กลิ่นอายของสนิมเหล็กและคราบเลือดแห้งกรังบนพื้นหินศิลาใต้ถุนตำหนักบูรพา ช่างเป็นกลิ่นที่ติดตรึงอยู่ในโสตประสาทของคนเราได้ยาวนานกว่าที่คิดค่ะ ยิ่งเมื่อมันผสมผสานเข้ากับกลิ่นกำยานราคาแพงที่ถูกจุดกลบความคาวเลือด ยิ่งขับเน้นบรรยากาศความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวให้เด่นชัดขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
เซี่ยหว่านอวี่ถูกผลักให้คุกเข่าลงบนพื้นหินเย็นเยียบ ร่างกายที่ถูกพันธนาการด้วยตรวนไม้ไผ่เหลาและเชือกป่านเส้นหนาไม่ได้ทำให้ฮึกเหิมหรือหวาดกลัวเท่ากับเงาร่างสูงสง่าที่ทอดทับลงมาเบื้องหน้า นางเงยหน้าขึ้นช้าๆ เส้นผมสีดำสนิทที่เคยรวบตึงอย่างบุรุษหลุดลุ่ยเคลียคลอข้างแก้มเนียนละเอียด หยาดเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามกรอบหน้า ทว่าดวงตากลับคมกริบดั่งคมมีดซ่อนในฝัก ไม่มีความหวาดหวั่นระคนอยู่แม้แต่น้อย
"อาจารย์เซี่ย... หรือควรเรียกว่า 'คุณเซี่ย' ดีล่ะ?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงหินบดเข้าหากันดังขึ้นจากเบื้องบน อ๋องเฉินเฟิงประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงสลักลายพยัคฆ์คำรณ พระองค์ทรงสวมชุดคลุมไหมปักดิ้นทองลายเมฆมงคล ทว่ารอบพระองค์กลับไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงไอสังหารแผ่ซ่านออกมาจากพระเนตรคู่คมกริบดั่งเหยี่ยวล่าเหยื่อ พระองค์ทรงหมุนแหวนหยกอุ่นสีเลือดบนพระนิ้วช้าๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังนับถอยหลังลมหายใจของคนตรงหน้า
หว่านอวี่ยิ้มเยาะที่มุมปากเล็กน้อย แม้สถานะในตอนนี้จะพลิกผันจาก 'กุนซือผู้เร้นกาย' กลายมาเป็น 'นักโทษกึ่งที่ปรึกษา' ในกรงเล็บของพยัคฆ์ร้ายแห่งแคว้น นางก็ยังคงรักษาท่าทีสงบเยือกเย็นไว้ได้อย่างน่าประหลาด
"ท่านอ๋องทรงมีเวลาว่างมาใส่ใจกับชื่อเรียกของคนต่ำต้อยเช่นหม่อมฉัน ถึงเพียงนี้เชียวหรือเพคะ? เกรงว่าราชกิจบ้านเมืองคงจะว่างงานเกินไปกระมัง" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความเกรงกลัว ราวกับลืมไปเสียสนิทว่าตนกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย
พรึบ!
เพียงพริบตาเดียว ร่างสูงใหญ่ของเฉินเฟิงก็มาปรากฏอยู่เบื้องหน้า พระองค์ยื่นพระหัตถ์หนาเข้าบีบปลายคางมนของนางไว้แน่นด้วยแรงมหาศาล บังคับให้นางเงยขึ้นสบพระพักตร์อย่างจำยอม ปลายนิ้วที่ผ่านการจับกระบี่มาโชกโชนกดลงบนผิวเนื้อนุ่มจนขึ้นรอยแดงจางๆ ความใกล้ชิดนี้ทำให้หว่านอวี่ได้กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นชาผู่อ่อร์เข้มข้นลอยปะทะนาสิก
"สามหาม!" เสียงตวาดต่ำๆ จากองครักษ์เงาที่ยืนคุมเชิงอยู่มุมห้องดังขึ้น พร้อมกับเสียงชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งนิ้ว
ทว่าเฉินเฟิงกลับยกพระหัตถ์ขึ้นห้ามปราม สายตาของแม่ทัพหนุ่มกวาดมองสำรวจใบหน้านวลเนียนที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้คราบหมึกและเครื่องสำอางปลอมๆ มาแรมปี ดวงตาคู่นี้ จมูกโด่งรั้นรั้นนี้ และริมฝีปากที่ยังคงหยิ่งผยองแม้ในยามตกเป็นเชลย... ทุกอย่างประกอบกันเป็นความจริงอันน่าเจ็บใจที่ว่า บุรุษผู้เขียนแผนผังค่ายกลตระกูลเซี่ยจนกองทัพหลวงปั่นป่วนเมื่อสามปีก่อน ที่แท้ก็คือสตรีตัวเล็กๆ นางนี้
"ปากคอเราะร้ายสมคำร่ำลือ..." เฉินเฟิงตรัสด้วยพระสุระเสียงพร่าต่ำ ชิดริมพระ oตpert ใกล้ใบหูของนางจนหว่านอวี่รู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าว "เจ้าทำให้กองทัพของเปิ่นหวางสูญเสียไพร่พลไปไม่น้อย เจ้าคิดว่าความฉลาดเฉลียวเพียงน้อยนิดนี้ จะช่วยให้เจ้ามีชีวิตรอดออกไปจากจวนอ๋องได้รึ?"
"หากหม่อมฉันคิดจะหนีตั้งแต่แรก คงไม่ยอมเดินเข้าจวนของท่านอ๋องด้วยเท้าของตนเองหรอกเพคะ" หว่านอวี่สวนกลับทันควัน นัยน์ตาดอกท้อคู่สวยสบประสานกับนัยน์ตาดุดันอย่างไร้ความหวาดกลัว "ท่านอ๋องทรงกักตัวหม่อมฉันไว้ มิใช่เพราะต้องการกำจัดทิ้งทันทีหรอกหรือเพคะ? แต่เป็นเพราะ... 'เบาะแส' เกี่ยวกับบัญชีลับตระกูลหลี่ ยังอยู่กับหม่อมฉันต่างหากล่ะเพคะ"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องโถงก็ราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา
เฉินเฟิงชะงักไปเล็กน้อย พระเนตรหรี่แคบลง ความมืดมนวาดผ่านพระพักตร์วูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว พระองค์ทรงค่อยๆ คลายมือออกจากคางของนาง ปัดรอยพับบนอาภรณ์ของตนเองราวกับรังเกียจที่จะแตะต้องนางนานเกินไป ทว่าแววตาที่ทอดมองกลับเต็มไปด้วยความท้าทายอันลึกล้ำ
"ฉลาดนัก..." เฉินเฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ "แต่คนฉลาดมักอายุสั้นเสมอ เจ้าอยากเป็นที่ปรึกษาของเปิ่นหวางนักมิใช่หรือ? ได้... เปิ่นหวางจะสนองความต้องการให้"
พระองค์หันไปสั่งการองครักษ์ด้านหลัง "พาตัวนางไปที่ 'เรือนเหมันต์' จัดเตรียมเครื่องเขียนและกระดาษไว้ให้พร้อม อย่าให้ขาดตกบกพร่อง แต่อย่าให้คลาดสายตาแม้แต่ก้าวเดียว หากนางขยับตัวหนีแม้แต่นصفคืบ... ตัดหัวมันเสีย!"
"รับด้วยเกล้า!"
หว่านอวี่ไม่แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อยยามที่องครักษ์ร่างใหญ่เข้ามารั้งแขนให้นางลุกขึ้น นางเพียงแต่ปัดชายเสื้อที่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อยด้วยท่าทีสง่างาม ก่อนจะก้าวเดินออกไปด้วยฝีเท้ามั่นคง ทิ้งสายตาคมปลาบไว้ให้เฉินเฟิงได้ขบคิด
เรือนเหมันต์... ตำหนักร้างท้ายจวนที่ขึ้นชื่อเรื่องความหนาวเหน็บและไร้ผู้คนย่างกราย ที่แห่งนั้นถูกจัดเตรียมไว้สำหรับนางโดยเฉพาะ ประตูไม้แกะสลักลวดลายโบราณถูกปิดสนิทลงพร้อมกับเสียงลงกลอนดังสนั่นหวั่นไหว ขังร่างบางไว้ในความเงียบงันและอ้างว้าง
หว่านอวี่กวาดสายตามองไปรอบห้องที่มีเพียงเตียงไม้แข็งๆ โต๊ะหนังสือตัวหนึ่ง และคราบน้ำค้างที่เกาะตามหน้าต่างกระดาษสา นางถอนหายใจออกมาเบื้องหน้าโต๊ะทำงาน ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ สายตากลับเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติบนพื้นไม้กระดาน รอยเท้าเปียกชื้นรอยหนึ่ง... ประทับอยู่ใกล้กับมุมห้อง ทั้งที่ประตูและหน้าต่างถูกลงกลอนสนิทจากภายนอก และไม่มีทางที่ผู้ใดจะเข้ามาได้ก่อนที่นางจะก้าวเท้าเข้ามาในห้องนี้!
หัวใจของนางกระตุกวูบ ทันใดนั้นเอง ประตูห้องนอนด้านในก็เปิดผางออกอย่างแรง พร้อมกับเงาร่างของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ที่สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากนั้น!
"ยินดีต้อนรับสู่กรงของท่านอ๋อง... คุณหนูเซี่ย" เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับปลายกระบี่คมกริบที่จ่อเข้าที่ลำคอขาวผ่องของนางในระยะประชิด!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่หมากกระดานอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
หมากกระดานลวงกับพู่กันเลือดมังกร•ตอนที่ 2
รอยเท้าในจวนอ๋อง
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับพู่กันเลือดมังกร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!