เสียงแฟ้มเอกสารกระแทกลงบนโต๊ะกระจกใสเสียงดังสนั่น สะท้อนก้องห้องทำงานเพดานสูงลิ่วที่เงียบเชียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน อาคเนย์ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบสีเทาเข้มตวัดมองคนตรงหน้าด้วยความหงุดหงิดระคนระอาใจ ทว่าในอกข้างซ้ายกลับเต้นผิดจังหวะอย่างไร้เหตุผล—เป็นอีกครั้งที่เขาต้องพ่ายแพ้ให้กับความดื้อรั้นของโอเมก้าตัวเล็กปากเก่งคนนี้
"คุณทำบ้าอะไรลงไป คริษฐ์"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความเย็นชา แต่มันกลับสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างที่เจ้าตัวไม่มีทางยอมรับ
คนถูกต่อว่าไม่ได้สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย คริษฐ์กอดอกเชิดหน้าขึ้น นัยน์ตากลมโตฉายแววท้าทายจนน่าหมั่นไส้ เส้นผมสีน้ำเข้มยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำร่วมกันมาตลอดสัปดาห์ เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นข้อมือเรียวระหงที่ติดสติกเกอร์กันกลิ่นฟีโรโมนจางๆ กลิ่นวานิลลาผสมชาเขียวที่เล็ดลอดออกมาเบาบาง ทำให้อัลฟ่าหนุ่มต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ
"ผมก็แค่แก้ไขงานในส่วนที่คุณมองไม่เห็นค่ะ ท่านประธานผู้แสนวิเศษ" คริษฐ์เน้นเสียงประชดประชันอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจมืด "ถ้ามัวแต่รอให้คุณอนุมัติทีละสเต็ป โปรเจกต์นี้คงได้พังคามือตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม"
"คุณ..." อาคเนย์กัดฟันกรอด สันกรามคมขึ้นรูปนูนชัดด้วยความขัดเขินที่ถูกขัดใจ เขายื่นมือออกไปหมายจะคว้าข้อมือเล็กนั่นมาดัดนิสัยสักที แต่พอเห็นรอยคล้ำใต้ตาของอีกฝ่ายชัดเจนขึ้นในระยะประชิด ความตั้งใจที่จะดุว่าก็พลันมลายหายไปสิ้น
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา คริษฐ์ทุ่มเทให้กับงานออกแบบจนแทบไม่ได้นอน อาคเนย์เฝ้ามองผ่านกระจกใสกั้นระหว่างห้องทำงานมาตลอด เขาเห็นโอเมก้าตัวแสบหัวเสียใส่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เห็นจังหวะที่เจ้าตัวขยี้หัวตัวเองด้วยความหงุดหงิด และที่สำคัญ... เขาแอบเห็นรอยยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจเมื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำเร็จ รอยยิ้มที่ไม่ได้มีไว้ประชดประชันใคร รอยยิ้มที่สดใสจนทำให้หัวใจเย็นชาของอัลฟ่าเลือดร้อนอย่างเขาพลอยกระตุกวูบอย่างประหลาด
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ... ที่เขารู้สึกว่าความดื้อรั้นพวกนี้มันไม่ได้น่ารำคาญอีกต่อไป กลับกัน มันกลายเป็นความน่าเอ็นดูที่เขาอยากจะเก็บไว้มองคนเดียวเสียด้วยซ้ำ
"มองอะไรคะ หน้าผมมีกาวตราช้างติดอยู่หรือไง" คริษฐ์เลิกคิ้วถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปนานผิดปกติ แถมยังจ้องมองมาด้วยสายตาหวานเชื่อมแปลกๆ จนเขาต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
"เปล่า..." อาคเนย์เสมองไปทางอื่น ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงจางๆ อย่างเนียนที่สุด แต่มีหรือที่คนช่างสังเกตอย่างคริษฐ์จะพลาด "แค่กำลังคิดว่า... ปากเก่งแบบนี้ ถ้าจับมัดรวมแล้วโยนออกนอกตึก จะยังกล้าเถียงผมอยู่อีกไหม"
"หึ ฝันไปเถอะค่ะ" คริษฐ์ยิ้มเยาะ หมุนตัวจะเดินกลับไปหยิบแท็บเล็ตที่โต๊ะทำงานของตัวเอง แต่ทว่า...
พรึ่บ!
เพราะความอ่อนเพลียที่สะสมมานาน และการยืนนานเกินไป ทำให้จังหวะที่ก้าวขา โลกทั้งใบก็หมุนเคว้งคว้าง ร่างโปร่งเซถลาไปด้านข้างอย่างควบคุมไม่ได้ คริษฐ์หลับตาปี๋เตรียมรับความเจ็บจากการกระแทกพื้น
แต่อ้อมแขนแข็งแกร่งกลับคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันในเสี้ยววินาที อาคเนย์พุ่งตัวเข้ามาคว้าตัวเขาเข้าสู่อ้อมอกกว้างได้อย่างเฉียดฉิว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากร่างกายของกันและกัน
ห้องทำงานทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหัวใจของสองคนที่เต้นรัวเร็วแข่งกัน
คริษฐ์ลืมตาขึ้นช้าๆ เผชิญหน้ากับดวงตาคู่คมที่มองลงมาด้วยความตกใจระคนห่วงใยอย่างปิดไม่มิด ระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นฟีโรโมนประจำตัวของอัลฟ่าหนุ่ม—กลิ่นไม้สนซีดาร์ปนเปปเปอร์มินต์ที่ปกติจะเยือกเย็นและดุดัน ยามนี้กลับอ่อนโยนและโอบล้อมเขาไว้ราวกับต้องการปกป้อง
"ซุ่มซ่าม" อาคเนย์เอ็ดเบาๆ แต่เสียงนั้นไม่มีแววตำหนิเลยสักนิด มือหนายังคงประคองเอวบางไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือแล้วคนตรงหน้าจะสลายหายไป
"ปล่อยเลยนะ..." คริษฐ์พึมพำ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดลามไปถึงใบหู หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความใกล้ชิดนี้ทำเอาสติที่เคยมีกระเจิดกระเจิงไปหมด "ผมยืนเองได้"
"ดื้อไม่เลิก" อาคเนย์ถอนหายใจยาว ยอมคลายอ้อมแขนออกอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่สายตายังคงพินิจพิเคราะห์ใบหน้าหวานที่ขึ้นสีระเรื่ออย่างพึงพอใจ "ถ้าเป็นลมไปจริงๆ งานที่คุณทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่า... รู้ตัวไหมว่าหน้าซีดขนาดไหน"
"เรื่องของผมค่ะ" คริษฐ์เบี่ยงสายตาหลบความอบอุ่นในแววตานั้น หัวใจเต้นระรัวจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน "ขอบคุณที่รับไว้... งั้นผมขอตัวไปทำงานต่อ..."
หมับ!
ยังไม่ทันที่คริษฐ์จะก้าวหนี อาคเนย์ก็คว้าข้อมือเรียวเอาไว้เบาๆ ไม่ได้ออกแรงรั้งให้เจ็บ แต่เป็นการดึงให้หันกลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง นิ้วเรียวยาวของอัลฟ่าหนุ่มเอื้อมขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากมนออกให้อย่างเบามือ สัมผัสนั้นแผ่วเบาและทะนุถนอมจนคนถูกกระทำถึงกับยืนแข็งทื่อ สมองประมวลผลไม่ทัน
"พอได้แล้ว วันนี้พอแค่นี้" อาคเนย์สั่งเสียงทุ้ม นัยน์ตาสื่อความหมายลึกซึ้งที่คริษฐ์ไม่เคยเห็นมาก่อน "กลับไปพักผ่อนซะ คริษฐ์... ผมไม่ได้อนุญาตให้คุณตายคาออฟฟิศผมนะ"
คำพูดขวานผ่าซากแต่แฝงความห่วงใยแบบนั้นทำเอาคริษฐ์เม้มริมฝีปากแน่น เถียงไม่ออก บอกไม่ถูก ทำได้เพียงพยักหน้ารับเบาๆ อย่างจำยอม
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่กำลังก่อตัวเป็นความอบอุ่นบางเบาที่ชวนให้ใจเต้นแรง อาคเนย์โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จังหวะลมหายใจรดรินกันจนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปากของท่านประธานผู้ขึ้นชื่อว่าเย็นชาที่สุดในย่านธุรกิจ—เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนจนคริษฐ์เผลอใจเต้นตักตวงความรู้สึกนั้นไว้โดยไม่รู้ตัว
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความหวานซึ้งในเสี้ยววินาที ก่อนที่บานประตูห้องทำงานจะถูกผลักเปิดออกอย่างถือวิสาสะ
"อาคเนย์คะ นينซ... อุ๊ย! ขอโทษค่ะ แย่จริง ฉันเข้ามาผิดจังหวะหรือเปล่าคะเนี่ย"
เสียงหวานใสของหญิงสาวผู้มาใหม่ดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงของคู่หมั้นสาวไฮโซที่ก้าวเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มกว้าง คริษฐ์สะดุ้งสุดตัว รีบผละออกจากอ้อมกอดของอาคเนย์ทันทีราวกับโดนไฟลวก ใบหน้าที่กำลังขึ้นสีแดงเพราะความเขินอายเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงในพริบตาเมื่อสบเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของบุคคลที่สาม
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกดีๆ ด้วยกันนะคะ
พันธะร้ายร่ายรักพิทักษ์ใจนายซึึน•ตอนที่ 22
วันที่เธอยิ้ม
ผลงานโดย กระต่ายพระจันทร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระต่ายพระจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะร้ายร่ายรักพิทักษ์ใจนายซึึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!