“ถ้าคุณคิดจะลาป่วยเพราะแค่อยากหนีหน้าผม บอกไว้ก่อนเลยว่า... มันไม่ได้ผลหรอกครับ รินรดา”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดระคนร้อนรนดังขึ้นทันทีที่บานประตูห้องพักส่วนตัวถูกผลักให้เปิดออกโดยไม่ต้องได้รับอนุญาต ธีรดนย์ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีคุกคาม ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องสี่เหลี่ยมขนาดกะทัดรัดก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบางซึ่งนอนซมอยู่บนโซฟา ตัวเลขบนปรอทวัดไข้เมื่อครู่ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขา—สามสิบแปดองศาเซลเซียส—ตัวเลขที่ทำให้ท่านประธานหนุ่มผู้สุขุมนิ่งสนิทแทบคลั่ง
รินรดาพยายามยันกายลุกขึ้นจากหมอน ใบหน้าที่เคยสดใสกลับซีดเซียวจนน่าใจหาย ริมฝีปากแห้งผากขยับยิ้มเยาะทั้งที่หายใจแทบไม่ทัน เธอปรายตามองผู้บุกรุกที่ไม่ยอมเคาะประตูก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่วาจาคมกริบไม่เปลี่ยน
“ท่านประธาน... รู้จักคำว่า ‘ความเป็นส่วนตัว’ ไหมคะ หรือว่าสมองระดับบริหารจะประมวลผลคำนี้ไม่ทัน”
“ปากดีได้ขนาดนี้ แสดงว่ายังไม่ตายสินะครับ”
ธีรดนย์ขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นมา เขาก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดโซฟา ร่างสูงใหญ่ทาบทับลงมาจนพื้นที่ในห้องแคบลงถนัดตา มือหนายื่นไปคว้าข้อมือเล็กที่พยายามจะปัดป้องแต่ไร้เรี่ยวแรง แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่มันเด็ดขาดพอที่จะตรึงเธอให้อยู่กับที่ ดวงตาคู่คมจ้องมองรอยคล้ำใต้ดวงตาของเธอด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเกรี้ยวกราด “ไข้ขึ้นสูงขนาดนี้ ยังมีอารมณ์มาประชดผมอีกเหรอครับ คุณนี่มัน... ดื้อด้านไม่มีใครเกิน”
“ฉันจะป่วยหรือจะตาย มันก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้บัญชีบริษัทของคุณนี่คะ... ปล่อยค่ะ ฉันจะนอน” รินรดาเบือนหน้าหนี ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดต้นคอของเขาทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะ เธอยอมรับว่าในสถานการณ์ที่อ่อนแอแบบนี้ การเผชิญหน้ากับผู้ชายคนนี้มันอันตรายเกินไป
“ไม่เดือดร้อนงั้นเหรอ!” ธีรดนย์ขึ้นเสียงใส่ด้วยความเหลืออด เขากระชากเสียงต่ำจนคนฟังต้องสะดุ้ง “คุณเป็นเลขาฯ ผม งานบนโต๊ะกองเป็นภูเขา ลูกค้าโปรเจกต์ใหญ่กำลังจะเข้าวันจันทร์นี้ ถ้าคุณเป็นอะไรไปแล้วใครจะจัดการ! คิดว่าตัวเองสำคัญกับบริษัทมากจนขาดไม่ได้รึไง ถึงได้กล้าทิ้งงานมานอนโทรมแบบนี้!”
คำพูดที่พ่นออกมามันช่างขัดแย้งกับแววตาไหวระริกที่สะท้อนอยู่ในความมืดมิดของนัยน์ตาคู่คมนั้นเหลือเกิน รินรดาหันขวับกลับมาสบตาเขา แววตาดื้อรั้นฉายชัดประกายความเจ็บใจ เธอกัดริมฝีปากที่แห้งแตกจนห่อเลือด ก่อนจะเค้นหัวเราะออกมาเบาๆ
“นั่นสินะคะ... ฉันมันก็เป็นแค่เครื่องมือทำเงินราคาแพงของคุณนี่นา ท่านประธานถึงได้เดือดร้อนนักถ้าเครื่องมือชิ้นนี้จะพังคามือ... งั้นก็เชิญกลับไปเถอะค่ะ ฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก พรุ่งนี้จะลากสังขารไปนั่งหน้าคอมฯ ให้คุณใช้งานต่อแน่ๆ สบายใจได้หรือยังล่ะคะ?”
ความประชดประชันที่พรั่งพรูออกมาทำให้ธีรดนย์ถึงกับลมออกหู เขากำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン ความโกรธที่ผสมปนเปไปกับความห่วงใยจนแทบเป็นบ้าทำให้เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ ร่างสูงทิ้งตัวคุกเข่าลงข้างโซฟา มือหนาเอื้อมไปแตะหน้าผากมนที่ร้อนฉ่าอย่างถือวิสาสะ
“นี่คุณ! ทำบ้าอะไรเนี่ย...” รินรดาตกใจพยายามปัดมือเขาออก แต่ธีรดนย์กลับรวบมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นไปกดไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างเลื่อนลงมาประคองลำคอระหงและแนบฝ่ามืออุ่นจัดลงบนแก้มนวลเนียนเพื่อวัดอุณหภูมิอย่างจริงจัง
ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันตาเห็น กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกับน้ำหอมผู้ชายราคาแพงลอยเข้าจมูกจนรินรดาเผลอกลั้นหายใจ ดวงตาคมกริบของเขาที่มองตรงลงมาเต็มไปด้วยความดุร้ายและ... ความอาทรที่ล้นปรี่จนปิดไม่มิด
“ตัวร้อนจี๋ขนาดนี้... ยังจะกล้าปากเก่งอีกเหรอครับรินรดา” เสียงของเขาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่ใกล้ขมับชื้นเหงื่อของเธอ “ทำไมถึงไม่รู้จักดูแลตัวเอง หื้ม? ปล่อยให้ไข้ขึ้นสูงขนาดนี้ได้ยังไง ถ้าผมไม่มา... คุณคงนอนเพ้อตายคาห้องนี้ไปแล้วมั้ง”
“ถ้าฉันตาย... คุณก็แค่หาเลขาใหม่ที่ทำงานเก่งและเชื่อฟังมากกว่าฉันได้ง่ายๆ นี่คะ” เธอกระซิบตอบเสียงสั่น ความรู้สึกน้อยใจพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล น้ำตาคลอหน่วยที่หน่วยตาคู่สวยแต่พยายามกลั้นไว้สุดชีวิต “จะมาสนใจไยดีฉันทำไม... ในเมื่อคุณก็แคร์แค่ผลประโยชน์ของบริษัท”
“ใครบอกว่าผมแคร์แค่บริษัท...”
ธีรดนย์พึมพำเสียงแผ่วเบา ดวงตาคู่คมจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาคู่สวยที่สั่นระริก ปากหนาเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาคนฟังหัวใจหยุดเต้น “ถ้าผมแคร์แค่บริษัท... ผมคงสั่งให้คนอื่นมาดูคุณแล้วครับ ไม่ใช่ขับรถฝ่าฝนมาถึงที่นี่ด้วยตัวเองแบบนี้... ยัยตัวแสบ”
รินรดาเบิกตากว้าง สมองประมวลผลคำพูดนั้นไม่ทัน หัวใจเต้นโครمครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความซึนเดเระที่เคยคิดว่ารู้จักดี กลับถูกทลายลงด้วยแววตาจริงจังที่เปิดเผยความรู้สึกออกมาจนหมดเปลือก
“คุณ... หมายความว่า...”
“ไม่ต้องมาทำเป็นฉลาดตอนนี้เลยครับ” ธีรดนย์รีบตัดบทแก้เก้อ ใบหน้าคมคายขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยความเขินอายที่ถูกจับไต๋ได้ เขาขยับตัวถอยห่างออกมาเล็กน้อยแต่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากการกุมข้ามข้อมือเธอ “กินยาซะ แล้วก็นอนพักผ่อนซะดีๆ ถ้าพรุ่งนี้ยังดื้อดึงไปทำงานอีก ผมจะจับคุณขังไว้ในห้องทำงานส่วนตัวแล้วติดป้ายห้ามเข้าตลอดกาลแน่”
รินรดายกยิ้มมุมปาก ความอ่อนแอเมื่อครู่อันตรธานหายไป เหลือเพียงความเจ้าเล่ห์ที่ฉายชัดในแววตา เธอยันกายขึ้นพิงพนักโซฟา เอียงคอมองท่านประธานปากแข็งด้วยรอยยิ้มเย้าหยอก
“ขู่เก่งจังนะคะ... กลัวฉันตายคาบริษัท หรือว่ากลัวจะไม่มีคนให้แกล้งกันแน่ล่ะคะ ท่านประธาน”
“รินรดา!” ธีรดนย์ขึ้นเสียงอย่างขัดเขิน ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นมาทันทีเมื่อถูกย้อนถามเข้าเป้า “คุณนี่มัน... ปากดีไม่เคยเปลี่ยน แม้แต่ตอนป่วยใกล้ตายก็ยังหาเรื่องกวนประสาทผมได้สินะ”
“ก็คนมันสุขภาพจิตดีค่ะ ถึงป่วยแต่ปากก็ยังสู้คนได้” เธอหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี ความเจ็บป่วยเมื่อครู่เหมือนถูกปัดเป่าหายไปด้วยการปะทะฝีปากกับคนตรงหน้า
ธีรดนย์มองรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก หัวใจที่เคยแข็งกระด้างกลับอ่อนยวบยาบลงอย่างน่าประหลาด เขาถอนหายใจยาวเหยียด ยอมรับกับตัวเองในใจว่าต่อให้เธอจะพยศแค่ไหน เขาก็ไม่มีวันปล่อยมือจากผู้หญิงคนนี้เด็ดขาด
ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นและอบอวลไปด้วยเคมีที่ชวนให้ใจเต้นแรง เสียงกริ่งหน้าห้องพักก็ดังขึ้นแทรกบรรยากาศขึ้นมาอย่างกะทันหัน!
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* ตามด้วยเสียงเคาะประตูหนักๆ และเสียงตะโกนเรียกที่ทำให้ทั้งสองคนต้องหันขวับไปมอง
“คุณรินรดาครับ! เปิดประตูให้ผมหน่อยครับ ผมเอาข้าวต้มกับยามาให้ตามที่สั่งแล้วครับ!”
เสียงทุ้มของ ‘ภาคิน’ รองประธานฝ่ายการตลาด และเป็นศัตรูหัวใจคนสำคัญของธีรดนย์ดังทะลุบานประตูเข้ามาอย่างชัดเจน!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมฟินไปกับความซึนของท่านประธานด้วยกันนะครับ!
เจ้านายครับ...อย่าหาว่าผมร้าย•ตอนที่ 9
คำด่าที่แฝงความห่วงใย
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ...อย่าหาว่าผมร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!