"เพลิงโทสะเช่นนี้ หากเผาผลาญจนมอดไหม้เกรงว่าจะรวดเร็วเกินไปกระมัง พระสนม... ท่านคิดว่าอย่างไร?"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับน้ำแข็งทับถมในฤดูเหมันต์ดังขึ้นกลางท้องพระโรงกว้าง เบื้องหน้าคือมวลหมู่นางกำนัลและเหล่าสนมเอกที่ต่างตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว กลิ่นอายกดดันแผ่ซ่านจนแทบไม่มีใครกล้าหายใจแรง ร่างสูงสง่าในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายมังกรทอง 5 เล็บดิ้นเงินเคลื่อนกายเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ราวกับพญาเสือดาวที่กำลังย่างสามขุมเข้าหาเหยื่อในกงเล็บ จิ้นอี้ ชินอ๋อง ปรากฏกายขึ้น ณ ที่แห่งนี้อย่างไม่มีผู้ใดคาดคิด
ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยววาดมองผ่านบรรยากาศอันตึงเครียด ไปหยุดนิ่งอยู่ ณ ร่างบอบบางในชุดคลุมผ้าแพรต่วนปักลายหมู่มฤคีสีครามเข้มของหลิวหยางเฟย นางยังคงยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ไทเฮา สีหน้าของกุนซือสาวไม่มีร่องรอยความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย แม้ในมือจะถือถาดกระเบื้องเคลือบสีขาวที่บรรจุหลักฐานปลอมแปลงซึ่งถูกนำมากล่าวหาว่านางเป็นผู้ลอบวางยาพิษในงานเลี้ยงรับรองทูตต่างเมือง
"ถวายพระพรชินอ๋องเพคะ" พระสนมจางผู้กุมหลักฐานมัดตัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด นางมั่นใจเหลือเกินว่าแผนการที่ตระเตรียมมาอย่างแยบยลย่อมไม่มีช่องโหว่ "หม่อมฉันกำลังช่วยไทเฮาชำระความสัตย์ หลิวหยางเฟยผู้นี้บังอาจริเริ่มใช้แผนสกปรกในวังหลวง..."
"เราอนุญาตให้เจ้าเปิดปากพูดแล้วหรือ?"
คำตรัสเพียงประโยคเดียวกลับทรงพลังดั่งสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน พระสนมจางสะดุ้งสุดตัวจนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ชินอ๋องจิ้นอี้ไม่ได้แม้แต่จะชายตามองนางด้วยซ้ำ พระเนตรคู่นั้นทอดมองเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของหลิวหยางเฟย สตรีผู้กุมหัวใจและมันสมองทั้งหมดของเขาไว้ในกำมือ
หยางเฟยเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมนั้น ชั่วขณะหนึ่ง... ความอ่อนโยนสายหนึ่งไหววูบผ่านนัยน์ตาเยือกเย็นคู่นั้น เป็นประกายความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเหี้ยมโหด ซึ่งมีเพียงนางเท่านั้นที่ล่วงรู้และสัมผัสได้
"ท่านอ๋องเสด็จมาก็ดีแล้ว หม่อมฉันกำลังจะตัดสินความผิดของสตรีสามหาวผู้นี้" ไทเฮาตรัสด้วยพระสุ้มเสียงเข้มงวด แม้จะทรงเกรงกลัวพระบารมีของพระราชนัดดาผู้นี้อยู่บ้าง แต่ศักดิ์ศรีแห่งมารดาแผ่นดินก็ไม่อาจยอมให้ผู้ใดมาหยามเกียรติในตำหนักของพระองค์ได้ "นางนำกลยุทธ์การค้าเกลือมาบิดเบือน ทั้งยังมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่านางเป็นผู้แอบอ้างชื่อเราเพื่อสั่งซื้อหญ้าจันทร์เพ็ญ พิษร้ายแรงที่ใช้ปลิดชีพสนมขั้นห้าในคืนก่อน..."
"หลักฐานที่ว่า... คือกระดาษแผ่นนี้กระนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
ชิ้นกระดาษแผ่นบางถูกพระหัตถ์หนาดึงมาจากมือของพระสนมจางอย่างไม่ไยดี จิ้นอี้ก้มลงทอดพระเนตรเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันนั้นกลับทำให้บรรยากาศรอบกายหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าหิมะโปรยปราย
"ลายมือนี้หยาบคาย ไร้ระเบียบ และการตวัดพู่กันยังแสดงถึงความลนลานยามเขียน บัณฑิตฝึกหัดในสำนักศึกษาหลวงยังเขียนได้ประณีตกว่านี้เสียด้วยซ้ำ ไทเฮา... สายพระเนตรของพระองค์ช่างกว้างไกลนัก ไยจึงทรงมองไม่ออกว่ากระดาษแผ่นนี้เพิ่งถูกเขียนขึ้นเมื่อยามสามที่ผ่านมานี่เอง?"
พระสนมจางหน้าถอดสี รีบก้าวออกมารjวบรวมความกล้าทูลคัดค้าน "ชินอ๋องทรงตรัสเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ! แม้พระองค์จะทรงโปรดปรานคุณหนูหลิวเป็นการส่วนตัว แต่เรื่องนี้พัวพันถึงความมั่นคงของราชสำนัก หลักฐานคาตา..."
"หุบปาก!"
เสียงคำรามต่ำในลำคอของชิ้นอ๋องดังก้องไปทั่วตำหนัก ร่างสูงก้าวประชิดตัวพระสนมจางอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายสังหารอันเข้มข้นแผ่พุ่งจนสตรีผู้สูงศักดิ์ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ
"เจ้ากล้าดียังไงมากล่าวหาคนของเรา?" จิ้นอี้ตรัสเน้นทีละคำ สุ้มเสียงเยือกเย็นและดุดันราวกับยามเมื่อเขาอยู่กลางสนามรบ "หยางเฟยเป็นกุนซือที่เสด็จพ่อและเราแต่งตั้งด้วยราชโองการอย่างเป็นทางการ การที่เจ้าหยิบยกหลักฐานปลอมๆ ขึ้นมาใส่ร้ายป้ายสี เท่ากับดูหมิ่นราชโองการ และเหยียบย่ำพระพักตร์ของเรา... โทษของการกระทำนี้ เจ้าคิดว่าจวนสกุลจางของเจ้าจะเหลือรอดสักกี่คน?"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ พระสนมจางหน้าซีดเผือดจนแทบไม่เหลือสีเลือด นางหันไปมองไทเฮาเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ไทเฮากลับเบือนพระพักตร์หนี เนื่องจากทรงทราบดีว่าในยามที่ชินอ๋องกริ้ว ย่อมไม่มีผู้ใดในวังหลวงสามารถยับยั้งความบ้าคลั่งของเขาได้ แม้แต่พระองค์เอง
หลิวหยางเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกE ปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ นางขยับกายเล็กน้อย ชุดคลุมผ้าแพรสีครามเข้มไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ส่งผลให้เครื่องประดับหยกไข่มุกบนเรือนผมกระทบกันเบาๆ เป็นเสียงกังวานใส นางก้าวออกมาก้าวหนึ่ง ประสานมือคารวะชินอ๋องอย่างนอบน้อม
"ทูลท่านอ๋อง ขอบพระคุณในน้ำพระทัยที่ทรงความเป็นธรรมให้แก่หม่อมฉันเพคะ" เสียงหวานกังวานเอื้อnเอ่ยด้วยความนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความเฉียบคม "แต่เรื่องนี้... หากปล่อยให้จบลงด้วยการลงโทษพระสนมจางเพียงเพราะนางโง่เขลา เกรงว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังนางคงจะนอนหลับอย่างสบายใจเกินไปกระมังเพคะ"
จิ้นอี้หันมามองนาง นัยน์ตาคมกริบทอประกายอ่อนลงชั่วขณะ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายลึกล้ำเมื่อเข้าใจความหมายในวาจานั้น
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร... หยางเฟย?"
"หม่อมฉันหมายความว่า..." หยางเฟยแย้มรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานหยาดน้ำค้างบนกลีบบัว ทว่ากลับทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด นางหันไปสบตากับพระสนมจางที่กำลังหมอบราบอยู่บนพื้น "หลักฐานชิ้นนี้ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อใส่ร้ายหม่อมฉันเพียงคนเดียวหรอกเพคะ แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อเปิดทางให้... 'ใครบางคน' ที่กำลังซ่อนตัวอยู่หลังม่านไหมปักลายหงส์ สามารถเข้ามามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการควบคุมกรมพิธีการต่างหากเล่ะเพคะ"
สิ้นคำกล่าวของนาง บรรยากาศภายในตำหนักก็พลันตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นและรีบร้อนดังขึ้นจากนอกประตำหนัก ทหารองครักษ์เสื้อแพรนายหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ไทเฮาและชินอ๋อง
"กราบทูลไทเฮา! ชินอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... ที่ตำหนักบูรพามีพระราชโองการลับส่งตรงมาจากฮ่องเต้ ประกาศปลด..."
ยังไม่ทันที่ทหารองครักษ์นายนั้นจะกล่าวจบประโยค ประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามือของบุรุษผู้หนึ่ง แสงสว่างจ้าจากภายนอกสาดส่องเข้ามาตัดกับเงาร่างของบุคคลผู้ก้าวเข้ามาใหม่
ร่างนั้นสวมชุดขุนนางชั้นสูงปักลายกิเลนสีแดงเพลิง ใบหน้าคมคายเต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ปิดไม่มิด และสิ่งที่เขาถืออยู่ในมือ... คือม้วนพระราชโองการประทับตราหยกสีทองอร่ามที่ชุ่มโชกไปด้วยหยดเลือดสดๆ!
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 17
กลิ่นอายแห่งความโกรธา
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!