กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งยังไม่ทันเจือจางไปจากอากาศยามวิกาล หยดโลหิตสีแดงฉานที่หยดลงมาจากม้วนพระราชโองการประทับตราหยกสีทองอร่าม ยังคงสร้างรอยด่างพร้อยอยู่บนพื้นหินอ่อนขัดมันวาวภายในท้องพระโรงรอง ร่างในชุดขุนนางชั้นสูงปักลายกิเลนสีแดงเพลิงผู้นั้นหาได้มีความสะทกสะท้านต่อสายตาดุจคมมีดของชินอ๋องจิ้นอี้ไม่ รอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปากของเขายิ่งขับเน้นให้บรรยากาศรอบกายเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก
"ฝ่าบาททรงมีรับสั่งชัดเจน..." เสียงแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก "พระราชโองการฉบับนี้ มิใช่เพียงแค่การปลดอำนาจ แต่เป็นการพิพากษา... ชินอ๋องผู้เกรียงไกรคิดจะขัดขืนราชโองการอาญาสิทธิ์นี้ด้วยกระนั้นหรือ"
หลิวหยางเฟยยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาร่างสูงใหญ่ของจิ้นอี้ อาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศนองเลือดได้อย่างน่าประหลาด นางกวาดสายตาคมปลาบพินิจพิจารณาม้วนพระราชโองการในมือของขุนนางชุดกิเลนแดงผู้นั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ปลายนิ้วเรียวภายใต้แขนเสื้อกว้างประสานกันไว้แนบแน่น สติปัญญาอันล้ำลึกกำลังหมุนวนวิเคราะห์หมากกระดานนี้อย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ
โองการฉบับนี้ประทับตราหยกจริง... แต่รอยหมึกตรงลายพระHalaยังมีความชื้นอยู่เล็กน้อย น้ำหมึกที่ใช้ไม่ใช่หมึกชั้นดีจากท้องพระโรง หากแต่เป็นหมึกราคาถูกจากสำนักอาลักษณ์นอกวังหลวงที่ผสมกลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาปลอม
นี่คือของปลอมที่แนบเนียนยิ่ง!
จิ้นอี้แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันดุร้าย ร่างสูงใหญ่ก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าเพียงหนึ่งก้าว แต่กลับทำให้ขุนนางผู้ถือโองการถึงกับผงะถอยหลังโดยไม่รู้ตัว แรงกดดันมหาศาลจากสนามรบที่สะสมมาแรมปีแผ่ซ่านออกมาราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือด
"บังani... กล้าดียังไงนำกระดาษชำระก้นมาอ้างว่าเป็นพระราชโองการ" น้ำเสียงของชินอ๋องเยือกเย็นจนบาดลึกถึงกระดูก "หรือว่าเสนาบดีหลี่ จะร้อนรนจนสูญสิ้นสติปัญญาไปหมดแล้ว ถึงได้ส่งสุนัขรับใช้เช่นเจ้ามาเล่นงิ้วฉากตลกในจวนอ๋องของเปิ่นหวาง"
ขุนนางชุดกิเลนแดงหน้าถอดสี รอยยิ้มเยาะเย้ยเมื่อครู่แข็งค้าง "ทะ... ท่านอ๋อง อย่าได้กล่าววาจามุสา นี่คือพระราชโองการแท้..."
"โองการแท้หรือ?" หลิวหยางเฟยเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไพเราะราวกับเสียงดีดพิณ แต่น้ำคำกลับเชือดเฉือนถึงราก "ใต้เท้าผู้สูงส่ง ท่านรีบร้อนจนลืมดูว่า... ฮ่องเต้ทรงประทับตราหยกด้วยพระหัตถ์ซ้ายมาตลอดสามเดือนเนื่องจากทรงพระประชวรที่พระอังสาขวา แต่วันนี้ รอยประทับตราหยกบนโองการฉบับนี้กลับเอียงไปทางขวาอย่างชัดเจน อีกทั้งกลิ่นอายของหมึกยังเป็นหมึกราคาถูกจากย่านตลาดมืด... การปลอมแปลงราชโองการ มีโทษสถานใดนะ ใต้เท้าคงไม่ต้องให้เปิ่นกงเตือนกระมัง"
สิ้นคำพูดของกุนซือหญิง สีหน้าของขุนนางผู้นั้นก็ซีดเผือดลงทันที เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่คาดคิดเลยว่าสตรีผู้นี้จะมีความละเอียดรอบคอบถึงเพียงนี้ แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยระดับหมึกและรอยประทับก็ยังไม่รอดพ้นสายตา
"จับตัวไว้!" จิ้นอี้ออกคำสั่งสั้นๆ ทรงพลัง
เงาร่างขององครักษ์เงาพุ่งวาบออกมาจากความมืดดุจสายฟ้าฟาด เพียงชั่วพริบตา ขุนนางผู้นั้นก็ถูกกดลงกับพื้นหินอ่อนอย่างไร้ทางสู้ ม้วนพระราชโองการปลอมหลุดจากมือตกลงแทบเท้าของหลิวหยางเฟย นางก้มลงหยิบมันขึ้นมาด้วยท่าทางสง่างาม ก่อนจะใช้ปลายนิ้วฉีกกระดาษแผ่นนั้นออกเป็นชิ้นๆ อย่างไม่แยแส
"แม้จะจัดการตัวหมากตัวนี้ได้ แต่ศึกนอกจวนยังคงระอุ..." หลิวหยางเฟยพึมพำเบาๆ ขณะหันไปสบตากับจิ้นอี้ "คนผู้นี้เป็นเพียงเบี้ยล่าง การที่เขากล้าบุกเข้ามาถึงในจวนอ๋องยามวิกาล ย่อมแสดงว่า... ภายในจวนของเรา มี 'หนอนบ่อนไส้' ที่คอยส่งข่าวความเคลื่อนไหวให้พวกมันอย่างแน่นอน"
จิ้นอี้ก้าวเข้ามาประชิดร่างบาง กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยและไอความอบอุ่นเจือจางแผ่ออกมาจากตัวเขา มือหนายื่นออกไปปัดปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนของนางแผ่วเบา สัมผัสนั้นอ่อนโยนราวกับเกรงว่านางจะบอบช้ำ แต่ดวงเนตรคมกริบกลับดุดันยิ่ง
"เจ้าสงสัยใคร" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอמהถามชิดริมฝีปากของนาง
"สาวใช้คนสนิทของอนุหลี่ หรือไม่ก็... พ่อบ้านฝางที่รับใช้ในจวนมานานกว่าสิบปี" หลิวหยางเฟยตอบโดยไม่หลบสายตา "คนเหล่านี้มีโอกาสเข้าออกเรือนชั้นในและห้องลับตำรามากที่สุด หากไม่รีบถอนรากถอนโคน เกรงว่าแผนการที่เราวางไว้เพื่อตลบหลังเสนาบดีหลี่ในวันพรุ่งนี้ อาจจะรั่วไหล"
ในขณะที่ทั้งสองกำลังปรึกษาหารือกันท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังแว่วมาจากนอกระเบียงทางเดิน
ปัง! ประตูห้องโถงถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท
ร่างของเหยียนเฉิง องครักษ์คนสนิท พุ่งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ เสื้อผ้ามีรอยฉีกขาดและคราบเขม่าควัน ดาบยาวในมือเปื้อนเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิท
"ท่านอ๋อง! กุนซือหลิว! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เหยียนเฉิงละล่ำละลักรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เรือนเก็บสมุนไพรและคลังเสบียงลับทางทิศตะวันตก... ถูกไฟไหม้จนราบคาบแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และที่สำคัญ... ในกองเพลิงนั้น พวกเราพบศพของ 'หมอหลวงถัง' ถูกตรึงไว้ด้วยกริชประจำตัวของท่านอ๋องเอง!"
หลิวหยางเฟยชะงักงัน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างกายเย็นวาบไปชั่วขณะ
กริชประจำตัวของจิ้นอี้... ที่เก็บไว้อย่างมิดชิดในห้องนอนลับของเขาเหตุใดจึงไปอยู่ที่ศพของหมอหลวงถังได้
นี่ไม่ใช่แค่การลอบวางเพลิง... แต่เป็นการ "จัดฉาก" เพื่อป้ายสีจิ้นอี้โดยเฉพาะ และผู้ที่สามารถเข้าถึงห้องนอนลับของชินอ๋องได้... ย่อมมีเพียงคนสนิทที่ไม่กี่คนในจวนนี้เท่านั้น!
จิ้นอี้หรี่ตาลงอย่างอันตราย รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากร่างจนอากาศรอบตัวแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มเหี้ยมเกรียมชนิดที่แม้แต่หลิวหยางเฟยยังต้องหายใจสะดุด
"ดี... ดีมาก..." ชินอ๋องแค่นหัวeยาะ "กล้าลูบคมเปิ่นหวางถึงในเรือนชั้นในเช่นนี้..."
เขายื่นมือมาคว้าเอวบางของหลิวหยางเฟยเข้ามาแนบชิดอย่างไร้ช่องว่าง ก้มลงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำที่เต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์อันซับซ้อน
"ดูเหมือนว่า... สายลับผู้นั้น จะไม่ได้อยู่ไกลจากตัวเราเลยแม้แต่น้อย"
สิ้นเสียงกระซิบนั้น จู่ๆ ประตูห้องโถงที่เพิ่งถูกปิดลง ก็ถูกลมกระโชกแรงพัดกระแทกเปิดผางออกอีกครั้ง เผยให้เห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายด้านนอก... ร่างนั้นสวมหมวกสานปีกกว้างบังใบหน้าครึ่งซีก แต่สิ่งที่ถืออยู่ในมือข้างขวา... คือพัดจีบกระดาษสีขาวที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดสดๆ ซึ่งหลิวหยางเฟยจำได้แม่นยำว่าเป็นของ "สหายสนิท" ที่นางเพิ่งมอบให้ไปเมื่อสามวันก่อน!
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 18
รอยเท้าที่หายไป
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!