วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง•ตอนที่ 4

ติวเตอร์จำเป็น

ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
“ถ้าสอบตกวิชานี้อีกรอบ ชีวิตปีหนึ่งของเธอจบเห่แน่ต้นรัก อย่าให้ต้องพูดซ้ำ” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเย็นชาดั่งน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้นทันทีที่ประตูรถสปอร์ตคันหรูถูกปิดลง กลิ่นน้ำหอมของผู้ชายที่คละคลุ้งอยู่ในพื้นที่จำกัดทำให้ต้นรักรู้สึกหายใจไม่ออก เธอขยับตัวลีบพิงเบาะหนังชั้นดี พยายามกอดกระเป๋าเป้ใบเก่าไว้แน่นราวกับเป็นเกราะป้องกันเพียงชิ้นเดียวที่มี คินไม่ได้หันมามองคนข้างๆ เขาเพียงแค่เหยียบพุ่งรถออกไปบนถนนยามค่ำคืนด้วยความเร็วที่ทำเอาคนนั่งข้างหัวใจแทบหลุดออกมานอกอก บรรยากาศภายในรถเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ต้นรักลอบมองเสี้ยวหน้าคมคายของพี่ว้ากมาดนิ่งที่ดูเคร่งเครียดกว่าปกติ ดวงตาคู่สวยสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เขาบังคับให้เธอขึ้นรถเพื่อ ‘จัดการปัญหา’ ตามคำสั่งของอาจารย์ที่ปรึกษาที่ขู่จะตัดคะแนนกิจกรรมหากเธอไม่สามารถผ่านวิชาคำนวณหินๆ นี้ไปได้ “พี่คิน... คือหนูเกรงใจ ถ้าพี่ไม่สะดวก...” “ฉันพูดคำไหนคำนั้น ต้นรัก” เขาขัดขึ้นทันที เสียงนั้นกดต่ำจนคนฟังต้องเม้มปากแน่น “อย่าสำคัญตัวผิดว่าฉันอยากสอนนักหนา ถ้าอาจารย์ไม่ขอร้องมา ฉันก็ไม่มีวันเอาเวลาไปทิ้งกับคนซุ่มซ่ามอย่างเธอหรอก” คำพูดนั้นแทงใจดำจนต้นรักหน้าชา เธอไม่ใช่คนเก่งกาจ เธอรู้ตัวดี ความซุ่มซ่ามและความหัวช้าทำให้เธอต้องพึ่งพาเขา แต่ทำไมต้องทำเหมือนรังเกียจกันขนาดนี้ด้วยนะ เมื่อรถจอดสนิทหน้าคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง คินไม่รอให้เธอเปิดประตูเอง เขาก้าวลงไปก่อนแล้วเดินอ้อมมาเปิดฝั่งคนนั่งด้วยท่าทางหงุดหงิด เขาคว้าข้อมือเล็กๆ ของเธอแล้วดึงให้ก้าวตามไปอย่างถือสิทธิ์ ท่ามกลางสายตาของรปภ. และผู้พักอาศัยที่มองมาอย่างสงสัย แต่คินหาได้แคร์ไม่ เขาพาเธอตรงดิ่งขึ้นลิฟต์ไปยังห้องพักชั้นบนสุด ภายในห้องชุดที่ตกแต่งด้วยโทนสีเทาเข้มและขาวสะอาดตาดูไร้ชีวิตชีวา ผิดกับห้องพักนักศึกษาทั่วไปอย่างสิ้นเชิง คินโยนกุญแจรถลงบนโต๊ะก่อนจะถอดแจ็คเก็ตสีดำออก เผยให้เห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนขึ้นจนถึงข้อศอก เขาเดินหายเข้าไปในครัวทิ้งให้ต้นรักยืนเกร็งอยู่ที่กลางห้อง “นั่งลงสิ จะยืนเป็นเสาบ้านให้ฉันมองอีกนานไหม” ต้นรักสะดุ้งสุดตัว รีบทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่มีสมุดเลคเชอร์และโจทย์เลขกองพะเนิน เธอหยิบปากกาขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา คินเดินกลับมาพร้อมแก้วกาแฟดำในมือ เขาหย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม วางสมุดของตัวเองลงข้างๆ ก่อนจะผลักโจทย์ข้อที่ยากที่สุดมาตรงหน้าเธอ “เริ่ม” ผ่านไปกว่าสองชั่วโมง บรรยากาศในห้องไม่ได้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย คินเป็นติวเตอร์ที่ดุและไร้ความปรานี ทุกครั้งที่ต้นรักแก้โจทย์ผิด เขามักจะถอนหายใจยาวเหยียดพร้อมกับสายตาเย็นชาที่จ้องมองมาจนเธอแทบอยากจะร้องไห้ แต่ลึกๆ ในความดุนั้น เขากลับอธิบายวิธีคิดที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายอย่างน่าประหลาด “ตรงนี้... ทำไมถึงเอาตัวแปรนี้มาหาร” คินเอียงตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นกายสะอาดๆ ของเขาจู่โจมประสาทสัมผัสของต้นรักจนเธอเผลอกลั้นหายใจ นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะลงบนกระดาษเบาๆ “หนู... หนูคิดว่ามันต้องใช้สูตรนี้” ต้นรักตอบเสียงเบา เธอพยายามจดจ่อกับตัวเลขตรงหน้า แต่สัมผัสจากแขนของเขาที่เฉียดใกล้ไหล่เธอทำให้สมาธิแตกกระเจิง “คิดด้วยสมอง ไม่ใช่ใช้ความรู้สึก” คินเอ่ยพลางเอื้อมมือไปแย่งปากกาในมือเธอมาถือไว้ เขาเริ่มเขียนสมการลงไปอย่างคล่องแคล่ว สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่ตัวเลขเหล่านั้น ราวกับว่าความสมบูรณ์แบบคือสิ่งเดียวที่เขายอมรับได้ในชีวิต ต้นรักแอบมองเสี้ยวหน้าของเขาที่ตั้งใจทำงาน ความขรึมและเย็นชาที่เขาสร้างขึ้นมาบดบังร่องรอยความเหนื่อยล้าในแววตาคู่นั้นไปจนหมด เธอเริ่มสงสัยว่าภายใต้หน้ากากพี่ว้ากผู้แข็งกร้าว คนคนนี้กำลังแบกรับอะไรไว้อยู่กันแน่ ทว่า... ความเงียบที่กำลังจะไปได้ดีก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงกดออดหน้าห้องที่ดังรัวไม่หยุด คินชะงักไปครู่หนึ่ง เขาวางปากกาลงแล้วขมวดคิ้วแน่นก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ประตู โดยไม่ลืมหันมาสั่งเธอว่า “ห้ามไปไหนทั้งนั้น นั่งอยู่ตรงนี้” ต้นรักทำตามอย่างว่าง่าย เธอรออยู่เงียบๆ แต่แล้วเสียงสนทนาที่ลอดผ่านประตูเข้ามาทำให้เธอต้องนิ่งค้าง “คินคะ... รินไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวน แต่รินเห็นไฟในห้องเปิดอยู่...” เสียงหวานใสของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นตามมาด้วยเสียงประตูที่ถูกเปิดออกกว้าง ผู้หญิงสวยเฉี่ยวในชุดเดรสสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาในห้องด้วยความคุ้นเคย เธอหยุดชะงักเมื่อเห็นร่างของเด็กปีหนึ่งที่นั่งอึ้งอยู่ตรงโต๊ะทำงาน รินหรี่ตาลงมองต้นรักด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะหันไปหาคินแล้วยิ้มหวานอย่างถือสิทธิ์ “นี่เหรอคะ... ‘ติวเตอร์’ คนใหม่ของคิน เด็กนี่น่ะเหรอที่คินยอมเสียเวลาด้วย?” รินหัวเราะแผ่วเบาพลางเดินเข้าไปควงแขนคินอย่างสนิทสนมจนต้นรักรู้สึกเหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงหัวใจ คินไม่ได้ขัดขืน เขาเพียงแต่ยืนนิ่ง ดวงตาสีเข้มของเขาหันกลับมามองที่ต้นรักด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ราวกับเขากำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกของต้นรักพังทลายลงในพริบตา “ใช่... เธอเป็นแค่เด็กที่ฉันถูกบังคับให้สอน ก็แค่นั้น” ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความรักที่แสนสับสนในครั้งนี้ไปพร้อมกับชานมไข่มุกหวานร้อยนะคะ
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%