"รินคิดว่าเรื่องของเรา... มันยังพอมีพื้นที่ให้กลับไปแก้ไขได้ไหมคะ"
น้ำเสียงของหญิงสาวในชุดไปรเวทเรียบร้อยดังแทรกเสียงสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาด้านนอกอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ รินยืนขวางทางเดินระหว่างบันไดกับห้องพักเกียร์ด้วยระยะห่างที่ใกล้เกินความจำเป็น แววตาของเธอทอประกายความคาดหวัง ขณะที่ปลายนิ้วเรียวพยายามจะเอื้อมไปแตะแขนเสื้อยืดสีดำสนิทของชายหนุ่ม
คินถอยหลังหลบครึ่งก้าวอย่างสุภาพ แต่ความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างสูงกลับชัดเจนยิ่งกว่าสายลมหนาวที่พัดพาละอองน้ำเข้ามาในตึก รินคืออดีต... คือความทรงจำในช่วงเวลาที่เขาพยายามพิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวเห็นว่าเขาแบกรับความคาดหวังได้ แต่ในเวลานี้ หัวใจของเขากลับถูกรบกวนด้วยรอยยิ้มแป้นแล้นและเสียงบ่นงุบงิบของใครอีกคนที่เพิ่งเดินแยกไปห้องน้ำ
"ผมว่าเราคุยกันชัดเจนแล้วนะริน" คินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ดวงตาคมกริบมองผ่านไหล่บางของอดีตคนคุยไปยังทางเดินที่ว่างเปล่า "บางเรื่อง... ถ้ามันจบไปแล้ว การฝืนเอากลับมาเริ่มใหม่ มันก็มีแต่จะทำให้เจ็บกันทั้งคู่ครับ"
รินกัดริมฝีปากน้อยๆ ความน้อยใจฉายชัดขึ้นบนใบหน้าสวย "เพราะเด็กคนนั้นเหรอคะ... เด็กปีหนึ่งที่ชื่อต้นรักคนนั้น"
ก่อนที่คินจะได้เอ่ยคำปฏิเสธ ร่างเล็กๆ ของคนที่เพิ่งถูกพาดพิงก็วิ่งพรวดพราดถือร่มพับสีชมพูหวานแหววเลี้ยวโค้งมาพอดี ต้นรักชะתักฝีเท้ากึกลงทันทีเมื่อเห็นบรรยากาศตึงเครียดตรงหน้า ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะรีบหลบสายตา ทำท่าจะหมุนตัวเดินกลับทางเดิม
"เอ่อ... คือ ผมขอตัวไปหยิบชีทวิชาแมทก่อนนะครับพี่คิน พอดีลืมไว้บนโต๊ะสมρέส" ต้นรักโกหกคำโต น้ำเสียงตะกุกตะกักจนน่าเอ็นดู ทั้งที่ความจริงเจ้าตัวเพิ่งเดินกลับมาจากตรงนั้นหมาดๆ
"เดี๋ยว" คินเอ่ยเสียงเข้ม ขายยาวก้าวผ่านรินไปอย่างไร้เยื่อใย รวบข้อมือเล็กของเด็กปีหนึ่งเอาไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะทันได้หนีเตลิดไปไหน "จะไปไหน ฝนตกหนักขนาดนี้ มองไม่เห็นหรือไงว่าพื้นมันลื่น"
ต้นรักก้มมองมือใหญ่ที่กุมข้อมือตัวเองไว้ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ไม่ใช่เพราะความกลัวพี่ว้ากหน้าดุคนนี้เหมือนวันแรกๆ ที่เจอ แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นจัดที่ส่งผ่านความร้อนรุ่มเข้ามาในอกต่างหาก ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อโดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศชื้นหรือเพราะความเขินอายกันแน่
รินมองภาพนั้นด้วยแววตาวาบวับก่อนจะยอมถอยทอยเดินเลี่ยงออกไปทางด้านข้างโดยไม่ร่ำลา บรรยากาศรอบตัวจึงเหลือเพียงความเงียบงันที่มีเสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาดังซู่ซ่าเป็นฉากหลัง
คินปล่อยมือจากข้อมือบาง แต่เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายแย่งร่มสีชมพูในมือของต้นรักมาถือไว้เอง ร่างสูงดันไหล่บางให้ขยับเข้ามาหลบใต้ชายคาด้านในที่ปลอดภัยจากละอองฝนมากขึ้น โดยที่ตัวเขายังคงยืนชิดขอบนอกจนไหล่ด้านหนึ่งเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำ
"ยืนซุ่มซ่ามอะไรตรงนี้ ทำไมไม่เข้าไปรอข้างในห้องสโมสร" คินเอ่ยดุเบาๆ แต่แววตาที่มองลงมากลับไม่มีเค้าลางความเกรี้ยวกราดเลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ลึกๆ จนคนมองใจสั่น
"ก็... ก็ผมเห็นพี่กำลังคุยธุระสำคัญอยู่กับรุ่นพี่คนนั้นนี่ครับ" ต้นรักงึมงำตอบเสียงเบา ก้มหน้ามองรองเท้าผ้าใบเปียกชื้นของตัวเอง ปลายจَมูกรั้นรันขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์ลึกๆ ที่ตัวเองก็อธิบายไม่ได้ "อีกอย่าง... ผมไม่อยากไปขัดจังหวะเวลาส่วนตัวของใครหรอกน่า"
คินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นบางเบาอย่างนึกสนุก "หึงเหรอเรา?"
"บ้า! ใครหึง... เพ้อเจ้อใหญ่แล้วพี่คินเนี่ย!" ต้นรักโวยวายเสียงหลง ใบหน้าร้อนผ่าวลามไปถึงใบหู ร่างเล็กขยับตัวถอยหลังหนี แต่พื้นที่ด้านหลังคือเสาปูนปึ้ก ทำให้ไม่มีทางหนีไปไหนได้อีก คินก้าวเข้ามาประชิดตัว ใช้แขนข้างหนึ่งยันเสาปูนไว้ กักร่างของเด็กปีหนึ่งเอาไว้ในวงแขนอย่างจงใจ
ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นฝนจางๆ จากตัวของชายหนุ่มลอยเข้ามาชวนให้สติกระเจิง ต้นรักกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาคมกริบที่กำลังจ้องมองมาลึกซึ้ง ดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความขี้เก๊กหรือความกวนประสาทเหมือนทุกที มีเพียงความจริงจังที่ทำเอาคนถูกมองแทบหยุดหายใจ
"ไม่ได้เพ้อเจ้อ..." คินกระซิบแผ่วเบา เสียงทุ้มต่ำนั้นลอดผ่านเสียงฝนเข้ามาในโสตประสาทอย่างชัดเจน ปลายนิ้วเรียวใหญ่เอื้อมออกไปเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นแนบแก้มเนียนของรุ่นน้องอย่างเบามือที่สุด "พี่ไม่ได้คิดอะไรกับริน... และไม่เคยคิดมานานแล้ว"
ต้นรักนิ่งงัง สมองขาวโพลนไปหมด หัวใจเต้นแรงโครมครามจนดังสะท้อนก้องอยู่ในหู "แล้ว... แล้วทำไมต้องมาบอกผมล่ะครับ"
"เพราะคนเดียวที่พี่อยากให้เข้าใจ..." คินหยุดเว้นจังหวะ ปลายนิ้วเปลี่ยนจากการเกลี่ยผมมาเป็นแตะที่คางมน บังคับให้ดวงตากลมโตสบประสานกับเขาตรงๆ "คือเรา... ต้นรัก"
โลกทั้งใบคล้ายจะหยุดหมุน เสียงฝนที่เคยตกกระหน่ำรอบกายราวกับเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดรดอยู่ใกล้แค่คืบทำให้ต้นรักรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะละลาย สายตาจริงจังคู่นั้นเปิดเปลือยความรู้สึกบางอย่างที่คินพยายามเก็บซ่อนมันมาตลอดหลายสัปดาห์ ความห่วงใยที่เกินกว่ารุ่นพี่รุ่นน้อง ความหวงแหนที่เผลอแสดงออกไปในทุกครั้งที่มีใครเข้าใกล้เด็กคนนี้
ต้นรักเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจพองโตจนคับอก ความรู้สึกอัดอั้นที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อยตลอดการเดินทางร่วมกันตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามหาวิทยาลัยกำลังจะเอ่อล้นออกมา ความอบอุ่นจากตัวพี่ว้ากใจร้ายคนนี้ได้พังทลายกำแพงความกลัวในใจของเขาลงจนหมดสิ้น
"พี่คิน..." ต้นรักกระซิบเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงสั่น ดวงตากลมโตไหวระริกด้วยความตื้นตัน ปลายจมูกรั้นรอนเรณูด้วยความเขินอาย มือเล็กเอื้อมขึ้นกำชายเสื้อของคนตรง3ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว "พี่... หมายความว่ายังไงกันแน่ครับ"
คินโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด จนหน้าผากของทั้งคู่แทบจะชิดติดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนผสานเป็นหนึ่งเดียว ดวงตาคมทอประกายความแน่วแน่ที่พร้อมจะทิ้งทิฐิและกรอบกำแพงทั้งหมดที่มี
"หมายความว่า... พี่ไม่ได้มองเราเป็นแค่รุ่นน้องอีกต่อไปแล้ว" คินเอ่ยเสียงพร่ามัว สายตาดึงดูดจดจ้องอยู่ที่ริมฝีปากบางที่เม้มน้อยๆ อย่างอดใจไม่ไหว "และถ้าพี่จะขออนุญาต... จีบเด็กปีหนึ่งคนนี้แบบจริงจัง..."
ยังไม่ทันที่ประโยคสารภาพรักที่รอคอยจะสิ้นสุดลง เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของคินก็แผดเสียงดังลั่นลายความเงียบขึ้นเสียก่อน หน้าจอแสดงชื่อ "แม่" สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดครึ้มของพายุฝนด้านนอก คินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมฉายแววความตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นเบอร์นั้น ขณะที่ต้นรักที่กำลังเคลิบเคลิ้มถึงกับสะดุ้งสุดตัวและรีบถอยหลังกลับไปตั้งหลักทันทีด้วยความตกใจ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปกับตัวละครของ "ชานมไข่มุกหวานร้อย" นะคะ
วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง•ตอนที่ 10
วันที่ฝนตก
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!