กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 3

รอยยิ้มใต้คมดาบ

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายของไม้กฤษณาและควันกำยานราคาแพงลอยอลวนอยู่เบื้องหน้า ห่อหุ้มท้องพระโรงกว้างใหญ่ที่ประดับประดาด้วยโคมแก้วเจียระไนระยิบระยับ แสงไฟวับแวมสาดส่องกระทบผืนผ้าไหมปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ทะยานเมฆ บนโต๊ะเสวยยาวเหยียดรายล้อมด้วยจานกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่บรรจุอาหารเลิศรสจากทั่วทุกสารทิศ ทว่าบรรยากาศในค่ำคืนนี้กลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก แม้มหรสพเสียงพิณและซอสามสายจะบรรเลงขับกล่อมอยู่ด้านนอก แต่ไม่มีผู้ใดในที่นี้กล้าแม้แต่จะหายใจแรง หลิวหยางเฟย ก้าวพระบาทอย่างสง่างามบนพรมปูพื้นทอจากขนสัตว์สีชาด นางสวมอาภรณ์ปักลายดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับผ้าคลุมไหล่สีแดงเพลิง ท่วงท่าเยื้องกรายดั่งหงส์เหิร ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งใบมีดซ่อนในฝัก นางเลือกที่จะเดินเข้าสู่สนามรบแห่งอำนาจนี้ด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่มิได้มาจากความสุข หากแต่เป็นรอยยิ้มของพญายมผู้รอเวลาเก็บเกี่ยววิญญาณ สายตานับร้อยคู่ในท้องพระโรงต่างพากันจับจ้องมาที่นาง—สตรีผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงเงาเบื้องหลังตระกูลใหญ่ บัดนี้กลับยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางเหล่าขุนนางกังฉินและเชื้อพระวงศ์ผู้กระหายอำนาจ "ดูนางสิ... ช่างกล้านักที่มาร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ ทั้งที่ตระกูลหลิวของนางกำลังจะกลายเป็นเพียงเศษธุลี" เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากมุมมืดของเหล่าสนวนใน ทว่าหยางเฟยหาได้ใส่ใจ นางกวาดสายตาผ่านม่านไข่มุกไปยังประธานในพิธี ที่ซึ่งองค์จักรพรรดิประทับอยู่เคียงข้างฮองเฮาผู้ทรงอำนาจ และเบื้องล่างลงมาคือบุรุษผู้ทำให้หัวใจนางเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินบรรยาย ชิ้นอ๋อง—จิ้นอี้ พระองค์ประทับอยู่บนรถเข็นไม้จันทน์แกะสลัก อาภรณ์สีนิลสนิทขับเน้นให้พระพักตร์หล่อเหลาดั่งหยกสลักดูเยือกเย็นและอันตรายยิ่งขึ้น ร่องรอยของถ้วยชาที่ถูกบีบจนแตกละเอียดในมือก่อนหน้า ราวกับเป็นภาพลวงตาเมื่อทอดพระเนตรเห็นพระหัตถ์คู่นั้นประสานกันอย่างสงบนิ่งบนตัก ทว่าดวงเนตรคมกลาบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกลับจับจ้องมาที่ร่างของนางราวกับต้องการจะทะลุทะลวงเข้าไปถึงวิญญาณ หยางเฟยมิได้หลบสายตา นางแย้มสรวลให้พระองค์คราหนึ่ง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความนัย—รอยยิ้มใต้คมดาบที่พร้อมจะปลิดชีพผู้ใดก็ตามที่ขวางทาง "คารวะฝ่าบาท คาราวะชิ้นอ๋อง" เสียงหวานกังวานใสราดรดลงบนความเงียบงัน นางย่อกายทำความเคารพอย่างงดงามตามธรรมเนียมราชสำนัก ทุกสัดส่วนการเคลื่อนไหวเปี่ยมด้วยความประณีตไร้ที่ติ จนแม้แต่เหล่าขุนนางเฒ่าผู้เข้มงวดเรื่องพิธีรีตองยังต้องแอบลอบกลืนน้ำลาย องค์จักรพรรดิแย้มพระสรวลจอมปลอม "ลุกขึ้นเถอะคุณหนูหลิว วันนี้เป็นงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง ไยเจ้าจึงดูเคร่งเครียดนักเล่า หรือว่าอาหารในวังหลวงจะไม่ถูกปากตระกูลหลิวของเจ้า" คำพูดนั้นแฝงด้วยหนามยอกอก ทุกคนต่างรู้ดีว่าตระกูลหลิวเพิ่งถูกกล่าวหาว่าซ่องสุมกำลังพลและเตรียมก่อกบฏ พระราชดำรัสนี้จึงมิใช่คำถาม หากแต่เป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติม หยางเฟยมิได้สะทกสะท้าน นางลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาสุกใสราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด "ทูลฝ่าบาท อาหารในวังหลวงล้วนเลิศรสหาที่เปรียบมิได้เพคะ เพียงแต่หม่อมฉันกำลังคิดว่า... อาหารที่อร่อยที่สุด มักจะมีรสชาติหอมหวานที่สุดก่อนที่พิษร้ายจะออกฤทธิ์ต่างหากเพคะ" สิ้นคำกล่าวของนาง ท้องพระโรงทั้งห้องก็พลันเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม ขุนนางหลายคนถึงกับสำลักน้ำลายตนเอง ฮองเฮาชะงักพระพักตร์ รอยยิ้มบนพระโอษฐ์แข็งค้าง จิ้นอี้ที่นั่งนิ่งมาตลอด มุมพระโอษฐ์กลับกระตุกขึ้นเล็กน้อย—เพียงเสี้ยววินาทีที่บางเบาดั่งสายลมพัดผ่าน ทว่าไม่รอดพ้นจากสายตาของกุนซือสาวผู้ชาญฉลาด "บังani! เจ้ากล้าเปรียบเปรยอาหารในงานเลี้ยงหลวงเช่นนี้เชียวหรือ!" ขุนนางฝ่ายบู๊ผู้หนึ่งตบโต๊ะลุกขึ้นตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราและโทสะ "ตระกูลหลิวของเจ้าใกล้จะพินาศอยู่รอมร่อ ยังมีหน้ามาต่อปากต่อคำในท้องพระโรงอีกหรือ!" หยางเฟยไม่แม้แต่จะชายตาแลบุรุษผู้นั้น นางยังคงทอดสายงามมองตรงไปยังองค์จักรพรรดิ น้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคงดั่งหินผา "ใต้เท้าหลี่กล่าวเกินไปแล้ว หม่อมฉันเพียงแต่เปรียบเทียบสัจธรรมของโลก หลุมพรางที่ลึกที่สุด มักถูกอำพรางด้วยดอกไม้ที่งดงามที่สุดเสมอ... ท่านว่าจริงหรือไม่เพคะ ชิ้นอ๋อง" นางจงใจเบนสายตาไปสบประสานกับดวงเนตรสีนิลล้ำลึกของจิ้นอี้ ความกดดันรอบกายพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด ชิ้นอ๋องทรงเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย พระหัตถ์ที่วางอยู่บนตักขยับเพียงนิด "คุณหนูหลิวกล่าวได้น่าสนใจ" สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง เย็นชาเสียจนผู้คนต้องสั่นสะท้าน "หลุมพรางที่งดงาม... เช่นนั้นเจ้าคงเป็นผู้เชี่ยวชาญในการมองหาดอกไม้พิษกระมัง" "หม่อมฉันเพียงแต่ระวังตัวไม่ให้ถูกหนามของมันทิ่มแทงจนตายอย่างน่าอนาถเพคะ" หยางเฟยตอบกลับทันควันอย่างไร้ความเกรงกลัว รอยยิ้มบนริมฝีปากของนางงดงามหยาดเยิ้ม ทว่าแฝงไว้ด้วยประกายสังหารที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง ในจังหวะนั้นเอง ขันชราผู้ดูแลงานเลี้ยงก็รีบรุดเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์ พร้อมถาดทองคำที่บรรยากาศจอกสุราหยกเขียวมรกตส่งกลิ่นหอมแปลกประหลาด "ทูลฝ่าบาท... สุราพิเศษจากแคว้นซีเป่ย เพื่อถวายพระพรชัยชนะแด่ฝ่าบาทและชิ้นอ๋องเพคะ" หยางเฟยหรี่ตาลงทันที กลิ่นหอมนั้น... กลิ่นของดอกอู๋กู่ที่ถูกบดผสมกับสุรา เป็นพิษหายากที่จะทำให้ผู้ดื่มไร้เรี่ยวแรงและสิ้นใจภายในสามชั่วยามโดยไม่ทิ้งร่องรอย บาดแผลถูกสร้างขึ้นเพื่อโยนความผิดให้ตระกูลหลิวอย่างแน่นอน นางจำกลิ่นนี้ได้แม่นยำจากความทรงจำในชาติก่อน! มือเรียวบางของนางขยับซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ จังหวะหัวใจเต้นระรัวแต่นิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบึงลึก นางกำลังจะก้าวออกไปขัดขวางจอกสุรานั้น ทว่าชิ้นอ๋องกลับทรงยกพระหัตถ์ขึ้นห้ามข้าราชบริพารเสียก่อน ดวงเนตรคมกริบของจิ้นอี้ไม่ได้มองที่จอกสุรา พระองค์ทอดพระเนตรตรงมาที่นาง... และเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของหยางเฟยเย็นเฉียบ "ในเมื่อคุณหนูหลิวเตือนเรื่องดอกไม้พิษ... เช่นนั้น สุราจอกนี้ ให้คุณหนูหลิวเป็นผู้ดื่มถวายเปิดงาน ดีหรือไม่?" ความเงียบงันระดับมรณะเข้าปกคลุมท้องพระโรงทันที ทั่วร่างของหยางเฟยชาวาบ นางไม่คาดคิดว่าจิ้นอี้จะโยนหมากตานี้เข้าใส่ตัวนางเองอย่างรวดเร็วและไร้ความปรานีเช่นนี้! ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปในห้วงเวลาอันเชือดเฉือนและงดงามนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%