“ใช่... เธอเป็นแค่เด็กที่ฉันถูกบังคับให้สอน ก็แค่นั้น”
ประโยคนั้นยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของต้นรักเหมือนเสียงสะท้อนในห้องกว้างที่ไร้ทางออก หญิงสาวก้มหน้ามองรองเท้าผ้าใบเปื้อนฝุ่นของตัวเอง พยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอไม่ให้เล็ดลอดออกมา เธอไม่ได้คาดหวังอะไรที่ยิ่งใหญ่จากพี่คิน แต่คำปฏิเสธที่ฟังดูเย็นชาจนติดลบนั้น มันทำให้คำว่า ‘แค่เด็กที่ถูกบังคับ’ ฟังดูเหมือนเศษแก้วที่บาดลงบนความรู้สึกจนเป็นแผลลึก
ต้นรักหันหลังกลับเดินเลี่ยงออกมาจากบริเวณลานเกียร์อย่างรวดเร็ว เธอไม่รู้จะเอาความรู้สึกพ่ายแพ้นี้ไปไว้ที่ไหน จึงตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามทางเดินข้างคณะที่เงียบเชียบเพื่อหวังจะหาที่สงบสติอารมณ์
กลิ่นความชื้นของดินและเสียงใบไม้ไหวไม่ได้ช่วยให้จิตใจสงบขึ้นเลย จนกระทั่งเธอเดินมาถึงมุมอับข้างตึกเก่าที่ใช้เก็บอุปกรณ์สตาฟฟ์ เสียงครางเบาๆ อย่างประหม่าของสิ่งมีชีวิตบางอย่างทำให้ฝีเท้าของเธอหยุดชะงัก
ต้นรักค่อยๆ โผล่หน้าไปมองหลังกำแพงปูนสีซีด ภาพที่เห็นทำให้ลมหายใจของเธอแทบสะดุด
ร่างสูงโปร่งในชุดช็อปวิศวะสีน้ำเงินเข้มที่ดูคุ้นตา... พี่คิน คนที่เพิ่งประกาศก้องว่าเธอเป็นแค่ภาระที่น่ารำคาญ บัดนี้เขากำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้นคอนกรีต มือหนาที่เคยใช้ถือโทรโข่งสั่งวินัยน้องปีหนึ่งอย่างดุดัน กำลังประคองลูกแมวสีส้มมอมแมมตัวหนึ่งไว้ในฝ่ามืออย่างทะนุถนอม
“เจ็บมากไหม... หืม?”
น้ำเสียงนั้น... มันไม่ใช่เสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูห่างเหิน แต่มันเป็นเสียงที่อ่อนโยนจนแทบจะกลายเป็นละอองน้ำ ต้นรักเบิกตากว้างเมื่อเห็นคินใช้ปลายนิ้วเกลี่ยขนที่ยุ่งเหยิงของลูกแมวตัวน้อยอย่างแผ่วเบา สายตาที่เขามองมันเต็มไปด้วยความเอ็นดูและความเศร้าสร้อยบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ เขาไม่ใช่พี่ว้ากที่เย็นชาในสายตาใครต่อใคร แต่ในมุมนี้... เขากลับดูเหมือนเด็กผู้ชายธรรมดาที่แบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว
“ถ้าฉันหายไปสักวัน พวกเขาจะดีใจไหมนะ” คินพึมพำกับลูกแมวพลางยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ต้นรักไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นรอยยิ้มที่เปราะบางจนดูเหมือนจะแตกสลายได้ทุกเมื่อถ้ามีลมพัดผ่าน
หัวใจของต้นรักเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความโกรธที่เขาสร้างกำแพงใส่เธอ แต่เป็นเพราะความสงสารที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน เธอเพิ่งค้นพบความจริงข้อหนึ่ง... คนที่แข็งแกร่งที่สุด มักจะเป็นคนที่เจ็บปวดที่สุดเสมอ
เธอพยายามจะถอยหลังกลับ แต่รองเท้าของเธอดันไปเหยียบเข้ากับกิ่งไม้แห้งจนเกิดเสียงดัง ‘กร๊อบ’ ชัดเจนท่ามกลางความเงียบ
คินชะงักทันที ร่างสูงดีดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงในเสี้ยววินาที ท่าทีที่อ่อนโยนเมื่อครู่มลายหายไปราวกับควันไฟ แววตาคมกริบหันมามองต้นตอของเสียง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและไม่พอใจในทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร
“เธอตามฉันมาทำไม?” คินเดินตรงเข้ามาหาต้นรัก ก้าวย่างของเขาดูคุกคามจนเธอต้องถอยหลังจนแผ่นหลังไปชนกับผนังกำแพงเย็นเฉียบ
“หนู... หนูไม่ได้ตามมานะคะ แค่เดินผ่านมา” เสียงของต้นรักสั่นเครือ เธอมองผ่านไหล่ของเขาไปยังลูกแมวตัวนั้นที่ตอนนี้หลบเข้าไปอยู่ใต้กองลังกระดาษแล้ว
“ไม่ต้องมาทำเป็นใสซื่อ คนอย่างเธอคงชอบเรื่องสอดรู้สอดเห็นเป็นชีวิตจิตใจสินะ” คินก้าวเข้ามาจนระยะห่างระหว่างกันแทบไม่มีเหลือ กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นฝนและกลิ่นเหงื่ออ่อนๆ จากตัวเขาทำให้ต้นรักรู้สึกมึนหัว
“พี่คิน... ทำไมต้องใจร้ายขนาดนี้คะ? แค่คนคนหนึ่งที่พยายามทำความเข้าใจพี่ มันน่ารำคาญมากเลยเหรอ” ต้นรักรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่สวยคลอไปด้วยหน่วยน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้
คินชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับคำพูดของเธอไปกระตุกปมอะไรบางอย่างในใจเขา มือหนาของเขาข้างหนึ่งยกขึ้นจะคว้าแขนเธอแต่ก็หยุดชะงักไว้กลางอากาศ เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่แขนปูดนูน
“เธอไม่เข้าใจหรอกต้นรัก... ชีวิตของฉันมันไม่ใช่เรื่องที่ใครหน้าไหนจะเข้ามาแทรกแซงได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นแค่ ‘น้องปีหนึ่ง’ อย่างเธอ”
เขากำลังจะหันหลังเดินหนี แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากมุมตึกอีกด้าน
“คิน! อยู่นี่เองเหรอคะ รินตามหาแทบแย่”
ร่างระหงของ ‘ริน’ เดินเข้ามาในมุมมืดนั้นด้วยรอยยิ้มที่ดูประดิษฐ์ประดอย เธอปรายตามองต้นรักด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้คินจนเกือบชิด รินถือวิสาสะคว้าต้นแขนของคินไว้แน่น
“พอดีเลยค่ะ รินคุยกับคุณพ่อเรื่องโปรเจกต์ของคินแล้วนะคะ ท่านบอกว่าถ้าคินยอมทำตามที่ตกลงกันไว้... เรื่องที่บ้านของคินจะไม่มีปัญหาอีก”
คินนิ่งไป แววตาที่เคยฉายแววสับสนบัดนี้กลับกลายเป็นความว่างเปล่า เขาไม่ได้ปัดมือรินออก และไม่ได้หันมามองต้นรักที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นอีกเลย
“ตกลงครับ ผมจะทำตามที่สั่ง”
คำตอบนั้นเหมือนเข็มพันเล่มที่พุ่งตรงมาที่หัวใจของต้นรัก เธอเห็นรินยิ้มเยาะส่งมาให้ ก่อนที่คินจะเดินจากไปพร้อมกับผู้หญิงคนนั้น ทิ้งให้ต้นรักยืนเคว้งอยู่ตรงนั้นท่ามกลางความเงียบงัน
ทว่าในวินาทีที่คินเดินพ้นมุมตึกไป เธอก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนพื้น... ก้อนกระดาษที่เขากำมือไว้จนยับยู่ยี่ถูกทิ้งไว้ตรงจุดที่เขายืนเมื่อครู่
ต้นรักรีบก้มลงหยิบมันขึ้นมาเปิดดู มือของเธอสั่นเทาเมื่อเห็นข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ของเขา ‘ฉันไม่มีวันทำลายความฝันตัวเองเพื่อคนอย่างเธอ... ริน’
ทว่าด้านล่างของข้อความนั้น กลับมีชื่อของใครบางคนที่ถูกเขียนทับซ้อนลงไปจนแทบดูไม่ออก... เป็นชื่อที่ทำให้น้ำตาของต้นรักไหลออกมาในทันที
หวังว่าตอนที่ 5 จะทำให้ทุกคนรู้สึกหน่วงและอยากรู้ตอนต่อไปมากขึ้นนะคะ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับต้นรักและพี่คินเสมอมาค่ะ
วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง•ตอนที่ 5
รอยยิ้มใต้หน้ากาก
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!