างเธอ” เขากำลังจะหันหลังเดินหนี แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากมุมตึกอีกด้าน “คิน! อยู่นี่เองเหรอคะ รินตามหาแทบแย่” ร่างระหงของ ‘ริน’ เดินเข้ามาในมุมมืดนั้นด้วยรอยยิ้มที่ดูประดิษฐ์ประดอย เธอปรายตามองต้นรักด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้คินจนเกือบชิด รินถือวิสาสะคว้าต้นแขนของคินไว้แน่น “พอดีเลยค่ะ รินคุยกับคุณพ่อเรื่องโปรเจกต์ของคินแล้วนะคะ ท่านบอกว่าถ้าคินยอมทำตามที่ตกลงกันไว้... เรื่องที่บ้านของคินจะไม่มีปัญหาอีก” คินนิ่งไป แววตาที่เคยฉายแววสับสนบัดนี้กลับกลายเป็นความว่างเปล่า เขาไม่ได้ปัดมือรินออก และไม่ได้หันมามองต้นรักที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นอีกเลย “ตกลงครับ ผมจะทำตามที่สั่ง” คำตอบนั้นเหมือนเข็มพันเล่มที่พุ่งตรงมาที่หัวใจของต้นรัก เธอเห็นรินยิ้มเยาะส่งมาให้ ก่อนที่คินจะเดินจากไปพร้อมกับผู้หญิงคนนั้น ทิ้งให้ต้นรักยืนเคว้งอยู่ตรงนั้นท่ามกลางความเงียบงัน ทว่าในวินาทีที่คินเดินพ้นมุมตึกไป เธอก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนพื้น... ก้อนกระดาษที่เขากำมือไว้จนยับยู่ยี่ถูกทิ้งไว้ตรงจุดที่เขายืนเมื่อครู่ ต้นรักรีบก้มลงหยิบมันขึ้นมาเปิดดู มือของเธอสั่นเทาเมื่อเห็นข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ของเขา ‘ฉันไม่มีวันทำลายความฝันตัวเองเพื่อคนอย่างเธอ... ริน’ ทว่าด้านล่างของข้อความนั้น กลับมีชื่อของใครบางคนที่ถูกเขียนทับซ้อนลงไปจนแทบดูไม่ออก... เป็นชื่อที่ทำให้น้ำตาของต้นรักไหลออกมาในทันที หวังว่าตอนที่ 5 จะทำให้ทุกคนรู้สึกหน่วงและอยากรู้ตอนต่อไปมากขึ้นนะคะ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับต้นรักและพี่คินเสมอมาค่ะ
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%