กลิ่นอายของสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน รสชาติเค็มปร่าของโลหิตที่ไหลซึมมุมปากทำให้หลิวหยางเฟยรู้ว่า นางมิได้อยู่ในความฝันอันเลวร้าย หากแต่เผชิญหน้าอยู่กับความเป็นจริงอันโหดร้ายทารุณในคุกใต้ดินแห่งจวนเสนาบดีซ่ง
ชุดกระโปรงผ้าไหมปักลายเหมราชสีครามเข้ม บัดนี้ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนกับหยาดเลือดหยาดใหญ่ เส้นผมสีดำขลับที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตด้วยปิ่นหยกขาว บัดนี้หลุดลุ่ยระต้นคอระหง ร่างบอบบางถูกพันธนาการไว้กับเสาหินอัคนีเย็นเยียบด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าหนาหนัก ทุกครั้งที่ขยับกาย คมเหล็กย่อมบาดลึกเข้าสู่ผิวเนื้อจนร้าวรานถึงกระดูก
"สตรีปากแข็ง... เจ้าคิดว่าความฉลาดเฉลียวของเจ้า จะช่วยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าไปได้เช่นนั้นหรือ?"
เสียงหัวeเราะเยียบเย็นดังมาจากความมืดเบื้องหน้า เสนาบดีซ่งเหวินก้าวเท้าเข้ามาใกล้ แสงวับแวมจากคบเพลิงส่องให้เห็นใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความริษยาและอำนาจมืด ในมือของมันคือแส้หนังเสือชุบน้ำเกลือ ที่พร้อมจะฟาดลงมากลางแผ่นหลังของนางได้ทุกเมื่อ
หยางเฟยเงยหน้าขึ้น ดวงตาดอกท้อคู่สวยมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความหยิ่งทะนงดุจพญาหงส์ แม้ปีกจะหักรอมร่อ แต่ดวงตานั้นกลับเย้ยหยันจนซ่งเหวินต้องขบกรามแน่นด้วยความโกรธ
"ข้าจะรอ... รอวันที่สกุลซ่งของท่านพินาศย่อยยับไม่เหลือแม้แต่เศษซาก" เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังเอื้อnเอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงกลัว "คนชั่วช้าเช่นท่าน ต่อให้ใช้กำลังทรมานข้าสักเพียงใด วิญญาณของท่านก็ยังคงเน่าเฟะอยู่ในความมืดมิดอยู่ดี"
"ปากดีนัก! งั้นก็รับไปเสีย!"
ซ่งเหวินเงื้อมือขึ้นสุดแขน แส้ในมือหวีดหวิวผ่าอากาศมุ่งตรงเข้าหมายจะฉีกกระชากเนื้อผิวของสตรีตรงหน้าให้แหลกเหลว
*เพี๊ยะ!*
ทว่า... เสียงนั้นมิได้กระทบลงบนร่างของหยางเฟย
ประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบขึ้นในความมืดมิด พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ดาบยาวเล่มหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามาปัดป้องคมแส้ได้อย่างเฉียดฉิว แรงปะทะรุนแรงจนเสนาบดีซ่งเซถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความตกใจ
หยางเฟยหรี่ตามองผ่านความสลัว ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิทปักลายมฆาเงินยวง ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าดุจเทพแห่งความตายที่ก้าวออกมาจากขุมนรก กลิ่นอายเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณทำให้บรรยากาศในคุกใต้ดินลดฮวบลงจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง
จิ้นอี้ ชินอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้าย!
"บังอาจนัก! ใครกล้าบุกรุกจวนเสนาบดี... อั๊ก!"
ซ่งเหวินยังไม่ทันกล่าวจบประโยค ร่างของมันก็ลอยละลิ่วด้วยแรงเตะอันทรงพลังของบุรุษผู้มาใหม่ ก่อนจะกระแทกเข้ากับผนังหินอย่างแรงจนกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต ดวงตาของท่านอ๋องจิ้นอี้แดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ รัศมีอำนาจกดดันแผ่ซ่านจนทหารยามรอบด้านต่างเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นโดยไม่ต้องลงดาบ
"กล้าแตะต้องคนของเปิ่นหวาง... ดูท่าพวกเจ้าคงเบื่อหน่ายชีวิตกันแล้วกระมัง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้น ชายหนุ่มมิได้เหลือบแลเสนาบดีที่นอนระเนระนาดแม้แต่น้อย ฝ่ายขายาวก้าวตรงเข้ามาหาหยางเฟยอย่างรวดเร็ว แววตาที่ปกติราบเรียบดุจผืนน้ำนิ่งสนิท บัดนี้กลับไหววูบด้วยความเจ็บปวดล้ำลึกยามเมื่อเห็นสภาพอันบอบช้ำของสตรีในดวงใจ
"เจ้า... มาได้อย่างไรกัน..." หยางเฟยกระซิบแผ่วเบา ความเข้มแข็งทั้งหมดที่นางพยายามประคับประคองมาตลอดพังทลายลงทันทีเมื่ออยู่ในอ้อมกอดอันคุ้นเคยนี้
"เปิ่นหวางบอกแล้ว... ว่าต่อให้เจ้าพลิกแผ่นดินหลบหนี หรือตกลงไปในขุมนรก เปิ่นหวางก็จะตามไปลากตัวเจ้ากลับมา" จิ้นอี้กล่าวเสียงพร่า มือหนาสั่นเทาราวกับควบคุมไม่อยู่ยามเมื่อเอื้อมไปสัมผัสแก้มนวลที่มีรอยฟกช้ำ เขากัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นนูน ก่อนจะใช้กระบี่คู่กายตัดโซ่ตรวนเหล็กหนาขาดสะบั้นลงในดาบเดียว
ร่างบางเซถواเข้าสู่อ้อมอกกว้างทันทีที่พันธนาการหลุดร่วง กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยและไออุ่นจากร่างกายของเขาโอบอุ้มร่างที่หนาวสั่นของนางไว้อย่างทะนุถนอม
"ท่านอ๋อง! ทหาร... ทหารนอกประตู..." เสียงขององครักษ์เงาที่พุ่งเข้ามาสมทบดังขึ้นขัดจังหวะ
จิ้นอี้ช้อนร่างของหยางเฟยขึ้นแนบอกอย่างง่ายดายราวกับนางไร้น้ำหนัก สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบคอบราวนักล่าผู้เหนือกว่า "ฆ่าให้หมด... อย่าให้ผู้ใดรอดออกไปรายงานข่าวได้แม้แต่คนเดียว"
บรรยากาศในคุกใต้ดินแปรเปลี่ยนเป็นสนามสังหารในพริบตา คมดาบขององครักษ์พิทักษ์ชิ้นอ๋องสะบัดวูบเดียวโลหิตก็สาดกระเซ็นย้อมผนังหิน ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงกรีดร้องโหยหวน จิ้นอี้อุ้มกุนซือคู่ใจเดินฝ่ากองเลือดออกมาสู่อากาศบริสุทธิ์เบื้องนอกอย่างสง่างาม ราวกับก้าวเดินอยู่บนกลีบดอกไม้ในสวนหย่อม ไม่ใช่ท่ามกลางซากศพและกลิ่นคาวเลือด
สายลมยามราตรีพัดผ่านปะทะใบหน้า หยางเฟยซบหน้าลงกับอกแกร่ง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นรำเป็นจังหวะหนักแน่นของบุรุษผู้ยอมพลิกแผ่นดินเพื่อช่วยเหลือนาง
ทว่า... ในขณะที่ม้าศึกสีดำสนิทกำลังควบทะยานออกจากอาณาเขตจวนเสนาบดี ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ควรจะเงียบสงบ กลับปรากฏเสียงระฆังทองเหลืองกังวานสะท้อนก้องมาจากทิศทางของพระราชวังหลวงถึงสามครา!
เสียงระฆังประกาศอาณัติสวรรค์ยามวิกาล...
จิ้นอี้กระชากบังเหียนม้าหยุดกะทันหัน ดวงตาคมกริบหรี่ลงมองประกายไฟนับร้อยดวงที่กำลังเคลื่อนขบวนออกจากประตูวังมุ่งตรงมายังเส้นทางที่พวกเขาต้องผ่าน
บนยอดกำแพงสูงลิบ เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีทองปักลายมังกรห้าเล็บยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว พร้อมกับราชโองการสีชาดในมือที่ถูกสะบัดออกท่ามกลางสายลมหนาว
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมฝ่าพายุคมดาบและกลยุทธ์อันเชือดเฉือนเคียงข้างกุนซือหญิงของเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
— เงียบแต่ฟาดเรียบ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 29
แสงสว่างในยามค่ำคืน
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!