กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษสมุดบัญชีเก่าแก่คละคลุ้งไปทั่วห้องหนังสือลับใต้ดิน ตะเกียงสำริดหล่อรูปหงส์ส่งแสงวับแวมขับเน้นใบหน้ายับย่นราวผลทับทิมแห้งของเสนาบดีกรมคลัง ‘สุน’ ผู้กำลังใช้มือสั่นเทาหยาดเหงื่อกาฬไหลท่วมกรอบหน้า ปากกาพู่กันในมือของเขาแทบจะถือไว้ไม่อยู่ เมื่อเบื้องหน้าของเขามีร่างระหงในอาภรณ์ปักลายเบญจมาศสีม่วงเข้มยืนสงบนิ่งดั่งรูปสลักหยก หลิวหยางเฟยไม่ได้กล่าววาจาใดๆ สักคำ นางเพียงแต่ปรายตามองตัวเลขยอดงบประมาณการขุดลอกคูคลองหลวงที่ถูกปัดเศษจนเกินจริงไปหลายแสนตำลึงทองด้วยแววตาราบเรียบ เยียบเย็น จนน่าสะพรึงกลัว
“ใต้เท้าสุน... ตัวเลขเหล่านี้ช่างน่าสนใจเสียจริงนะคะ” เสียงหวานใสทว่าก้องกังวานราวน้ำค้างแข็งบนยอดไผ่เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก “งบประมาณสร้างคูเมืองป้องกันข้าศึกห้าแสนตำลึง เหตุใดจึงถูกผันไปยังโรงเตี๊ยมและหอคณิกaย่านการค้าทางใต้ถึงแปดส่วนเล่าเพคะ? หรือทหารกล้าของเราต้องใช้บทเพลงขับกล่อมข้าศึกแทนคันธนูและลูกศรกันแน่”
“ท่าน... ท่านกุนซือหลิว อย่าได้กล่าวหาลอยๆ เช่นนี้นะ!” เสนาบดีสุนแผดเสียงสั่นเครือ พยายามตบโต๊ะเพื่อเรียกความน่าเกรงขาม แต่มือที่สั่นระริกกลับทำให้พู่กันหล่นลงกระทบพื้นพรมจนเกิดเสียงทึบ “สมุดบัญชีเหล่านี้เป็นความลับของราชสำนัก เจ้าไม่มีสิทธิ์... ไม่มีสิทธิ์มาตรวจสอบ!”
“สิทธิ์หรือคะ?” หลิวหยางเฟยแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่าแฝงพิษร้ายแรงยิ่งกว่าสุราอาบยาพิษ นางก้าวเท้าช้าๆ อาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีขยับไหวเกิดเสียงเสียดสีแผ่วเบาราวเสียงอสรพิษเลื้อยผ่านพงหญ้า “ฮ่องเต้ทรงมอบตราตั้งพิเศษให้ข้าตรวจสอบบัญชีทั่วหล้าเพื่อขจัดเหล่ากارลีราษฎร์ หากใต้เท้าสุนบริสุทธิ์ใจจริง เหตุใดจึงต้องตัวสั่นเทาและเหงื่อตกพลั่กเช่นนี้เล่าเพคะ? หรือว่า... ตัวเลขเหล่านี้มันพัวพันไปถึงบัญชีลับของตระกูลอัครเสนาบดีผู้เรืองอำนาจเบื้องบนกันแน่”
คำพูดเพียงประโยคเดียวราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของขุนนางแก่ ผิวหน้าที่ซีดเซียวอยู่แล้วยิ่งเผือดสีลงจนโปร่งแสง เขาถอยหลังกรูดจนสะโพกกระแทกเข้ากับชั้นหนังสือเสียงดังสนั่น สมุดบัญชีเล่มหนาร่วงหล่นกระจายเกลื่อนพื้น ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ประตูห้องลับด้านหลังก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมฆาเงิน ชินอ๋องจิ้นอี้ก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าหนักแน่น บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองสภาพความโกลาหลภายในห้องด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
“บังเกิดเสียงเอะอะอันใดกันในเขตหวงห้ามของกรมคลัง” น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องตะ็งเค็ง ทว่ากลับกดทับจิตใจของทุกคนในห้องให้จมดิ่งลงสู่หุบเหวแห่งความหวาดกลัว
“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ” หลิวหยางเฟยย่อกายคารวะด้วยกิริยาชดช้อยไร้ที่ติ แม้จะอยู่ต่อหน้าบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในแคว้น แต่นางกลับไม่มีท่าทีหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่นั้นเงยขึ้นสบตาเขาอย่างท้าทายและลึกซึ้ง “หม่อมฉันกำลังช่วยใต้เท้าสุนตรวจทานความเรียบร้อยของงบประมาณแผ่นดิน ที่ดูเหมือนจะมี ‘หนอนบ่อนไส้’ แอบกัดกินคลังหลวงจนกลวงโบ๋ไปหมดแล้วเพคะ”
จิ้นอี้ปรายตามองสมุดบัญชีที่เกลื่อนกลาดบนพื้น ก่อนจะเลื่อนสายมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าอันงดงามเฉิดฉายของสตรีตรงหน้า แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงวูบหนึ่งอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะสังเกตทัน เขายื่นมือหนาออกไปจับข้อมือเรียวบางของนางไว้เบาๆ ราวกับการประกาศความเป็นเจ้าของโดยปริยาย ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมากลับเชือดเฉือนยิ่งกว่ามีดดาบ
“หนอนรังนี้ใหญ่โตนัก เกรงว่าลำพังพู่กันด้ามเดียวของเจ้าคงเขี่ยไม่ออกกระมัง” จิ้นอี้กล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปมองเสนาบดีสุนที่หมอบกราบลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง “ใต้เท้าสุน เจ้าใช้เวลาสิบปีในการสร้างเครือข่ายทุจริตนี้ขึ้นมา แต่ข้าให้เวลาเจ้าเพียงหนึ่งเค่อในการเขียนรายชื่อผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด มิฉะนั้น... แม้แต่เก้าอี้ที่ตระกูลของเจ้านั่งอยู่ ก็จะไม่มีวันได้หลงเหลือแม้แต่เศษเถ้าถ่าน”
ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ เสนาบดีสุนร่ำไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ เขาโขกศีรษะกับพื้นจนเกิดเสียงดังโขกๆ โลหิตสีแดงฉานไหลอาบใบหน้าเหี่ยวย่น “ท่านอ๋องโปรดไว้ชีวิต! ท่านกุนซือโปรดเมตตา! ข้า... ข้าเพียงแต่ทำตามคำสั่งของ... ของ...”
ยังไม่ทันที่เสนาบดีชราจะเอ่ยชื่อผู้บงการที่แท้จริงออกจนจบประโยค ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งก็แหวกอากาศพุ่งทะลุหน้าต่างกระดาษเข้ามาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแลบ ปักเข้าที่ลำคอของเสนาบดีสุนอย่างแม่นยำไร้ที่ติ ร่างของขุนนางแก่กระตุกเกร็งสองสามครั้งก่อนจะล้มฟุบลงจมกองเลือด ดวงเบิกโพ้างด้วยความตายที่ไม่ทันได้ตั้งตัว
หลิวหยางเฟยไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ พุ่งสายตาไปยังทิศทางที่ลูกธนูพุ่งเข้ามา ทว่านอกหน้าต่างนั้นมีเพียงความมืดมิดของราตรีและเงาของกิ่งไม้ที่ไหวตามแรงลม
“รวดเร็วนักนะเพคะ” หลิวหยางเฟยกระซิบเบาๆ ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “พวกมันคงร้อนใจน่าดูที่ความลับใกล้จะถูกเปิดเผย”
จิ้นอี้โอบกระชับเอวบางของนางเข้ามาแนบชิด กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยและอบอุ่นแผ่ซ่านท่ามกลางบรรยากาศที่คาวเลือด เขาโน้มใบลงมาใกล้ใบหูของนาง จนลมหายใจอุ่นร้อนปัดป่านพวงแก้มเนียนนุ่ม “เกรงว่าเหยื่อตัวใหญ่กว่านี้กำลังจะปรากฏตัวในงานเลี้ยงพระราชทานคืนนี้แล้วล่ะ... เจ้าพร้อมจะไปเล่นละครฉากใหญ่กับข้าหรือยัง หรอยหยางเฟยของข้า”
นางแย้มยิ้มรับด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งชัยชนะ ทว่าในวินาทีที่จิ้นอี้กำลังจะหมุนตัวพาঘนางออกจากห้องลับนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังกระหึ่มขึ้นจากเบื้องบน พร้อมกับเสียงตะโกนก้องขององครักษ์ประจำจวนที่ดังแทรกเข้ามาด้วยความตระหนก
“ท่านอ๋อง! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชโองการด่วนจากห้องพระบรรทม... ฮ่องเต้ทรงมีพระราชประสงค์ให้จับกุมตัวท่านกุนซือหลิวในข้อหา ‘ลอบสังหารขุนนางใหญ่ในห้องลับกรมคลัง’ ทันทีพ่ะย่ะค่ะ!”
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกลยุทธ์อันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 21
คำลวงของขุนนางแก่
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!