หมึกสีชาดบนฎีกาฉบับสุดท้ายถูกตวัดเส้นสายจนเฉียบคมดุจใบมีด หลิวหยางเฟยวางพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนแท่นหยกขาวอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดรบกวนความเงียบงันภายในห้องทรงอักษรบูรพา
กลิ่นกำยานบุปผาเหมันต์ที่ลอยอวลอยู่กลางอากาศผสมผสานกับกลิ่นอายความกดดันจากบุรุษผู้ประทับอยู่เบื้องบน พระองค์ทรงอาภรณ์คลุมผ้าแพรต่วนสีดำปักลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นเงินยวดยิ่งสะท้อนความน่าเกรงขาม ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายคู่นั้นกวาดมองม้วนกระดาษรายงานแผนยุทธศาสตร์สามสิบทิศทางที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยลายมืออันงดงามประดุจตัวอักษรของบัณฑิตเอก
ไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่ตัวอักษรเดียว ไม่มีช่องโหว่ให้ศัตรูฉวยโอกาส และไม่มีสิ่งใดเกินเลยกว่าที่ควรจะเป็น
"เจ้าใช้เวลาเพียงสิบห้าวันในการรื้อถอนรากฐานของตระกูลหลี่ที่ฝังรากลึกมานานนับทศวรรษให้พังครืนลงมาด้วยกระดาษเพียงไม่กี่แผ่นกับรายชื่อบัญชีส่วย..."
สุระเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้น ทว่าแฝงความระคนทึ่งไว้ลึกๆ จิ้นอี้ ชินอ๋องผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมเกรียมและไม่เคยแยแสต่อสภาวะจิตใจผู้ใด ค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้นจากกองฏีกา สายตาคมปลาบพินิจมองสตรีตรงหน้าผู้มีศักดิ์เป็นเพียง "ที่ปรึกษาเงา" มาตลอดหลายเดือน
หยางเฟยมิได้หลบสายตานั้น นางเพียงย่อกายลงช้าๆ อย่างสง่างามตามธรรมเนียม ชุดกระโปรงผ้าไหมปักลายเหมันต์สีฟ้าครามซ้อนทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งปักดิ้นเงินยวงขับเน้นให้ร่างระหงดูสงบนิ่งและเยือกเย็นยิ่งขึ้น เส้นผมสีดำสนิทถูกเกล้าเก็บอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกสลักลายดอกโบตั๋นหยาดค้างฟ้า
"อำนาจของตระกูลหลี่มิได้พังทลายเพราะกระดาษของหม่อมฉันเพคะ... แต่พังทลายเพราะความโลภและความหลงระเริงในอำนาจของพวกเขาเอง หม่อมฉันเพียงแค่... ยื่นกระจกสะท้อนเงาที่แท้จริงให้ฝ่าบาทและราชสำนักได้ทอดพระเนตรเท่านั้นเพคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่มั่นคงและเปี่ยมด้วยอำนาจทางปัญญาที่แทรกซึมอยู่ทุกอณูคำพูด
จิ้นอี้แค่นพระSuraสราญรมย์เบาๆ ในลำพระoora มุมพระโอษฐ์หยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่หาดูได้ยาก "กระจกที่เจ้าว่า... คงบาดมือพวกมันจนเลือดอาบแผ่นดินแล้วกระมัง หลิวหยางเฟย เจ้าช่างเป็นสตรีที่อันตรายยิ่งนัก หากบุรุษทั่วหล้ารู้ว่าเบื้องหลังความล่มสลายของขุนนางใหญ่คือน้ำมือของสตรีตัวเล็กๆ ที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ตรงนี้ พวกมันคงนอนตาไม่หลับไปตลอดชีวิต"
"หากพวกมันมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อบัลลังก์และแผ่นดินแต่แรก ย่อมไม่ต้องหวาดกลัวเงาของตนเองเพคะ" หยางเฟยตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน ดวงตากลมโตคู่คมฉายประกายวาววับดั่งเพชรน้ำเอกในความมืด "อีกอย่าง... หม่อมฉันหาใช่สตรีตัวเล็กๆ ที่ผู้ใดจะรังแกได้ตามอำเภอใจอีกต่อไปแล้วในชาตินี้"
คำพูดประโยคสุดท้ายแม้จะแผ่วเบา แต่กลับทิ้งน้ำหนักลงกลางห้องโถงจนบรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง จิ้นอี้หรี่พระเนตรลงเล็กน้อย ความทรงจำเกี่ยวกับความแค้นในอดีตชาติและการล้างบางตระกูลหลิวที่เขารับรู้ผ่านสายข่าวลับแวบเข้ามาในพระHata นางสตรีผู้นี้มีความแค้นที่ฝังรากลึกยิ่งกว่ามหาสมุทร และความแค้นนั้นเองที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการเผาผลาญศัตรูทางการเมืองของเขาให้มอดไหม้เป็นจุล
มือหนาภายใต้ร่มผ้าแพรเอื้อมไปหยิบป้ายหยกประจำตำแหน่งสีทองอร่ามที่สลักลวดลายพยัคฆ์กาง 3 ชั้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของ "มหาเสนาบดีที่ปรึกษาฝ่ายในและฝ่ายนอก" วางลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมตรงหน้าหยางเฟย
"นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้ามิใช่เพียงที่ปรึกษาเงาในห้องหนังสืออีกต่อไป..." จิ้นอี้ตรัสด้วยน้ำเสียงกึ่งคำสั่งกึ่งประทานอนุญาต "แต่เจ้าคือ 'กุนซือหลวง' ผู้มีอำนาจตัดสินใจในราชกิจเคียงข้างบัลลังก์ชินอ๋อง ทุกคำพูดของเจ้ามีค่าเท่ากับพระราชโองการ ทุกย่างก้าวของเจ้าคือตัวแทนแห่งอำนาจของเรา ใครหน้าไหนกล้าขัดขวางเจ้า... ถือเป็นกบฏ มีสิทธิ์ประหารได้ทันทีโดยไม่ต้องทูลขอ"
หยางเฟยมองป้ายหยกสีทองอร่ามที่สะท้อนแสงไฟจากตะเกียงสำริด นางมิได้แสดงอาการดีใจหรือตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ความสงบนิ่งนี้ทำให้ชินอ๋องผู้เยือกเย็นอดที่จะรู้สึกชื่นชมในความหนักแน่นของนางไม่ได้
นางคุกเข่าลงช้าๆ สองมือประสานกันรับป้ายหยกนั้นขึ้นมาแนบอก สัมผัสเย็นเยียบของเนื้อหยกชั้นดีส่งผ่านเข้ามาถึงฝ่ามือ เป็นสัญลักษณ์ว่าจากนี้ไป หลิวหยางเฟยคนเดิมที่เคยถูกเหยียบย่ำและสังหารอย่างไร้ความปรานี ได้ตายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว... เหลือเพียงยอดกุนซือหญิงผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดินไว้ในกำมือ
"ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงไว้วางพระPura... หม่อมฉันขอเอาชีวิตและจิตวิญญาณเป็นเดิมพัน จะไม่ยอมให้ผู้ใดสั่นคลอนราชบัลลังก์และทำลายความสงบสุขของราษฎรได้อีกเด็ดขาดเพคะ"
ขณะที่บรรยากาศกำลังอบ1อวลไปด้วยความสשดและพันธะสัญญาแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีคนสนิทก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ด้านนอกประตูห้องทรงอักษรปรากฏเงาร่างของขันทีเฒ่าที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"กราบทูล... กราบทูลท่านชินอ๋อง!" เสียงนั้นแหบพร่าและขาดห้วง "ม้าเร็วจากชายแดนอุดรส่งสารด่วนที่สุดพ่ะย่ะค่ะ... เกิดเหตุเพลิงไหม้คลังเสบียงหลวงครั้งใหญ่ และ... และแม่ทัพใหญ่ผู้รักษาด่านหน้าถูกลอบปลงพระชนม์ในค่ายพักเมื่อยามสามที่ผ่านมาพ่ะย่ะค่ะ!"
ดวงเนตรของจิ้นอี้วาวโรจน์ขึ้นด้วยโทสะระอุ รัศมีสังหารแผ่ซ่านออกมารอบวรกายจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตาเห็น ทว่าในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด หลิวหยางเฟยกลับค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ รอยยิ้มบางเบาแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งผุดขึ้นที่มุมปากของนาง
นางก무ลงกระซิบบางอย่างข้างพระหัตถ์ของชินอ๋องด้วยน้ำเสียงที่ทำให้พระองค์ต้องชะงักและเบิกพระเนตรกว้างด้วยความประหลาดใจ
"ไม่ต้องตกใจไปเพคะฝ่าบาท... หมากตานี้ มิใช่ความพ่ายแพ้..." นางเว้นวรรคเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววเจ้าเล่ห์ดุจปีศาจสาวพราวเสน่ห์ "แต่เป็นโอกาสทองที่เราจะได้ตลบหลัง 'หนูสกปรก' ที่ซ่อนตัวอยู่ในวังหลวงตัวจริงต่างหากเพคะ..."
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันความอยุติธรรมไปพร้อมกับกุนซือหญิงของเรานะคะ!
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 12
รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!