กลิ่นหมึกชาดชั้นดีผสมกับคาวโลหิตจางๆ ลอยอวลอยู่ในห้องหนังสือทึบแสงของโรงเตี๊ยมจันทราคารวะ เซี่ยหว่านอวี่ขบกรามแน่นจนสันกรามเรียวขึ้นเป็นรอยนูน ปลายพู่กันขนหมาป่าในมือของนางยังคงสั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะน้ำหนักของภาพวาดบนโต๊ะที่เพิ่งจรดเส้นสุดท้ายลงไป ภาพนั้นมิใช่ทิวทัศน์หรือพฤกษาชาติอันใด หากแต่เป็นแผนผังค่ายกลทหารรักษาพระองค์ของราชสำนักที่ถูกซ่อนเร้นไว้ใต้ภาพ ‘เหมันต์เริงمังกร’ อย่างแนบเนียน
ทว่า… งานชิ้นนี้ว่าจ้างโดยบุคคลปริศนาที่อ้างตัวว่าเป็นพ่อค้ามั่งคั่ง นางเพียงต้องการเงินสามร้อยตำลึงทองเพื่อไปไถ่ถอนป้ายวิญญาณของมารดาที่โรงจำนำตระกูลซ่ง แต่วินาทีนี้ นางกลับรู้ตัวว่ากำลังเหยียบย่างอยู่บนปากเหวแห่งความตาย
“ฝีมือการวาดเส้นกระดูกเหล็กเช่นนี้ สมกับที่เป็นชื่อเสียงของ ‘อาจารย์เซี่ย’ ผู้เร้นกาย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังม่านมุก เซี่ยหว่านอวี่สะท้านเฮือก นางดีดตัวลุกขึ้นยืน ร่างระหงในชุดบุรุษผ้าแพรสีเทาเข้มถอยกรูดจนสะโพกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะไม้จันทน์ พู่กันในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้น พรมขนสัตว์ซับเสียงไว้จนเงียบกริบ แต่หัวใจของนางกลับเต้นรัวรากลองศึก
ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมยาวปักลายพยัคฆ์ทมิฬก้าวออกมาจากเงา ม่านมุกสีนิลไหวระยับตามจังหวะการเคลื่อนไหว แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องกระทบใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหินหยกขาว ไร้รอยยิ้ม ไร้ความอบอุ่น ทว่าดวงตาดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกลับกวาดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
อ๋องเฉินเฟิง!
แม่ทัพผู้กุมอำนาจกองกำลังลับบูรพา ผู้ที่ฮ่องเต้ยังทรงเกรงพระทัย และเป็นคนที่นางสาบานไว้แล้วว่าจะไม่มีวันเข้าใกล้เด็ดขาด เหตุใดเขาจึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ในรังโจรค้าความลับแห่งนี้เล่า
“ท่านอ๋อง…” เซี่ยหว่านอวี่ฝืนกดเสียงให้ต่ำและแหบพร่าเพื่อรักษาการปลอมตัวเป็นบุรุษ “ข้า… ข้าเป็นเพียงช่างเขียนภาพเร่ร่อน ไม่ทราบว่าท่านอ๋องเสด็จมาด้วยเหตุอันใด หรือภาพวาดนี้มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพร้อมแก้ไขให้ทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินเฟิงไม่ตอบ เขาเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ กลิ่นอายความกดดันระดับสูงแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวคล้ายจะเบาบางลง มือหนายื่นออกไปหยิบแผ่นกระดาษวาดภาพขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ สายตาคมกริบกวาดมองรายละเอียดของค่ายกลทหารที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ไปไม่ถึงดวงตา
“อาจารย์เซี่ยช่างถ่อมตัวเกินไปแล้ว” เฉินเฟิงกล่าว น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราคมมีดโกน “ค่ายกลค่ายนี้ แม้แต่รองแม่ทัพฝ่ายซ้ายยังต้องใช้เวลาศึกษาแรมเดือน เหตุใดเจ้าเพียงชำเลืองมองแผนที่ลับชั่วเค่อเดียว จึงสามารถถ่ายทอดเส้นสายการจัดทัพของกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงออกมาได้ราวกับไปยืนอยู่กลางสนามรบด้วยตนเองเล่า”
เซี่ยหว่านอวี่รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่ไต่ขึ้นตามสันหลัง นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ สติปัญญาและความเยือกเย็นคือเกราะคุ้ม1เดียวในยามนี้
“ท่านอ๋องทรงล้อเล่นแล้ว ข้าเพียงแต่… ได้ยินเรื่องเล่าขานจากเหล่านายทหารที่แวะเวียนมาดื่มสุราในโรงเตี๊ยม นำมาปะติดปะต่อกันจนเป็นภาพนี้ขึ้นมา เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของลูกค้าผู้ว่าจ้างเท่านั้น หาได้มีความรู้เรื่องการทหารอันใดไม่” นางเงยหน้าสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง แม้ริมฝีปากจะแห้งผากก็ตาม
เฉินเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาขยับเข้าไปใกล้เสียจนเซี่ยหว่านอวี่ได้กลิ่นอายสงครามและจันทร์เพ็ญเจือจางจากตัวเขา ร่างสูงใหญ่ก้มลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มพร่าใกล้ชิดจนน่าขนลุก
“โกหกไม่เนียนเลยนะ… คุณเซี่ย”
หัวใจของเซี่ยหว่านอวี่กระตุกวูบ คำว่า ‘คุณเซี่ย’ ที่เขาจงใจเน้นเสียง ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบในพริบตา เขารู้ตัวจริงของนางแล้ว! เขาไม่ได้มาจับนางในฐานะช่างเขียนภาพรับจ้าง แต่เขาจับนางได้คาหนังคาเขาในฐานะ ‘สายลับ’ หรือผู้มีส่วนพัวพันกับกบฏ
“ท่านอ๋องหมายความว่ากระ…!”
“จับตัวนาง!” เฉินเฟิงสะบัดชายเสื้อสั่งการเสียงกร้าว ทหารองครักษ์เงาทั้งสี่นายพุ่งพรวดเข้ามาจากหน้าต่างและประตูราวกับภูตผี เซี่ยหว่านอวี่ไม่รอให้ใครมาแตะต้องตัว นางคว้าแท่น3หมึกหยกเนื้อดีบนโต๊ะปัดใส่หน้าคนที่พุ่งเข้ามาคนแรก แล้วหมุนตัวสาดผงชาดสีแดงสดเข้าใส่ดวงตาขององครักษ์คนที่สองจนอีกฝ่ายร้องลั่นด้วยความแสบ
นางอาศัยจังหวะชุลมุนพุ่งตัวไปยังหน้าต่างด้านหลังหวังจะกระโดดหนีเอาชีวิตรอด ทว่าเร็วกว่าก้าวเดียว มือแกร่งดั่งคีมเหล็กของเฉินเฟิงก็คว้าเข้าที่ต้นแขนของนางกระชากกลับมาอย่างแรง แรงเหวี่ยงมหาศาลทำให้ร่างของเซี่ยหว่านอวี่กระแทกเข้ากับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง พู่กันและป้ายหยกประจำตัวร่วงหล่นลงกับพื้นกระจาย
“คิดจะหนีไปไหน หืม?” เฉินเฟิงกดร่างบางไว้กับกำแพง มือข้างหนึ่งตรึงข้อมือนางไขว้หลังไว้แน่น ขณะที่มืออีกข้างเชยคางมนของนางขึ้นบังคับให้สบตา
ดวงตาของเขาลึกล้ำดึงดูดราวกับหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินวิญญาณ ขณะที่ดวงตาของเซี่ยหว่านอวี่ลุกโชนด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดระแวงระคนกัน
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นก้องกังวานจากด้านนอกโรงเตี๊ยม พร้อมกับเสียงตะโกนก้องขององครักษ์หน้าประตู
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังของสำนักตรวจสอบมาถึงแล้ว พวกมันล้อมโรงเตี๊ยมไว้หมดทุกด้าน!”
เฉินเฟิงชะงักไปเล็กน้อย แต่แววตาหาได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขาก้มลงมองสตรีในอ้อมแขนที่กำลังหายใจหอบกระชั้น หน้าอกอิ่มกระเพื่อมไหวตามแรงอารมณ์ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น
“ดูท่าทาง… เจ้าจะพัวพันกับเรื่องใหญ่กว่าที่คิดเสียแล้วนะ แม่นางเซี่ย” เฉินเฟิงกระซิบชิดริมหางคิ้วของนาง “ถ้าไม่อยากให้หัวหลุดจากบ่าในคืนนี้ จงบอกความจริงข้ามา… ใครเป็นคนสั่งให้เจ้าวาดภาพแผนผังค่ายกลนี้”
เซี่ยหว่านอวี่เม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด นางรู้ดีว่าหากบอกความจริง ชีวิตของนางและน้องสาวที่ซ่อนตัวอยู่คงไม่รอด แต่หากไม่บอก… เฉินเฟิงก็คงไม่ปล่อยให้นางมีลมหายใจเดินออกจากห้องนี้เช่นกัน
ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทุกที เฉินเฟิงกลับไม่รอคำตอบ เขาคว้าถ้วยชาอุ่นที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา มือหนายกจ่อริมฝีปากของนาง บังคับให้เซี่ยหว่านอวี่ต้องอ้าปากรับน้ำชาอุ่นรสชาติขมปร่าผสมกลิ่นสมุนไพรบางอย่างลงคอไปโดยไม่ทันตั้งตัว
“ท่าน… ท่านให้ข้าดื่มอะไรลงไป!” นางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“ยาพิษไร้ชื่อ หากไม่มีวิชาถอนพิษจากมือข้าภายในเจ็ดวัน ร่างกายของเจ้าจะแหลกสลายกลายเป็นจุล” เฉินเฟิงวางถ้วยชาเปล่าลงบนโต๊ะด้วยท่าทางสบายๆ ก่อนจะโน้มใบหน้ากระซิบถ้อยคำที่ทำให้หัวใจของนางหยุดเต้น
“ตอนนี้ ชะตากรรมของเจ้า… อยู่ในกำมือของข้าแต่เพียงผู้เดียวแล้ว หว่านอวี่”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่หมากกระดานอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
หมากกระดานลวงกับพู่กันเลือดมังกร•ตอนที่ 1
ภาพวาดสีชาด
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับพู่กันเลือดมังกร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!