“หาให้เจอเดี๋ยวนี้ครับน้อง ถ้าหาไม่เจอ พี่จะให้เพื่อนทั้งรุ่นยืนรอจนกว่าของชิ้นนั้นจะปรากฏตัว”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลดังขึ้นจากด้านหลัง เล่นเอาคนตัวเล็กที่กำลังก้มหน้าก้มตาควานหาบางอย่างบนพื้นห้องประชุมถึงกับสะดุ้งสุดตัว ต้นรักเม้มริมฝีปากแน่นจนซีด ความรู้สึกหวาดหวั่นแล่นริ้วขึ้นมาจับหัวใจ ยิ่งได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าคอมแบทที่ค่อยๆ เดินวนรอบตัวเขาราวกับนักล่าที่กำลังหยอกเย้าเหยื่อ ต้นรักยิ่งทำอะไรไม่ถูก มือที่สั่นเทานั่นพยายามรื้อค้นตามซอกมุมของเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินทีละแถว
“พี่คินคะ... คือ... มันเป็นของสำคัญจริงๆ ค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจจะทำหาย” ต้นรักโพล่งออกมาทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่ หวังว่าความจริงใจจะช่วยให้พี่ว้ากมาดนิ่งตรงหน้าผ่อนปรนลงบ้าง
“ความตั้งใจวัดกันไม่ได้ที่คำแก้ตัวครับต้นรัก” คินหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา เงาร่างสูงใหญ่ของรุ่นพี่ปี 3 บดบังแสงไฟนีออนจนมืดมิด ต้นรักเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย เห็นเพียงแววตาเย็นชาที่ไร้ร่องรอยของความเมตตา “กฎของห้องประชุมคือห้ามนำของมีค่าเข้า แต่ดูเหมือนว่าน้องจะเพิกเฉยต่อกฎข้อนี้... แถมยังทำหล่นไว้เป็นภาระให้คนอื่นต้องตามหา”
“มันไม่ใช่ของมีค่าในเชิงราคาหรอกค่ะ แต่มัน...” ต้นรักเว้นวรรค หัวใจเต้นรัวด้วยความกังวล มือของเขาบีบชายเสื้อนักศึกษาจนยับยู่ยี่ “มันเป็นล็อกเก็ตของคุณแม่ค่ะ หนูติดตัวไว้ตลอด”
คินนิ่งไปชั่วอึดใจ แววตาคู่คมวูบไหวเพียงเสี้ยววินาทีจนต้นรักแทบจับสังเกตไม่ทัน ก่อนที่มันจะกลับมาแข็งกร้าวตามเดิม มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็คช้าๆ นิ้วเรียวยาวสัมผัสกับวัตถุโลหะเย็นเฉียบข้างในนั้น เขาไม่ได้หยิบมันออกมาทันที แต่กลับจ้องมองเด็กปีหนึ่งที่กำลังดวงตารื้นน้ำใสๆ ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก... ความรู้สึกที่เหมือนเขากำลังเห็นตัวเองในมุมที่เปราะบางที่สุด
“ของสำคัญขนาดนั้น ทำไมถึงไม่รักษาให้ดี” คินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ หากแต่กดดันหนักกว่าเดิม “ในเมื่อดูแลไม่ได้ พี่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องคืนให้ทันที”
“หมายความว่ายังไงคะ?” ต้นรักถามเสียงสั่น “พี่คินเก็บได้ใช่ไหมคะ? หนูเห็นสายตาพี่...”
“พี่ไม่เคยบอกว่าพี่เก็บได้” คินยักไหล่พลางเบือนหน้าหนี ท่าทีขี้เก๊กและเย่อหยิ่งนั้นทำเอาต้นรักกำมือแน่นด้วยความอัดอั้นตันใจ “และถ้ามันสำคัญขนาดนั้น ก็ลองไปหาให้ทั่วห้องดูสิ ถ้าหาไม่เจอ... คืนนี้ก็ไม่ต้องกลับหอ”
“พี่คิน! มันจะเกินไปแล้วนะคะ!” เมฆที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลตัดสินใจเดินเข้ามาแทรก เขาตบไหล่เพื่อนสนิทเบาๆ พลางส่งสายตาปราม “ไอ้คิน มึงอย่าใจร้ายกับน้องนักเลย ของแบบนั้นมันประเมินค่าไม่ได้นะเว้ย”
คินไม่ได้ตอบโต้เมฆ เขาเพียงแค่หันหลังกลับเดินไปทางประตูห้องประชุมโดยไม่สนใจเสียงเรียกของต้นรักที่พยายามจะวิ่งตาม ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวพ้นขอบประตู ร่างบางของใครบางคนที่คุ้นตาในชุดนักศึกษาที่ดูเนี้ยบเกินความจำเป็นก็เดินสวนเข้ามาพอดี
“คิน... ทำไมออกมาทำหน้ายักษ์แบบนั้นล่ะคะ?” รินเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มหวานหยด เธอก้าวเข้ามาใกล้คินจนเกือบชิด รัศมีของอดีตคนคุยที่ดูเหนือกว่าในทุกด้านทำให้บรรยากาศในห้องประชุมดูอึดอัดขึ้นถนัดตา “แล้วนี่... รังแกเด็กปีหนึ่งอีกแล้วเหรอคะ?”
ต้นรักชะงักฝีเท้า สายตาจับจ้องไปที่มือของรินที่กำลังเอื้อมไปแตะแขนของคินอย่างถือสิทธิ์ คินไม่ได้ปัดมือออก แต่แววตากลับดูเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ รินหันมามองต้นรักด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่ง ก่อนจะขยับยิ้มมุมปากราวกับกำลังประกาศอาณาเขต
“พี่คินคะ... คืนล็อกเก็ตให้หนูเถอะค่ะ” ต้นรักรวบรวมความกล้าพูดขึ้นอีกครั้ง แม้จะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป “หนูรู้ว่าพี่เป็นคนเก็บได้”
คินหยุดนิ่ง รินหันไปมองคินด้วยความสงสัย ส่วนต้นรักได้แต่ภาวนาให้ความจริงเปิดเผยออกมา ทว่าสิ่งที่คินทำกลับเหนือความคาดหมาย เขายกมือขึ้นปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตช้าๆ ก่อนจะหันมาสบตาต้นรักด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
“อยากได้คืนเหรอ?” คินเอ่ยพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอีกครั้งแล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันคือล็อกเก็ตสีเงินที่สะท้อนแสงไฟเป็นประกาย ต้นรักดีใจจนเกือบจะพุ่งเข้าไปหา แต่คินกลับกำมันไว้แน่นแล้วโยนทิ้งไปทางหน้าต่างบานที่เปิดกว้างอยู่หลังห้องประชุม “ถ้าอยากได้ ก็ไปเก็บเอาเองที่สวนหลังตึก... ถ้าคิดว่ามันสำคัญพอที่จะไปคุ้ยขยะตอนดึกๆ แบบนี้ก็นะ”
เสียงล็อกเก็ตตกกระทบพุ่มไม้ดัง “เคร้ง!” ท่ามกลางความเงียบสนิท ต้นรักเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป ในขณะที่รินหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างพอใจ
ทว่าทันทีที่ต้นรักหันหลังวิ่งออกไปทางหน้าต่าง คินกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาหันขวับไปมองเมฆที่ยืนหน้าเหวออยู่ด้วยสายตาที่ตื่นตระหนก มือที่เมื่อครู่กำล็อกเก็ตเอาไว้กลับมีเพียงความว่างเปล่า
“ไอ้คิน... นั่นมึงโยนของจริงทิ้งไปจริงๆ เหรอวะ?” เมฆถามเสียงหลง
คินไม่ได้ตอบ แต่เขากลับรีบคว้าข้อมือรินออกไปจากบริเวณนั้น ทิ้งให้ความมืดมิดและปริศนาชวนฉงนปกคลุมห้องประชุมเอาไว้... เพราะในจังหวะที่เขาหย่อนล็อกเก็ตลงจากหน้าต่าง เขาสังเกตเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนที่ดักรออยู่หลังพุ่มไม้ตรงนั้นก่อนแล้ว
ความซวยของเฟรชชี่ไม่ได้จบแค่การทำของหาย แต่มันกำลังจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกับดักที่ไม่มีใครคาดคิดว่าต้นรักกำลังเดินก้าวเข้าไปหา... พร้อมกับความลับบางอย่างที่คินพยายามปกปิดมาตลอดสามปี
ชานมไข่มุกหวานร้อยขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดนี้ และเตรียมตัวพบกับความเข้มข้นที่กำลังจะทวีคูณในตอนหน้ากันนะคะ!
วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง•ตอนที่ 2
ความซวยของเฟรชชี่
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!