กลิ่นคาวสนิมเหล็กตีทะลุระเหยขึ้นมาจากพื้นศิลาขัดมันของเรือนรับรองบูรพา ผสมปะปนกับกลิ่นหอมเย็นของกำยานไม้กฤษณาที่ถูกจุดไว้กลบเกลื่อนอย่างไร้ผล ร่างไร้ลมหายใจของ 'พ่อบ้านจาง' ข้ารับใช้เก่าแก่สามสัปตวรรษแห่งจวนอ๋อง นอนคว่ำหน้าจมกองโลหิตสีคล้ำ ดวงเบิกโพล่งสะท้อนเงาโคมไฟกระดาษสีชาดที่ไหววูบตามแรงลมราตรี รอบกายของเขาไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีข้าวของกระจัดกระจาย มีเพียงรอยหมึกสีดำสนิทที่ไหลนองจากพู่กันขนหางหมาป่าในมือ ซึ่งถูกจุ่มลึกลงไปในบ่อเลือดของตนเอง วาดเป็นตัวอักษรจีนโบราณคำว่า 'ทรยศ' บิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว
"ตรวจสอบพบอันใดบ้าง..."
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงก้อนน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก อ๋องเฉินเฟิงประทับนั่งนิ่งสนิทอยู่บนเก้าอี้พนักสูงแกะสลักลายพยัคฆ์หมอบ พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองลงไปยังร่างไร้ชีวิตเบื้องล่าง รัศมีกดดันแผ่ซ่านออกมาจากพระองค์จนเหล่าองครักษ์เสื้อแพรต่างก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เซี่ยหว่านอวี่ในอาภรณ์บัณฑิตสีครามเข้มไม่ได้ขยับเขยื้อนหนีกลิ่นคาวเลือดนั้น นางเพียงก้าวเข้าไปใกล้ร่างของพ่อบ้านจางอย่างช้าๆ อาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีลากผ่านพื้นศิลาที่เปรอะเปื้อนคราบโลหิต ปลายพู่กันหยกขาวในมือหมุนวนเบาๆ เป็นจังหวะตามความนึกคิดที่กำลังแล่นฉิวราวสายฟ้า ดวงตากลมโตคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างบนรอยหมึกนั้น
"ท่านอ๋องทรงคิดว่านี่คือร่องรอยของผู้ทรยศที่สำนึกผิดก่อนตายจริงหรือเพคะ" หว่านอวี่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่ทรงพลังพอที่จะดึงสายตาทุกคู่ให้หันมามอง นางย่อกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งอย่างไม่นึกรังเกียจความสกปรก ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนรอยหมึกที่ผสมปนเปกับเลือดบนพื้นเบาๆ "น้ำหมึกนี้... เป็นหมึกแท่งชั้นดีจากเมืองหางโจว เนื้อหมึกมีความหนืดสูงและขึ้นเงาสีเขียวเหลือบเมื่อกระทบแสงเทียน แต่ทว่า... รอยขีดที่ลากลงมาเป็นอักษรคำว่า 'ทรยศ' นี้ กลับมีความลึกและน้ำหนักมือที่ผิดธรรมชาติ"
เฉินเฟิงมิได้ตรัสตอบ ทว่าพระองค์ทรงลุกขึ้นจากเก้าอี้ สาวพระบาทเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังร่างของนาง กลิ่นอายบุรุษอันทรงอำนาจและกลิ่นอายสงครามจางๆ ลอยมาแตะนาสิก หว่านอวี่สัมผัสได้ถึงเงาร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับลงมาบังแสงเทียนจนมิด
"เจ้ากำลังจะบอกอะไร ข้ามิใช่คนโง่ที่จะดูไม่ออกว่านี่คือการจัดฉาก" สุ้มเสียงเยียบเย็นดังอยู่เหนือศีรษะนางเพียงคืบ "แต่คำถามคือ ใครเป็นผู้ลงมือ และมันต้องการสื่อความนัยอันใดถึงข้า"
"หม่อมฉันไม่ได้กำลังบอกว่านี่คือการจัดฉากเพคะ... แต่มันคือ 'ภาพวาด' ต่างหาก" หว่านอวี่เงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมปลาบนั้นอย่างไม่เกรงกลัว แววตาของนางฉายประกายท้าทายและเฉียบคมราวกับคมกระบี่ที่ซ่อนในฝัก "ในฐานะที่อาจารย์เซี่ยผู้นี้ใช้ชีวิตอยู่กับพู่กันและกระดาษมาทั้งชีวิต ย่อมมองออกว่าน้ำหนักการกดปลายพู่กันของคนใกล้ตาย กับแรงกดที่จงใจ 'สร้างภาพ' ให้ดูเหมือนคนใกล้ตายนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง"
นางหยิบกระดาษสาแผ่นเปล่าขึ้นมาแผ่นหนึ่ง สะบัดข้อมืออย่างรวดเร็วและแม่นยำด้วยเทคนิคการวาดภาพแบบก้งปี่ (工笔) ที่เน้นความประณีตบรรจง เพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างจำลองของรอยเลือดและตัวอักษรบนพื้นก็ถูกถ่ายทอดลงบนกระดาษอย่างไม่ผิดเพี้ยน
"ท่านอ๋องโปรดทอดพระเนตรนี่เพคะ..." หว่านอวี่ชูแผ่นกระดาษขึ้นเทียบกับร่องรอยจริง "หากท่านสังเกตดีๆ รอยเลือดที่พุ่งกระเด็นไม่ได้กระจายตัวในมุมสี่สิบห้าองศาตามแรงกระแทกจากด้านหน้า แต่เกิดจากการถูกของมีคมปาดหลอดลมจาก 'ด้านหลัง' อย่างเฉียบขาด ในขณะที่มือขวาของเขาถูกบังคับให้จับพู่กันจุ่มลงในเลือดและลากเส้นหลังจากที่สิ้นใจไปแล้ว... ผู้ที่ลงมือเป็นมือสังหารที่มีความรู้ด้านกายวิภาคและทักษะการวาดภาพระดับปรมาจารย์"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง เฉินเฟิงก้มลงมองใบหน้าของสตรีที่อยู่ใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกโบตั๋นจางๆ จากกายของนาง พระเนตรที่เคยเยชาปรากฏร่องรอยความสนพระทัยวาบผ่านอย่างรวดเร็ว มือหนายื่นออกไปสัมผัสปลายคางมนของนางแผ่วเบา บังคับให้นางต้องเงยหน้าสบตาพระองค์ตรงๆ
"เจ้าช่างกล้าหาญนัก... เซี่ยหว่านอวี่ กล้าใช้จวนของข้าเป็นสนามประลองสติปัญญา และกล้าใช้ศพคนสนิทของข้ามาเป็นแบบฝึกหัดวาดภาพของเจ้าหรือ" ตรัสด้วยน้ำเสียงกระซิบพร่าชิดริมฝีปากนาง ทว่าแววตากลับลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้น
"หม่อมฉันมิได้ลบหลู่ผู้ล่วงลับเพคะ... แต่หม่อมฉันกำลังช่วยท่านอ๋อง 'อ่าน' ภาษาที่มือสังหารผู้นั้นทิ้งไว้ต่างหาก" หว่านอวี่เอี้ยวตัวหลบสัมผัสนั้นอย่างนุ่มนวล แต่ยังคงรักษาท่าทีสง่างาม นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางชี้ไปยังทิศทางของแสงเงาที่สะท้อนบนผนังห้อง "มือสังหารไม่ได้ต้องการทิ้งคำว่า 'ทรยศ' ไว้เพื่อกล่าวหาพ่อบ้านจางหรอกเพคะ... แต่น้ำหนักของหมึกที่หนาแน่นในจุดสุดท้ายของตัวอักษร บ่งบอกว่ามันคือ 'ตำแหน่ง' และ 'ทิศทาง' ของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตายครั้งนี้"
นางเดินนำไปยังผนังห้องด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นจุดที่เงาของคานไม้ทาบทลงมาพอดีเมื่อยามค่ำคืน พู่กันในมือถูกตวัดขึ้นอีกครั้งอย่างมั่นใจ ทว่าในวินาทีที่ปลายพู่กันแตะลงบนผนังไม้และเผยให้เห็นลวดลายที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นสี ลมพายุลูกใหญ่ภายนอกจวนก็พัดโหมกระหน่ำจนบานหน้าต่างไม้แกะสลักกระแทกเปิดออกอย่างแรง!
โคมไฟดวงใหญ่ดับวูบลงเหลือเพียงแสงสว่างจากจันทร์เพ็ญที่สาดส่องเข้ามา ท่ามกลางความมืดสลัวนั้น เสียงฝีเท้าฝ่าสายฝนจำนวนมากนับร้อยชีวิตกำลังเคลื่อนพลเข้ามาปิดล้อมเรือนรับรองบูรพาอย่างแน่นหนา!
ไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกถีบกระเด็นหลุดจากบานพับด้วยแรงมหาศาล ร่างในชุดเกราะทหารองครักษ์หลวงก้าวเข้ามาพร้อมคบเพลิงสว่างจ้า ผู้นำขบวนคือขันทีเฒ่าหน้าขาวผู้กุมอำนาจสูงสุดในวังหลวง เขายกราชโองการสีทองอร่ามขึ้นสูงพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ปรากฏบนริมฝีปากเหี่ยวย่น
"อ๋องเฉินเฟิง... ทรงฝ่าฝืนพระราชบัญชาลับ ก่อกบฏซ่องสุมกำลังพลในจวน มีหลักฐานเป็นศพผู้สมรู้ร่วมคิดและภาพวาดลับทรยศแผ่นดิน!" ขันทีเฒ่ากวาดสายตามองมาที่เซี่ยหว่านอวี่ซึ่งถือพู่กันเปื้อนเลือดอยู่ในมือ รอยยิ้มนั้นยิ่งกว้างขึ้น "จับกุมตัวอาจารย์เซี่ยและท่านอ๋องไปสอบสวนโดยด่วน... ใครขัดขวาง มีโทษประหารสถานเดียว!"
ดอกโบตั๋นพันปีขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ไปด้วยกันนะคะ
หมากกระดานลวงกับพู่กันเลือดมังกร•ตอนที่ 4
หมึกพู่กันที่เปื้อนเลือด
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับพู่กันเลือดมังกร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!