กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับคราบเลือดเก่าแก่บนแผ่นกระดาษสา ปลุกบรรยากาศภายในท้องพระโรงใหญ่ให้ตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ เสียงก้าวเดินของราชองครักษ์เกราะทองดังสะท้อนก้องกังวาน ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนเสียงนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลังสู่จุดจบของตระกูลขุนนางผู้ฉ้อฉล
หลิวหยางเฟยยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องพระพักตร์ ร่างระหงภายใต้ชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์เหมันต์สีเทาเงินสะท้อนประกายวาววับยามต้องแสงคบเพลิง ปิ่นปักผมหยกขาวสลักลายดอกเหมืองสั่นไหวตามจังหวะการหายใจเข้าออกอย่างลึกซึ้ง ดวงตากลมโตคู่คมกริบดั่งใบมีดซ่อนเร้นประกายแห่งความสะใจที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความเยือกเย็นได้อย่างแนบเนียน นางมิได้เพียงแต่นำหลักฐานมาถวาย แต่นางกำลังนำโลงศพมาส่งถึงมือพวกมันด้วยตนเอง
"บังอาจนัก! เจ้ากล้าดียังไงถึงนำฎีกานี้มากล่าวหาอัครเสนาบดีซ่ง!"
เสียงตวาดด้วยความร้อนรนดังขึ้นจากมุมหนึ่งของท้องพระโรง ซ่งเหวินเฉิง ขุนนางใหญ่ผู้เรืองอำนาจ ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด แม้จะพยายามรักษาท่าทีเย่อหยิ่งไว้เพียงใด แต่เม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายเต็มขมับและมือที่กำชายเสื้อแน่นจนยับยู่ยี่ ก็เพียงพอที่จะฟ้องความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจของเขา
หลิวหยางเฟยมิได้หันไปมองคู่กรณีทันที นางเพียงปรายหางตามองด้วยความสมเพชเวทนา ก่อนจะหันกลับไปประสานมือคำนับฮ่องเต้ผู้ประทับบนบัลลังก์มังกรด้วยท่าทีงดงามไร้ที่ติ
"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมิกล้ากล่าวหาผู้ใดด้วยความเท็จเพคะ แต่บัญชีลับการรับสินบนและตราประทับปลอมแปลงของกรมคลังชุดนี้ ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พื้นห้องใต้ดินของจวนอัครเสนาบดีซ่ง หากฝ่าบาททรงมีพระราชโองการให้ตรวจสอบหีบไม้จันทน์หอมทั้งสามใบที่ราชองครักษ์เพิ่งยึดมาได้ ความจริงทั้งหมดจะกระจ่างแจ้งในทันทีเพคะ"
จิ้นอี้ ชินอ๋องผู้ประทับอยู่นั่งเก้าอี้มุกสลักด้านข้าง ทรงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน พระเนตรคมกลาบกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองความแตกตื่นของขุนนางฝ่ายตรงข้ามด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมโอษฐ์ รัศมีกดดันอันเยือกเย็นและดุร้ายแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วห้องโถง จนไม่มีขุนนางผู้ใดกล้าหายใจแรง
"ฝ่าบาท! นางเป็นเพียงสตรีสติฟั่นเฟือนที่ถูกถอนหมั้นไปแล้ว ย่อมมีความแค้นส่วนตัวมาสาดโคลนใส่กระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ!" ซ่งเหวินเฉิงรีบโขกศีรษะลงกับพื้นศิลาจนเกิดเสียงดังสนั่น น้ำเสียงสั่นเครือแต่ยังคงพยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้าย "โปรดทรงเมตตา สั่งประหารนางฐานหมิ่นประหมทราชสำนักด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!"
"สติฟั่นเฟือนอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?"
หลิวหยางเฟยทวนคำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกถึงกระดูกดำ นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างของอัครเสนาบดีผู้กำลังสั่นเทา ชายผ้าไหมลากผ่านพื้นหินราวกับสายน้ำที่ไร้ความปรานี "ท่านอัครเสนาบดีซ่ง ท่านจำลายมือบนแผ่นสัญญาลับขายชาติเมื่อสามปีก่อนไม่ได้แล้วหรือ? หรือจะต้องให้หม่อมฉันอ่านข้อความเกี่ยวกับการสมคบคิดกับแคว้นเป่ยเหลียงให้ฝ่าบาททรงสดับเสียตรงนี้ทีละคำ?"
สิ้นคำกล่าวของนาง ท้องพระโรงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ทุกสายตาต่างเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ลายมือขายชาติ! นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการคอร์รัปชันในราชสำนัก แต่มันคือข้อหากบฏที่มีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!
ฮ่องเต้ผู้เงียบงันมานานทรงตบที่วางแขนของบัลลังก์เสียงดังสนั่น พระพักตร์เต็มไปด้วยความกري้วโกรธจนเส้นเลือดปูดโปน "นำหีบพยานหลักฐานขึ้นมา! เปิดออกเดี๋ยวนี้!"
ราชองครักษ์หนุ่มก้าวออกมารับพระราชโองการ ก่อนจะใช้ดาบเล่มคมงัดแม่กุหลาบทองคำของหีบไม้จันทน์หอมใบแรกออก ทันทีที่ฝาหีบถูกเปิดขึ้น กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและตราประทับทองคำประจำตำแหน่งของอัครเสนาบดีก็ปรากฏแก่สายตาทุกคนในที่นั้น หลักฐานมัดตัวแน่นหนาไร้ช่องโหว่ ทุกตัวอักษรคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่หลิวหยางเฟยใช้เวลาแรมเดือนในการวางแผนขุดรากถอนโคนมันขึ้นมาจากขุมนรก
ซ่งเหวินเฉิงทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ลมหายใจติดขัด ดวงเบิกโพลงด้วยความสิ้นหวังอย่างสมบูรณ์ แผนการทั้งหมดที่เขาสั่งสมมาหลายสิบปีพังทลายลงในพริบตาเดียวด้วยน้ำมือของสตรีที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงหมากไร้ค่าตัวหนึ่ง
จิ้นอี้วางถ้วยชาลงบนโต๊ะข้างกาย เสียงกระทบเบาๆ ทว่าดังก้องในความเงียบ พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างร่างระหงของหลิวหยางเฟย พระหัตถ์หนาเอื้อมไปแตะที่ไหล่บางของนางอย่างแผ่วเบาเพื่อแสดงการสนับสนุนและความมั่นคง ท่ามกลางสายตาหวาดผวาของขุนนางนับร้อย
"เสด็จพี่ ดูเหมือนว่าสุนัขรับใช้ที่เลี้ยงไว้ จะแว้งกัดเจ้านายเสียแล้วกระหม่อม" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความเย้ยหยัน ทรงทอดพระเนตรมองกลุ่มขุนนางที่พากันคุกเข่าตัวสั่นงันท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบขาดใจ
หลิวหยางเฟยแหงนหน้าขึ้นสบพระเนตรกับชินอ๋องผู้เยือกเย็น รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับซ่อนความคมกริบไว้เกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง หมากตาแรกถูกโค่นล้มลงอย่างงดงามตามแผนที่วางไว้แล้ว
ทว่า ในขณะที่ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวกำลังปกคลุมท้องพระโรง และทุกคนคิดว่าเกมการเมืองครั้งนี้ได้ข้อสรุปแล้ว ขันทีเฒ่าผู้ดูแลประตูวังชั้นในก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความตกใจสุดขีด ล้มลุกคลานคลุกกับพื้นศิลาจนหมวกหลุดกระเด็น
"ฝ่าบาท... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าละล่ำละลักละลอกรายงานด้วยเสียงสั่นเครือ "กองกำลังทหารม้าเกราะดำนับหมื่นนายจากชายแดนทักษิณ บุกประชิดประตูเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และผู้นำทัพที่ควบม้าเข้ามาพร้อมราชโองการลับ... คือองค์ชายสามผู้ล่วงลับที่ทุกคนคิดว่าสิ้นพระชนม์ในสงครามเมื่อปีก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"
หัวใจของหลิวหยางเฟยกระตุกวูบทันที รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เมื่อร่างสูงสง่าในชุดเกราะโลหิตก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยียบเย็นที่นางจำได้ไม่เคยลืม
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกลยุทธ์อันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 22
พายุถล่มจวนขุนนาง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!