แสงคบเพลิงสีแดงฉานสาดส่องกระทบเกราะเหล็กกล้าของราชองครักษ์หลวงนับร้อยชีวิต สะท้อนระยิบระยับดั่งเกล็ดมังกรกระหายเลือด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่พร้อมเพรียงกันก้าวเข้ามาโอบล้อมตำหนักชินอ๋องดังสนั่นกึกก้องไปทั่วราตรีอันเหน็บหนาว ราวกับเสียงคำรามของอสูรกายที่ตื่นจากการหลับใหล
หยางเฟยยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลายหงส์เคียงมังกร อาภรณ์ปักดิ้นทองลายเมฆาพับทบอย่างประณีตไม่มีที่ติ เส้นผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยสูงประดับด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายโบราณ แม้สถานการณ์ภายนอกจะคุกรุ่นจนแทบแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุล ทว่าแววตาคู่คมของนางกลับสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย
"ดูท่า... ฝ่ายนั้นคงจะร้อนรนจนทนเก็บงำหางของตนเองไว้ไม่ไหวแล้วสินะคะ"
น้ำเสียงหวานใสดุจเสียงระฆังแก้วเอ่ยขึ้นเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นเสียดกระดูก นางปรายตามองถ้วยชาเคลือบกระเบื้องลายครามที่ยังคงมีไอความร้อนลอยกรุ่นอยู่จางๆ ก่อนจะหันกลับไปสบเข้ากับดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีของบุรุษผู้ยืนอยู่เคียงข้าง
จิ้นอี้ หรือชินอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้าย ไม่ได้เอวาจาใดออกมาทันที
ร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีนิลสนิทปักลายมังกรห้าเล็บด้วยด้ายสีเงินยวงสะท้อนประกายวาววับ เขาค่อยๆ เอื้อมมือหนาออกไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาจรดริมฝีปากอย่างไม่รีบร้อน ท่าทีสุขุมเยือกเย็นราวกับมหาสมุทรภายใต้พายุโหมกระหน่ำ
"พวกมันคิดว่าการส่งกองกำลังมาปิดล้อมตำหนักในยามวิกาล จะสามารถบีบให้เราคายหลักฐานการค้าอาวุธเถื่อนออกมาได้..." มุมปากหยักลึกยกยดยิ้มหยันอย่างน่ากลัว ดวงตาดุจพญาอินทรีย์วาวโรจน์ด้วยจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบกายพลอยเย็นเยียบลงหลายส่วน "ช่างเป็นการเดินหมากที่ไร้เดียงสาเสียจริง... คิดไม่ถึงเลยว่า สุนัขที่เลี้ยงไว้จนอ้วนพี จะกล้าแว้งกัดมือผู้เป็นนายถึงเพียงนี้"
"เพราะพวกมันรู้ตัวแล้วต่างหากคะ ว่ามือมืดที่คอยตัดรอนเส้นทางลำเลียงเงินทองและอำนาจของพวกมันตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาคือใคร" หยางเฟยขยับกายเข้าไปใกล้ร่างสูงเล็กน้อย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยอิงแอบผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคย นางยื่นมือเรียวดดุจหยกสลักไปจัดสาบเสื้อคลุมให้เขาอย่างเบามือ ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติราวกับภาพวาด "การที่พวกมันยอมเสี่ยงเดิมพันด้วยการประกาศศึกในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าพวกมันจนตรอกเต็มทีแล้ว... และความจนตรอกนี่เอง ที่จะเป็นจุดจบของพวกมัน"
พลัน! เสียงประตูไม้หนาหนักของโถงใหญ่ก็ถูกถีบกระเด็นเปิดออกอย่างไร้ความเกรงใจ
ร่างของแม่ทัพราชองครักษ์หลวงในชุดเกราะทองคำอร่ามก้าวพรวดพราดนำหน้าทหารองครักษ์นับสิบชีวิตเข้ามาด้านใน ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดและเปี่ยมไปด้วยอำนาจอันชอบธรรมตามพระราชโองการ
"ชินอ๋อง! พระองค์ทรงซ่องสุมกำลังพลและมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าพัวพันกับขบวนการกบฏลักลอบค้าอาวุธเถื่อนสะเทือนบัลลังก์! มีพระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้ ให้ควบคุมตัวพระองค์และกุนซือหลิว ไปสอบสวน ณ คุกใต้ดินหลวงเดี๋ยวนี้!"
เสียงประกาศก้องกังวานเต็มไปด้วยความฮึกเหิมของแม่ทัพหลวงทำเอาบรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุด ทว่าไร้ซึ่งความตื่นตระหนกจากบุคคลทั้งสอง
หยางเฟยค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้บุกรุก ริมฝีปากบางเฉียบแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทอประกายความฉลาดเฉลียวและเย้ยหยันในคราเดียวกัน จนแม่ทัพหลวงถึงกับชะงักไปชั่วขณะด้วยความรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด
"ควบคุมตัวพวกเราหรือคะ...?" นางทวนคำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าก้องกังวานชัดเจนไปทั่วห้องโถง "ท่านแม่ทัพ... ท่านแน่ใจแล้วหรือว่า สิ่งที่ท่านถืออยู่ในมือคือ 'พระราชโองการ' ที่แท้จริง... หาใช่กระดาษชำระที่ขุนนางกังฉินเขียนขึ้นเพื่อหลอกใช้พวกท่านเป็นเครื่องมือ?"
"บังอาจ! เจ้าเป็นเพียงกุนซือหญิงไร้ศักดินา กล้าดียังไงมาหมิ่นพระราชอาญา!" แม่ทัพหลวงตวาดลั่น ชักดาบออกจากฝักจนเกิดเสียงเสียดสีบาดแก้วหู "ทหาร! ควบคุมตัวสองคนนี้ไว้ ใครขัดขืนฆ่าได้ทันที!"
ทหารองครักษ์นับสิบกรูเข้ามาหมายจะประชิดตัว ทว่าก่อนที่คมดาบเล่มแรกจะทันแตะต้องชายผ้าของชินอ๋อง—
*เพล้ง!*
เสียงกระเบื้องแตกกระจายดังสนั่น จิ้นอี้สะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว พลังปราณอันรุนแรงและเยือกเย็นก็ซัดร่างของทหารแถวหน้ากระเด็นไปคนละทิศละทางกระแทกกับเสาไม้จันทน์จนกระอักเลือดสดๆ ออกมาทันที!
ดวงเนตรคมกริบของชินอ๋องกวาดมองผู้บุกรุกด้วยสายตาดุจพญายมราชผู้พร้อมปลิดชีพสรรพชีวิต "กล้าดึงดันเข้ามาในเขตตำหนักของเปิ่นหวาง... เจ้าคิดว่าราชสำนักนี้ยังเหลือใครปกป้องพวกเจ้าอีกงั้นรึ?"
บรรยากาศในตำหนักกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ท่ามกลางคมดาบที่ชูขึ้นรายล้อม รอยยิ้มลึกล้ำบนใบหน้าของหยางเฟยกลับยิ่งทวีความงามหยาดเยิ้ม นางรู้ดีว่ากระดานหมากตานี้ได้ถูกพลิกคว่ำลงแล้ว และฝ่ายที่กำลังจะถือไพ่เหนือกว่าอย่างแท้จริง... หาใช่ฮ่องเต้บนบัลลังก์มังกรไม่
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าม้าควบตะบ็งอย่างเร่งรีบก็ดังฝ่าความมืดของราตรีเข้ามาหยุดลงที่หน้าตำหนัก ตามด้วยเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกจนเสียงหลงของขันธ์ทีคนสนิทที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาทรุดกายลงกราบแทบเท้า
"ทะ... ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระพันปีหลวง... พระพันปีหลวงทรงมีรับสั่งด่วน ขบวนเสด็จของพระองค์กำลังเคลื่อนมาที่ตำหนักชินอ๋องในยามนี้ และ... และในพระหัตถ์ของพระองค์ทรงถือ 'ป้ายอาญาสิทธิ์สุวรรณมังกร' ที่สามารถประหารชีวิตผู้ใดก็ได้โดยไม่ต้องทูลเกล้าถวายฎีกาพ่ะย่ะค่ะ!"
สีหน้าของแม่ทัพหลวงแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงในทันที ในขณะที่หยางเฟยหันไปสบตากับจิ้นอี้ มุมปากของนางยกย่องขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทันเกม
ขบวนของพระพันปีหลวงที่ควรจะประทับอยู่ในตำหนักชั้นในยามวิกาล... เหตุใดจึงเสด็จมาเยือนตำหนักอ๋องผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏในยามนี้ได้เล่า?
คำตอบเด่นชัดขึ้นในใจของกุนซือหญิง— *หมากตานี้... มีคนจงใจเดินเพื่อล่อเสือออกจากถ้ำตัวจริงเสียแล้ว!*
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ — เงียบแต่ฟาดเรียบ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 16
กระดานหมากที่สั่นคลอน
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!