กลิ่นแอมโมเนียผสมกับความกดดันในอากาศ ทำให้ลานกิจกรรมใต้ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์เวลานี้แทบไม่มีพื้นที่เหลือให้หายใจอย่างเต็มปอด
“ถ้าคิดว่าการสอบเข้าคณะนี้ได้แล้วมันเท่ พอเข้ามาแล้วทำตัวเหยาะแหยะเหมือนเด็กอนุบาล... เชิญเดินออกไปทางประตูรั้วนั้นซะตั้งแต่ตอนนี้!”
เสียงคำรามก้องที่ผ่านไมโครโฟนไร้สายดังสะท้อนก้องกราบไปทั่วโครงสร้างคอนกรีตเปลือย เสียงนั้นไม่ได้แหบพร่าด้วยความไร้ระเบียบ หากแต่ทรงพลัง ทุ้มต่ำ และเย็นเยียบจนคนฟังต้องแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
‘คิน’ ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นปูนยกระดับ ร่างสูงโปร่งภายใต้เสื้อช็อปสีเลือดหมูพับแขนขึ้นจนเห็นกล้ามเนื้อแขนที่เกร็งแน่นตามอารมณ์ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายติดจะเรียบเฉยจนไร้อารมณ์ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วหนาเข้มกวาดมองกลุ่มนักศึกษาปีหนึ่งที่นั่งคอตกเรียงแถวกันเป็นตับราวกับนักโทษประหาร
ต้นรัก นั่งตัวลีบอยู่เกือบแถวหน้าสุด มือบางทั้งสองข้างกำชายเสื้อยืดสีขาวของตัวเองแน่นจนยับยู่ยี่ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในเช้าวันนี้ ไม่เคยมีใครบอกเขาเลยว่า การเป็นเด็กวิศวะในวันแรกจะต้องมาเผชิญหน้ากับปีศาจหนุ่มที่น่ากลัวยิ่งกว่าอาจารย์ฝ่ายปกครองสมัยมัธยม
‘ต้นรัก’ เม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว เขาแค่ตั้งใจจะก้มลงเก็บปากกาที่กลิ้งตกลงไปใต้เก้าอี้เมื่อครู่ แต่การเคลื่อนไหวเพียงเสี้ยววินาทีนั้นกลับตกเป็นเป้าสายตาของ ‘พี่ว้าก’ คนนี้เข้าพอดี
“ไอ้คนที่นั่งแถวสองริมทางเดิน... เงยหน้าขึ้นมาสิครับ!”
สรรพนามที่ใช้ดูสุภาพ แต่โทนเสียงและแววตานั้นกลับเชือดเฉือนเนื้อหนังยิ่งกว่ามีดโกน คินก้าวเท้าลงจากแท่นปูนทีละก้าว เสียงรองเท้าคอมแบตกระทบพื้นปูนดัง ‘ตึก... ตึก...’ เป็นจังหวะที่บีบเค้นหัวใจคนฟังให้ดิ่งลงเหว
ต้นรักสะﻮดุ้งเฮือก รีบเงยหน้าขึ้นสบตาโดยไม่ตั้งใจ วินาทีที่ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววตื่นตระหนกสบเข้ากับดวงตาสีดำสนิทที่ไร้ซึ่งความปรานี หัวใจของเด็กหนุ่มปีหนึ่งก็กระตุกวูบอย่างรุนแรง
“ผมพูดอะไรไม่เข้าหูเหรอ ถึงได้ทำหน้าเหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่างแบบนั้น” คินหยุดยืนค้ำหัวร่างเล็กที่นั่งตัวสั่นเทาอยู่ตรงหน้า เงาของร่างสูงทาบทับลงมาจนมิด มองลงมาด้วยสายตาประเมินค่าราวกับต้นรักเป็นเพียงฝุ่นผงใต้รองเท้า
“ผ... ผมเปล่าครับ... เอ๊ย ไม่ใช่ครับ พี่...” ต้นรักละล่ำละลักด้วยความลนลาน ความที่ตื่นเต้นและเป็นคนคิดมากอยู่เป็นทุนเดิม ทำให้ลิ้นมันพันกันจนพูดไม่เป็นภาษา
“หึ... ปีหนึ่งสมัยนี้นอกจากจะระเบียบวินัยแย่แล้ว ยังสติหลุดง่ายขนาดนี้เชียวเหรอ” คินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันที่มุมปากทำให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูอันตรายถึงชีวิต “จำไว้ซะนะว่าที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น ถ้าคิดจะอยู่ที่นี่ ต้องรู้จักอยู่ในร่องในรอย ไม่ใช่ทำตัวเป็นภาระให้เพื่อนร่วมรุ่น!”
คำพูดที่เฉียบคมและไร้เยื่อใยนั้นพุ่งเข้าปักอกต้นรักเต็มแรง ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความน้อยเนื้อต่ำใจผสมกับความกดดันทำให้เด็กหนุ่มต้องกัดริมฝีปากล่างเพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำใสไม่ให้ไหลออกมาต่อหน้าคนนับร้อย
คินเห็นอาการเม้มปากแน่นจนหอบหายใจถี่กระชั้นของเด็กตรงหน้า แววตาคู่คมไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างแล่นริ้วเข้ามาในอกอย่างไม่ทันตั้งตัว—เด็กนี่... ตัวเล็กนิดเดียว ผิวขาวจัดจนดูบอบบางราวกับแก้วเจียระไนที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ แค่เขาขู่เข้าหน่อยก็ทำท่าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อแล้ว
“พอแค่นี้สำหรับช่วงเช้า แยกย้ายไปพักได้!”
เสียงประกาศิตของคินดังขึ้นช่วยชีวิตต้นรักไว้ได้ทันท่วงที ท่ามกลางเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกของเหล่าปีหนึ่ง คินหมุนตัวกลับแล้วก้าวเดินจ้ำอ้าวออกจากลานกิจกรรมไปยังมุมอับหลังตึกอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้ต้นรักนั่งค้างอยู่ท่าเดิมด้วยความรู้สึกที่สับสนปะปนกันไปหมด
“ไหวไหมวะไอ้รัก เกือบไปแล้วมึง เกือบโดนพี่รหัสปีสามเชือดคาสนามซะแล้ว” เมฆ เพื่อนสนิทตัวสูงผิวเข้มที่นั่งแถวถัดไปรีบคลานเข่าเข้ามาประคองไหล่เพื่อนรักทันที พร้อมกับส่งยิ้มแห้งๆ ให้กำลังใจ “พี่คินแกก็โหดโคตรๆ แบบนี้แหละวะ ขึ้นชื่อเรื่องความเนี้ยบ ใครก็เอาไม่อยู่”
ต้นรักส่ายหัวเบาๆ พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา มือเรียวยังคงสั่นระริกขณะหยิบขวดน้ำขึ้นมาจิบ “เขา... ดุเกินไปหรือเปล่าเมฆ คนอะไรใจร้ายชะมัด”
“ก็เพราะใจร้ายแบบนี้นี่แหละ ถึงได้ฉายา ‘เจ้าชายน้ำแข็งแห่งวิศวะ’” เสียงทุ้มคุ้นหูของบุคคลที่สามดังแทรกขึ้นเหนือหัว ทำให้ทั้งต้นรักและเมฆต้องเงยหน้าขึ้นมอง
ริน หญิงสาวปีสามดาวคณะในชุดเสื้อช็อปที่ถูกดัดแปลงให้เข้ารูปพอดีตัว ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าต้นรัก รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยเฉี่ยว ดวงตากลมโตมองสำรวจต้นรักตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ระคนสงสัย
“แปลกนะ... ปกติคินไม่เคยสนใจใครเป็นพิเศษในรอบสามปีมานี้เลยด้วยซ้ำ” รินกอดอกพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จงใจให้ได้ยินกันชัดเจน “แต่น้อง... ทำเอาพ่อคุณหัวเสียตั้งแต่สิบนาทีแรกที่ก้าวเข้าลานกิจกรรมได้ ถือว่าฝีมือไม่เบานี่นา เด็กปีหนึ่ง”
ต้นรักขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจในสิ่งที่รุ่นพี่ผู้หญิงคนนี้กำลังสื่อ “ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครหัวเสียหรอกครับรุ่นพี่”
“หึ ระวังตัวไว้เถอะ...” รินโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุก “ของเล่นชิ้นใหม่ชิ้นนี้... คินคงไม่ปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ แน่ และพี่ก็ไม่ชอบให้ใครมาแย่งของที่เคยเป็นของพี่คืนไปเหมือนกัน”
ยังไม่ทันที่ต้นรักจะได้เอ่ยปากถามอะไรกลับไป เงาร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคยก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนซ้อนหลังรินเสียก่อน กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางปะปนกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยเข้าจมูกจนต้นรักต้องผงะถอยหลัง
คินปรายตามองรินด้วยแววตาเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก ก่อนจะหันมาจ้องมองตรงมาที่ต้นรักซึ่งนั่งเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตื่นตระหนกอีกครั้ง
“ตามฉันมาที่ห้องสโมสรนักศึกษา... เดี๋ยวนี้”
คำสั่งสั้นๆ ห้วนๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึก ทำให้บรรยากาศรอบตัวหยุดชะงักลงในทันที ต้นรักเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขณะที่เมฆทำได้เพียงอ้าปากค้างด้วยความคาดไม่ถึง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดประตูเข้าสู่โลกของเด็กวิศวะหัวใจบางคนนี้นะคะ
วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง•ตอนที่ 1
กฎเหล็กของพี่ว้าก
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!