รอยเย็บสีดำสนิทบนริมฝีปากของตุ๊กตาฟางตัวนั้น ประณีตเสียจนชวนให้นึกถึงรอยแผลเป็นบนลำคอของหลิวหยางเฟยในชาติภพก่อน ชาติที่นางถูกตรึงไว้กับพื้นห้องขังอันหนาวเหน็บ หายใจรวยรินท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและสนิมเหล็ก ก่อนที่คมดาบจะพรากวิญญาณไปอย่างไร้ความปรานี
ภายในเรือนพักรับรองปีกตะวันตกของจวนชินอ๋อง แสงจากตะเกียงน้ำมันสำริดส่องวับแวมขับเน้นเงาทอดยาวของสตรีผู้กุมชะตากรรมของแคว้นไว้ครึ่งซีก หลิวหยางเฟยในอาภรณ์ปักลายหงส์เหมันต์สีเงินยวงทับด้วยเสื้อคลุมผ้าต่วนสีครามเข้ม นางไม่ได้ขยับกายเข้าใกล้โต๊ะไม้จันทน์หอมตัวนั้นเลยแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวรียังคงบรรจงหมุนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ในมือช้าๆ สัมผัสความเย็นเยียบของชาหลงจิ่งที่ชงทิ้งไว้จนจืดชืด
"เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นมัน"
เสียงทุ้มต่ำดั่งก้อนน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังม่านมุก จิ้นอี้ก้าวออกมาจากเงาสลัว อาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นทองทำให้รัศมีแห่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแผ่ซ่านกดดันจนอากาศรอบตัวราวกับจะแข็งตัว ดวงเนตรคมกราดดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองตุ๊กตาฟางบนโต๊ะสลับกับใบหน้าสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นของนาง
"หม่อมฉันไม่เคยจำกลิ่นอายของสุนัขรับใช้ที่ไร้เจ้าของผิดหรอืเพคะ ท่านอ๋อง" หยางเฟยเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ไร้ลมพัด แต่แววตาคู่คมกลับทอประกายวับวับดุจคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้แพขนตางอนหนา
นางปรายตาไปยังเศษกระดาษสาชิ้นเล็กๆ ที่ร่วงหล่นอยู่ข้างตุ๊กตาฟาง บนนั้นมีรอยหมึกจีนเขียนด้วยตัวอักษรหวัดๆ แต่ทรงพลัง เป็นสัญลักษณ์รูป "พัดเหล็กสลักลายเมฆา" — ตราประทับลับของกองกำลังเงาภายใต้สังกัดของเสนาบดีฝาน ผู้ซึ่งเคยเป็นมือขวาคนสนิทของไทเฮาในชาติก่อน และเป็นผู้สั่งการ "ปลิดชีพ" นางอย่างไร้เยื่อใย
ภาพความทรงจำอันเจ็บปวดกรีดแทะหัวใจนางอีกครั้ง หยางเฟยหลุบตาลงเล็กซ่อนประกายความแค้นที่ลุกโชนดั่งเพลิงกัลป์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแย้มสร้อยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ในชาติก่อน มันใช้ยาพิษไร้ลักษณ์ปลิดชีพหม่อมฉันอย่างช้าๆ ให้เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดจนสิ้นใจอย่างทรมาน..." หยางเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ ทว่ากลับทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นยะเยือกจนน่ากลัว "แต่วันนี้... มันกลับกล้าส่งของขวัญชิ้นนี้มาถึงหน้าเรือนของหม่อมฉัน ช่างเป็นการตบหน้าที่น่าขันเสียจริงเพคะ"
จิ้นอี้ก้าวเข้ามาประชิดร่างบาง กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงอำนาจและกลิ่นจางๆ ของสนสนธยาโชยปะทะนาสิก ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากพวงแก้มเนียนเพียงคืบ ดวงตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องลึกลงไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการค้นหาเศษเสี้ยวความเปราะบางที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังป้อมปราการแห่งสติปัญญา
"เจ้ากลัวหรือไม่... หลิวหยางเฟย" สุ้มเสียงของเขาแหบพร่าและจริงจังอย่างยิ่ง "หากเกมนี้มิใช่แค่การล้างแค้นตระกูลฝานธรรมดา แต่เป็นหมากกระดานใหญ่ที่ราชสำนักเบื้องบนจงใจชักใยอยู่เบื้องหลัง การขยับตัวเพียงนิดเดียวอาจทำให้เจ้ากลายเป็นกบฏในชั่วข้ามคืน"
หยางเฟยไม่ถอยหนี นางเงยหน้าสบตากับผู้ครองใจและผู้ร่วมอุดมการณ์อย่างไม่เกรงกลัว มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนงและสติปัญญาที่เหนือล้ำ
"หม่อมฉันไม่เคยกลัวความตายเพคะท่านอ๋อง..." นางเอ่ยแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความเงียบ "เพราะคนที่เราควรกลัวที่สุด หาใช่ยมทูตจากนรก... หากแต่เป็นคนที่เรามอบความไว้วางใจให้ แต่เขากลับแทงข้างหลังเราต่างหากเล่า"
นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือเรียวไปแตะที่ปลายศอกของชิ้นผ้าแพรปักดิ้นทองบนเสื้อคลุมของจิ้นอี้อย่างถือวิสาสะ สัมผัสอุ่นร้อนจากร่างกายของเขาถ่ายเทผ่านเนื้อผ้าเข้ามา ราวกับคำมั่นสัญญาที่ไร้คำพูด
"อีกอย่าง... ในเมื่อหม่อมฉันได้โอกาสหวนคืนกลับมามีชีวิตใหม่อีกครา ย่อมหมายความว่าเงาอดีตพวกนั้น ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมาหายใจรดต้นคอของหม่อมฉันได้อีกต่อไปแล้วเพคะ"
จิ้นอี้จ้องมองสตรีตรงหน้า หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานราวกับถูกกระชากให้กลับมาเต้นแรงอีกครั้ง ความเด็ดเดี่ยว ทิฐิ และสติปัญญาที่เฉียบคมจนน่าหวาดกลัวนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกหลงใหลและยอมสยบให้อย่างราบคาบ มุมปากหยักลึกได้รูปยกยิ้มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เป็นรอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียมและงดงามในคราวเดียวกัน
"ดี..." น้ำเสียงของชินอ๋องทุ้มต่ำทรงอำนาจ "ในเมื่อสุนัขตัวนั้นมันกล้าส่งเสียงเห่าหอนถึงเรือนของเจ้า คืนนี้... เราจะไปถลกหนังมันด้วยกัน"
สิ้นคำพูดของจิ้นอี้ ด้านนอกหน้าต่างกระดาษสาพลันปรากฏเงาร่างขององครักษ์เงาพุ่งวาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ก้าวเข้ามาหยุดคุกเข่าอยู่หน้าประตูปีกเรือน
"กราบทูลท่านอ๋อง ชินอ๋องเฟย..." เสียงรายงานอย่างร้อนรนของหัวหน้าองครักษ์ประจำตัวดังลอดเข้ามา "สายรายงานด่วนจากนอกกำแพงเมือง... มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายนับร้อยชีวิตกำลังเคลื่อนพลเข้าประชิดจعيนสกุลฝาน และ... และมีราชโองการลับจากฮ่องเต้ส่งตรงถึงมือท่านเสนาบดีฝานเมื่อหนึ่งเค่อก่อนหน้านี้พ่ะย่ะค่ะ!"
หยางเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากทันที หมากตานี้... เดินเร็วกว่าที่นางคาดไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่กลับอยู่ในแผนการที่นางวางหมากดักรอไว้ทุกประการ
จิ้นอี้หันกลับไปมองทางประตู ใบหน้าหล่อเหลากลับคืนสู่ความเยียบเย็นดุจน้ำแข็งอีกครั้ง เขายื่นมือหนาออกมาตรงหน้าหลิวหยางเฟย ราวกับกำลังรอคอยให้กุนซือคู่ใจวางมือลงบนนั้นเพื่อเริ่มเกมฆ่าล้างบางที่แท้จริง
"ไปกันเถอะ... ชายาของเปิ่นหวาง"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินหมากและฟาดฟันความอยุติธรรมไปพร้อมกับข้าพเจ้าเสมอนะคะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 10
เสียงกระซิบจากเงามืด
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!