รอยเลือดบนปลายกระบี่ของจิ้นอี้ยังไม่ทันแห้งสนิทดี กลิ่นคาวโลหะก็คละคลุ้งผสมผสานไปกับกลิ่นอายฝนยามวิกาลที่สาดซัดกระทบหน้าต่างไม้แกะสลักลายหงส์คู่มังกร ภายในตำหนักลับชั้นใน หลิวหยางเฟยยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้ากองเพลิงที่กำลังเผาทำลายบัญชีลับของกลุ่มอำนาจเก่า แสงสีส้มแดงสาดส่องกระทบใบหน้างามที่เรียบเฉยราวน้ำค้างแข็ง ผ้าแพรต่วนสีดำสนิทขับเน้นให้เรือนร่างระหงดูสง่างามและน่าเกรงขามในคราเดียวกัน ทุกย่างก้าวที่ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นเดินเข้ามาใกล้ จึงเปรียบเสมือนการรุกคืบของพายุร้ายที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
"เจ้ายังคงใจกล้าเช่นเคย... หยางเฟย"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้นเบื้องหลัง ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะปนกลิ่นสุราฤทธิ์แรงและกลิ่นอายโลหิตจางๆ รดอยู่บริเวณต้นคอระหง จิ้นอี้ไม่ได้สวมชุดเกราะออกศึกเช่นยามกลางวัน หากแต่สวมอาภรณ์คลุมตัวยาวสีครามเข้มปักดิ้นเงินลายเมฆา อาภรณ์ชื้นฝนทำให้เนื้อผ้าแนบไปกับแผ่นอกกว้างและไหล่หนาที่แฝงไว้ด้วยพละกำลังอันดุร้าย ทว่าในยามนี้ ร่างสูงใหญ่กลับโน้มลงมาประชิดจนแทบไม่มีช่องว่าง สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพรากเหยื่อทอดมองร่างบางด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ยคำ
หยางเฟยไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน นางเพียงปรายหางตามองเงาสะท้อนในกระจกทองเหลือง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่แฝงความเย้ยหยันไว้จางๆ "หม่อมฉันเพียงแต่กำจัดเสี้ยนหนามที่ฝังรากลึกแทนพระองค์ หากช้าไปกว่านี้เกรงว่าแผนการที่หม่อมฉันวางไว้สามปีอาจจะพังทลายลงเพราะความลังเลชั่วพริบตาของท่านอ๋อง... เช่นนั้นแล้ว หม่อมฉันสมควรได้รับคำชมหรือราชอาญาจากพระองค์กันแน่เพคะ"
จิ้นอี้แค่นหัวเราะในลำคอ มือหนายื่นออกไปรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด บังคับให้แผ่นหลังบางแนบชิดกับอกแกร่ง แรงปะทะนั้นทำให้ลมหายใจของหยางเฟยสะดุดไปชั่วขณะ แต่นางยังคงฝืนสติ ปลายเล็บเรียวยาวจิกเข้ากับเนื้อผ้าเบาๆ เพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในอก
"เจ้าช่างกล้าท้าทายพญายมเช่นเรา" จิ้นอี้กระซิบชิดริมใบหู ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับกระบี่ไล้เบื้องแก้มเนียนนุ่มอย่างถือสิทธิ์ "รู้หรือไม่ว่า คืนนี้มีมือสังหารอีกสามสิบชีวิตที่ถูกส่งมาเพื่อปลิดชีพเจ้า แต่เรา... เป็นผู้กวาดล้างพวกมันด้วยมือตนเองจนเหลือเพียงความว่างเปล่า... เจ้าไม่คิดจะกล่าวขอบคุณสามีผู้แสนดีคนนี้สักหน่อยหรือ"
"สามี?" หยางเฟยทวนคำด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน นางเอี้ยวคอหันกลับมาสบตาคมกล้าคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาดั่งกวางสาวเต็มไปด้วยประกายคมปลาวาฬ "พระองค์ทรงลืมไปแล้วหรือว่าเราสองคนผูกสมัครรักใคร่กันด้วยผลประโยชน์และหนี้เลือด มิใช่ความเสน่หา... อีกอย่าง มือสังหารพวกนั้นต่อให้ไม่มีพระองค์ยื่นมือเข้าช่วย หม่อมฉันก็มีวิธีส่งพวกมันลงนรกก่อนจะได้เหยียบธรณีประตูนี้ด้วยซ้ำ"
ความดื้อรั้นและวาจาเชือดเฉือนนี้แทนที่จะทำให้จิ้นอี้กริ้ว กลับจุดประกายความเร่าร้อนในดวงตาคู่คมให้ลุกโชนขึ้นอย่างน่ากลัว อ๋องปีศาจผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใดกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ราวกับต้องการหลอมรวมร่างของนางให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง ความเย็นชาที่เคยใช้ห่อหุ้มกายพลันมลายหายสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความโหยหาที่ถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งแห่งความแค้น
"ปากเก่งนักนะ..."
จิ้นอี้ก้มลงประกบเรียวปากหยักลึกเข้ากับริมฝีปากอิ่มของนางอย่างดุดัน ไร้ซึ่งความนุ่มนวลอ่อนหวานในคราแรก มีเพียงรสชาติของความรุนแรง การครอบครอง และความอัดอั้นตันใจที่สั่งสมมาเนิ่นนาน หยางเฟยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางพยายามจะเบือนหน้าหนีและทุบตีอกแกร่งเพื่อประท้วง แต่เรียวแรงของสตรีหรือจะสู้บุรุษผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน มือหนาเพียงข้างเดียวก็รวบข้อมือทั้งสองข้างของนางไขว้ไว้เบื้องหลังได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับมืออีกข้างที่ประคองท้ายทอยบังคับให้นางต้องรับสัมผัสอันป่าเถื่อนนี้อย่างจำยอม
รสจูบที่เริ่มต้นด้วยการลงทัณฑ์แปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มหลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายฝนยามค่ำคืนผสมผสานกับกลิ่นจันทร์หอมจากกายของนางและกลิ่นบุรุษเพศของเขา สร้างบรรยากาศที่เย้ายวนจนน่าหวาดกลัว หยางเฟยรู้สึกราวกับสติปัญญาอันเฉียบคมที่เคยใช้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกำลังจะหลุดลอย หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึกยามใกล้รุ่ง นางพยายามตอกย้ำเตือนตนเองถึงความแค้นในอดีตชาติ ความตายที่มารดาต้องเผชิญ และรอยเลือดบนเสื้อผ้าของตน แต่สัมผัสวาบหวามที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กลับกัดเซาะกำแพงน้ำแข็งในใจนางทีละน้อย... ทีละน้อย
เมื่อจิ้นอี้ผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง หยางเฟยหอบหายใจถี่กระชั้น ใบหน้างามแดงก่ำด้วยความโกรธและอารมณ์ที่ปั่นป่วน ดวงตาคู่สวยคลอด้วยหยาดน้ำใสจากความคับแค้นใจ ทว่ามันกลับยิ่งขับเน้นให้นางงดงามหยาดเยิ้มจนแทบหยุดหายใจ
"ท่าน... ทำบ้าอะไรลงไป" นางเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาวาวโรจน์
จิ้นอี้จ้องมองริมฝีปากบวมเจ่อของนางด้วยสายตาพึงพอใจ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเช็ดคราบน้ำตารื้นที่หางตาของนางอย่างอ่อนโยน—ความอ่อนโยนที่ผู้ใดในแผ่นดินก็ไม่เคยได้รับจากอ๋องปีศาจผู้นี้
"เราเพียงแต่แสดงให้เจ้าเห็น... ว่าไม่ว่าเจ้าจะวางแผนการล้างแค้นที่ยิ่งใหญ่เพียงใด หรือใช้เล่ห์กลใดชักใยราชสำนัก สุดท้ายแล้ว... เจ้าก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของเราอยู่ดี หยางเฟย" สุ้มเสียงของเขาแหบพร่าแต่มั่นคงดั่งหินผา "เจ้าใช้ความแค้นเป็นเกราะคุ้มกาย แต่วันนี้... เราจะใช้หัวใจของเจ้ามาเป็นโซ่ตรวนล่ามเจ้าไว้กับเรา"
คำพูดนั้นทำเอาหยางเฟยชะงักงัน นางอ้าปากค้างจะโต้แย้ง แต่ก่อนที่คำพูดใดจะหลุดจากเรียวปาก ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงเคาะประตูไม้สนสลักที่ดังรัวเร็วด้วยความร้อนรน
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขององครักษ์เอกดังทะลุประตูเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "มีราชโองการด่วนจากห้องพระโรง... ฝ่าบาททรงพระประชวรหนักกะทันหัน และ... และพระราชสาส์นลับฉบับสุดท้ายที่ท่านแม่ทัพส่งกลับมาจากชายแดนเหนือ ระบุชัดเจนว่า... กองทัพห้าแสนนายแปรพักตร์แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
สีหน้าของจิ้นอี้เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในเสี้ยววินาที รัศมีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาราวกับภูเขาไฟที่พร้อมระเบิด หยางเฟยที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพลันได้สติ ความตึงเครียดกลับมาแทนที่ความวาบหวามเมื่อครู่ทันที แต่นางยังไม่ทันได้วิเคราะห์สถานการณ์อันเลวร้ายนี้ จู่ๆ ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกถีบกระเด็นด้วยพลังภายในอันกล้าแกร่ง
ร่างของขันทีเฒ่าคนสนิทแห่งตำหนักในก้าวเข้ามาด้วยสภาพโชกเลือด ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากถามสิ่งใด ขันทีผู้นั้นก็กระอักเลือดออกมาคำโต ล้มฟุกลงแทบเท้าของจิ้นอี้ พร้อมกับชูห่อผ้าเปื้อนเลือดสั่นเทาขึ้นมาเหนือหัว
"พระ... พระราชสาส์นลับจาก... ฮองเฮา... ทรงส่งมอบให้... กุนซือหลิว..."
ขันทีเฒ่าหมดลมหายใจไปทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโหมกระหน่ำสาดซัดราวดั่งเสียงคำรามจากขุมนรก
จิ้นอี้ก้มลงหยิบห่อผ้าชุ่มเลือดนั้นขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะยื่นส่งให้หยางเฟยด้วยมือที่มั่นคง ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปยังความมืดมิดเบื้องนอกหน้าต่างที่เพิ่งมีเงาร่างหนึ่งพาดผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับภูตผี
หยางเฟยรับห่อผ้ามาเปิดออก แสงจากกองเพลิงสาดส่องลงบนแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ที่เปื้อนคราบโลหิต ทันทีที่กวาดสายตาอ่านข้อความบรรทัดแรก ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความตกใจขีดสุด ร่างบางเซถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
บนกระดาษแผ่นนั้น มิใช่แผนการกบฏอย่างที่ควรจะเป็น... แต่มันคือรายชื่อสายลับแปดร้อยนายที่แทรกซึมอยู่ในกองทัพของจิ้นอี้... และหนึ่งในลายเซ็นผู้สั่งการสูงสุดที่ประทับตราลัญจกรด้วยเลือดสดๆ นั้น... คือลายมือของบิดาแท้ๆ ของนางเอง ผู้ที่ตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเล่ห์กลและห้วงอารมณ์อันลึกซึ้งนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กับดิฉันมาโดยตลอดนะคะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 30
คำสารภาพของปีศาจ
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!