"พี่คิน... ถ้าสิ่งที่พี่กำลังแบกไว้มันหนักเกินไป จะไม่พูดกับต้นรักก็ได้นะคะ แต่หยุดทำเหมือนต้นรักเป็นคนแปลกหน้าแบบนี้ทีเถอะ"
เสียงของต้นรักสั่นเครือ แต่มันกลับไม่ดังพอที่จะทำลายกำแพงความเงียบที่คินสร้างขึ้นมาได้ เขาไม่ได้หันกลับมามองแผ่นหลังเล็กๆ ที่ยืนสั่นอยู่กลางห้องเชียร์ร้าง ร่างสูงใหญ่ในเสื้อช็อปสีเข้มเพียงแค่ขยับไหล่เล็กน้อย ก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นพาดบ่าโดยไม่แม้แต่จะปรายตามามอง
"บางเรื่อง... ถ้ารู้ไปมันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเธอดีขึ้นหรอก ต้นรัก" คินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่มันกลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟังจนเจ็บแปลบ "กลับหอไปซะ พรุ่งนี้มีเรียนเช้าไม่ใช่เหรอ"
คำไล่เลี่ยอย่างเย็นชาทำให้ต้นรักกำหมัดแน่น ความเสียใจพุ่งพล่านจนขอบตาร้อนผ่าว เธออยากจะตะโกนถามว่าเรื่องที่คินปิดบังคืออะไร ทำไมเขาถึงต้องเปลี่ยนไปเหมือนคนละคนในพริบตา แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกไป เสียงฝีเท้าที่ดังกระทบพื้นทางเดินด้านนอกก็ทำให้ทั้งคู่ชะงัก
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยของเมฆ หรือเพื่อนในกลุ่มพี่ว้าก แต่เป็นเสียงรองเท้าส้นสูงที่เคาะจังหวะสม่ำเสมอ... ทรงพลัง และจงใจให้ได้ยิน
"นึกว่าจะหายไปไหน ที่แท้ก็ยังวนเวียนอยู่ในที่ที่เคยมีความทรงจำแย่ๆ อยู่เหมือนเดิมนะ... คิน"
คินแข็งค้างไปทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปครู่หนึ่ง ต้นรักหันไปมองตามสายตาของชายหนุ่ม หญิงสาวร่างเพรียวบางในชุดเดรสสีขาวสะอาดตาเรือนผมยาวสลวยกำลังยืนพิงกรอบประตู ดวงตาคู่สวยคู่นั้นกวาดมองคินด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะเลื่อนสายตามาหยุดที่ใบหน้าใสซื่อของต้นรักด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ดูอันตราย
"สวัสดีค่ะ" หญิงสาวคนนั้นเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงหวานหยด แต่มันกลับทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงจนน่าขนลุก "ฉันรินค่ะ... คนที่คินเขาบอกว่า 'ลืมไปแล้ว' เมื่อสามปีก่อน"
ต้นรักเบิกตากว้าง ความเงียบงันที่เกิดขึ้นช่างยาวนานเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด คินหันกลับไปเผชิญหน้ากับริน แววตาที่เคยนิ่งเฉยของเขาบัดนี้สั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับเขื่อนที่พยายามกั้นน้ำไว้กำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
"เธอมาที่นี่ทำไม ริน" คินถาม เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
รินเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ทั้งคู่อย่างไม่เกรงใจ เธอถือวิสาสะวางมือเรียวบางลงบนไหล่กว้างของคินอย่างถือสิทธิ์ ท่าทางที่เป็นธรรมชาติเกินไปนั้นทำให้หัวใจของต้นรักบีบตัวแน่นจนเจ็บปวด เหมือนมีใครบางคนเอาเข็มมานับพันเล่มมาทิ่มแทงที่กลางอก
"ก็มาดูให้เห็นกับตาไงคะว่า... คนที่ทำลายหัวใจของฉันจนย่อยยับวันนั้น วันนี้มีหน้าตาเป็นยังไงเมื่อต้องมาพยายามเริ่มต้นใหม่กับเด็กน้อยใสซื่อแบบนี้" รินเหลือบมองต้นรักหัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะกลับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคิน "และที่สำคัญ... ฉันมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของฉัน"
"เราจบกันไปนานแล้ว" คินเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามจะปัดมือของรินออก แต่หญิงสาวกลับยึดไหล่เขาไว้แน่น
"เหรอคะ? แล้วที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ใบนั้นล่ะ ยังเก็บรูปของเราไว้หรือเปล่า?" รินหัวเราะแผ่วเบา เสียงหัวเราะที่ฟังดูเศร้าสร้อยแต่เต็มไปด้วยความแค้น
ต้นรักยืนนิ่งเหมือนถูกสาป เธอเห็นมือของคินสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ความทรงจำที่เขาเคยปิดตายกำลังถูกงัดออกมาประจานต่อหน้าคนที่ไม่ควรจะได้รับรู้เรื่องนี้มากที่สุด ความสับสนพุ่งพล่านในหัวของต้นรัก เธอควรร้องไห้? เธอควรเดินหนี? หรือเธอควรจะสู้เพื่อยืนยันสิทธิ์ในฐานะคนที่เขากำลังคบหาอยู่ตอนนี้?
"พี่คิน... ช่วยบอกผมทีว่าเรื่องที่เขาพูดมันไม่จริง" ต้นรักเอ่ยขึ้น น้ำเสียงสั่นเครือแต่ชัดเจนในความรู้สึก
คินหันกลับมามองต้นรัก แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความเจ็บปวดที่ปิดไม่มิด เขาไม่ได้ปฏิเสธ และไม่ได้ยอมรับ สิ่งที่เขาทำมีเพียงการนิ่งเงียบ... ซึ่งนั่นคือคำตอบที่เลวร้ายที่สุดสำหรับต้นรัก
รินมองปฏิกิริยานั้นด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบข้างหูคินโดยไม่แคร์สายตาของคนตรงหน้า
"คินคะ... ความลับที่เธอกลัวที่สุดน่ะ ถ้ามันหลุดออกมาแม้แต่นิดเดียว คนที่เธอพยายามปกป้องอย่างเจ้าเด็กปีหนึ่งนี่แหละ ที่จะพังพินาศเป็นคนแรก"
คินหน้าถอดสีทันที เขาคว้าข้อมือรินแน่นแล้วกระชากให้เดินตามออกไปจากห้องเชียร์โดยไม่หันกลับมามองต้นรักอีกเลย ทิ้งให้เด็กหนุ่มยืนเคว้งคว้างอยู่ในความมืดมิดที่มีเพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆ ของผู้หญิงคนนั้นอบอวลอยู่
ต้นรักทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะล่มสลายลงต่อหน้าต่อตา เสียงของรินยังคงก้องอยู่ในหัว พร้อมกับความจริงที่ว่าคนตรงหน้าเขามีประวัติศาสตร์ที่เขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้ก้าวเข้าไป
เขาก้มลงมองมือตัวเองที่ยังคงสั่นไม่หยุด ก่อนจะตัดสินใจคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเปิดข้อความแชทสุดท้ายที่เมฆเคยเตือนไว้ว่า 'อย่าขุดคุ้ยอดีตของคิน' นิ้วโป้งของเขาชะงักค้างอยู่เหนือปุ่มลบแชทนั้น ก่อนจะเปลี่ยนใจกดเข้าไปดูรูปถ่ายที่ถูกส่งมาในห้องแชทลับของคณะที่เขาเผลอเข้าถึงเมื่อสัปดาห์ก่อน
นั่นไม่ใช่รูปคินกับรินเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นรูปที่พิสูจน์ว่าเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนมีเงื่อนงำบางอย่างที่คินต้องรับผิดชอบ และต้นรักเอง... ก็อาจจะเป็นเพียงเหยื่อคนใหม่ในเกมแก้แค้นที่รินเป็นคนวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น
หัวใจของต้นรักเต้นรัวเหมือนกลองรบ ท่ามกลางความมืดมิดในห้องเชียร์ที่เงียบสนิท เขาตัดสินใจเดินตามทั้งคู่ไปอย่างลืมตัว โดยไม่รู้เลยว่าการก้าวเท้าตามไปในครั้งนี้ จะนำพาเขาไปสู่ความจริงที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องสมุดร้างที่คินกับรินกำลังยืนเผชิญหน้ากัน ต้นรักก็เห็นรินหยิบซองสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้คิน พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้ต้นรักต้องหยุดหายใจ
"เลือกเอาค่ะคิน... จะยอมให้ฉันทำลายทุกอย่างที่คุณสร้างมา หรือจะยอมกลับไปเป็นของฉันเหมือนเดิม... แล้วความลับของน้องชายคุณ จะถูกฝังลึกตลอดกาล"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปกับตัวละครของ "ชานมไข่มุกหวานร้อย" นะคะ
วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง•ตอนที่ 8
การมาของคนในอดีต
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะขี้เก๊กกับเด็กปีหนึ่งใจบาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!