กลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและคราบเลือดเก่าคร่ำครึลอยอบอวลอยู่ภายใต้ความมืดมิดของคุกใต้ดินตระกูลเว่ย หยาดน้ำที่เกาะอยู่ตามผนังหินศิลาแลงหยดลงมากระทบพื้นส่งเสียงก้องกังวานรา과นาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังชีวิตของคนในกรงขัง
หลิวหยางเฟยยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าประตูเหล็กดัดบานใหญ่ อาภรณ์ปักลายเบญจมาศสีม่วงเข้มตัดกับผิวเนื้อขาวราวกระเบื้องเคลือบ ปิ่นหยกมันแพะบนมวยผมสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะลมหายใจที่ควบคุมไว้อย่างสม่ำเสมอ นางไม่ได้มาที่นี่ในฐานะเชลย หรือในฐานะกุนซือผู้เรืองอำนาจแห่งตำหนักชินอ๋อง หากแต่ก้าวเข้ามาในยามวิกาลด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ซ่อนความคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ
"เจ้ากล้าดียังไงถึงมาเหยียบที่นี่ หลิวหยางเฟย?"
เสียงแหบพร่าเอ่ยลอดออกมาจากความมืด พร้อมกับร่างของเว่ยฮูหยินที่ทรุดโทรมลงไปถนัดตา สตรีผู้เคยสูงศักดิ์และเย่อหยิ่งในเบื้องหน้า บัดนี้เส้นผมสีดอกเลาหลุดลุ่ย อาภรณ์ผ้าแพรไหมยับยู่ยี่เปรอะเปื้อนคราบโคลนและโลหิตแห้งกรัง ดวงตาที่จ้องมองมาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังจนแทบเป็นสายเลือด ทว่าในความเกรี้ยวกราดนั้น กลับแฝงไว้ด้วยความหวาดระแวงอย่างถึงที่สุด
หยางเฟยไม่ตอบคำทันที นางก้าวช้าๆ เสียงรองเท้าปักลายหงส์กระทบพื้นหินดัง *ก๊อก... ก๊อก...* เป็นจังหวะที่สร้างความกดดันให้แก่ผู้รอคอยยิ่งกว่าเสียงกลองศึก นางหยุดยืนห่างจากลูกกรงเหล็กเพียงช่วงศอก ก่อนจะปรายตามองสภาพอันน่าเวทนาของอีกฝ่ายด้วยแววตราบาปที่ว่างเปล่า
"ฮูหยินเว่ย... ท่านยังจำความรู้สึกเมื่อยามที่มองดูผู้อื่นดิ้นรนอยู่ริมปากเหวแห่งความตายได้หรือไม่เพคะ?" หยางเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเยือกเย็นเสียจนคนฟังต้องสะท้าน "น่าเสียดายนักที่ความทรงจำของคนเรามักสั้นเสมอ เมื่อเป็นฝ่ายตกลงไปเสียเอง ถึงได้รู้ซึ้งว่าความหนาวเหน็บในหลุมพรางที่ตนเองขุดไว้ มันทรมานเพียงใด"
"เจ้า... นังสารเลว!" เว่ยฮูหยินพุ่งเข้าใส่ลูกกรงเหล็กสุดแรงเกิด สองมือแห้งกร้านคว้าจับซี่กรงแน่นจนข้อต่อปูดโปน ดวงตาเบิกโพลง "คิดว่ากำจัดคนของเราไปหมดแล้ว จะครองบัลลังก์อำนาจได้งั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! ความลับที่อยู่ในมือข้า... หากข้าตาย ฮ่องเต้จะต้องทรงทราบเรื่องนั้นแน่!"
หยางเฟยแย้มสรุปยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่กลับทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเสียวสันหลังวาบ นางค่อยๆ ยกมือขึ้นจัดสาบเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ของตนให้เข้าที่อย่างใจเย็น
"เรื่องที่ท่านกุมความลับเรื่องกองกำลังลับนอกด่าน หรือเรื่องที่ตระกูลเว่ยแอบลักลอบค้าอาวุธกับแคว้นศัตรูเพื่อโค่นล้มชินอ๋องกันแน่เพคะ?"
คำถามเรียบง่ายแต่น็อคสติของเว่ยฮูหยินให้หลุดลอยไปชั่วขณะ ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ นางไม่คิดว่าสตรีตรงหน้าจะล่วงรู้ความลับระดับคอขาดบาดตายนี้ได้ทั้งหมดภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน
"เจ้า... เจ้ารู้ได้อย่างไร..."
"ในโลกนี้ไม่มีความลับใดที่คงอยู่ตลอดไปหรอกเพคะ โดยเฉพาะความลับที่แลกมาด้วยชีวิตของผู้บริสุทธิ์นับร้อยในอดีต" หยางเฟยหุบยิ้ม แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก "ข้ามาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อฟังท่านต่อรอง แต่มาเพื่อให้โอกาสท่านเลือก... ระหว่างการตายอย่างไร้ค่าในคุกมืดแห่งนี้ กับการมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นพยานปากสำคัญในการลากคอ 'คนผู้นั้น' ลงมา"
ทันทีที่สิ้นคำพูดของนาง บรรยากาศภายในคุกใต้ดินก็พลันเงียบสงัดลงทันที มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ยังคงดังเป็นระยะ ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น เว่ยฮูหยินจ้องมองใบหน้างดงามที่เยือกเย็นดั่งรูปสลักหยกของหยางเฟย สมองอันเลอะเลือนกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็วท่ามกลางความสิ้นหวัง
ทว่า... ก่อนที่เว่ยฮูหยินจะได้อ้าปากเอ่ยคำใดออกมา ประกายไฟจากคบเพลิงบนผนังหินก็วูบไหวอย่างรุนแรง ราวกับมีกระแสลมพายุพัดผ่านเข้ามาจากช่องลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
*ฉับ!*
เสียงแหวกอากาศของวัตถุบางอย่างพุ่งตรงมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่ามนุษย์จะทันตั้งตัว!
"ระวัง!"
หยางเฟยผวายื่นมือผลักร่างของเว่ยฮูหยินหลบพ้นรัศมีวิถีมรณะในเสี้ยววินาที ทว่ารวดเร็วเกินกว่าจะป้องกันตัวเองได้ทั้งหมด ลูกดอกอาบยาพิษสีเขียวมรกตดอกหนึ่งเฉี่ยวผ่านหัวไหล่ขวาของนางไปอย่างเฉียดฉิว ฝากแผลลึกไว้ใต้เนื้อผ้าแพรเนื้อดี โลหิตสีแดงเข้มซึมทะลุอาภรณ์ออกมาอย่างรวดเร็ว
"อึก..." หยางเฟยนิ่วหน้าเล็กน้อย ความชาแล่นปราดไปทั่วหัวไหล่ขวา พิษร้ายเริ่มกัดกินผิวเนื้อจนนางต้องกัดฟันกรอดเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด
ความมืดเบื้องหน้าเริ่มสั่นไหว ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะดำสนิทพร้อมหน้ากากเงินครึ่งซีกก้าวออกมาจากเงาอับชื้นของมุมตึก กลิ่นอายสังหารรุนแรงแผ่กระจายกดทับจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาคู่คมดุจพญาอินทรีภายใต้หน้ากากมองตรงมาที่นางด้วยประกายไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวที่ถูกเก็บซ่อนไว้จนมิด
"โง่เขลาที่สุด!"
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยตวาดก้องกังวาน พร้อมกับร่างสูงของชินอ๋อง 'จิ้นอี้' ที่พุ่งเข้ามาประคองร่างของหยางเฟยไว้ในอ้อมแขนได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่ปลายดาบในมือเขาจะตวัดสะบัดเข้าใส่เงาดำที่ซ่อนอยู่มุมมืดจนเกิดประกายไฟแลบแปล๊บ
หยางเฟยเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเยือกเย็นดุร้าย แต่วินาทีนี้แผ่นอกกว้างของเขากลับสั่นไหวด้วยความร้อนรุ่มและหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ปลายนายนิ้วแกร่งของจิ้นอี้สั่นเทายามที่สัมผัสลงบนรอยแผลถูกพิษที่หัวไหล่ของนาง
"ใครอนุญาตให้เจ้าเอาชีวิตมาเดิมพันเล่นเช่นนี้ หลิวหยางเฟย!" เขากัดกรามแน่นจนสันนูน ดวงตาสفแดงก่ำเต็มไปด้วยโทสะและห้วงอารมณ์ล้ำลึกที่ยากจะบรรยาย
หยางเฟยฝืนยิ้มจางๆ ท่ามกลางความพร่ามัวของการมองเห็น นางใช้มือข้างที่เหลือเอื้อมไปแตะขอบหน้ากากเงินของเขาแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ร้อนระอุของบุรุษผู้ยอมพลิกแผ่นดินเพื่อปกป้องนาง
"หม่อมฉันไม่ได้เดิมพันด้วยความตาย... แต่เดิมพันด้วยหัวใจของพระองค์ต่างหากเพคะ..." นางเอ่ยเสียงแผ่วเบาก่อนที่สติจะดับวูบลงในอ้อมแขนที่โอบกอดไว้อย่างมั่นคงดั่งหินผาของเขา
ทว่า... ในวินาทีที่สติกำลังจะหลุดลอย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังกระหึ่มก้องมาจากปากทางเข้าคุกใต้ดิน พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำให้เลือดในกายของจิ้นอี้เย็นเฉียบ
"ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! ชินอ๋องสมรู้ร่วมคิดกับกบฏ... ให้จับกุมตัวทันที ผู้ใดขัดขืนมีโทษประหารทั้งเก้าชั่วโคตร!"
— ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมฝ่าพายุคมดาบและกลยุทธ์อันเชือดเฉือนเคียงข้างกุนซือหญิงของเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ! — เงียบแต่ฟาดเรียบ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 28
เดิมพันด้วยชีวิต
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!