คมดาบเล่มนั้นมิได้กรีดผ่านความว่างเปล่า... แต่พุ่งแหวกอากาศยามราตรีมาปักลงบนเบาะรองนั่งปักลายเมฆมงคลสีชาดอย่างแม่นยำ เส้นด้ายทองคำที่ปักเย็บโดยช่างหลวงสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับวาม ราวกับดวงตาของอสรพิษที่กำลังจ้องมองความตาย
"ไม่ต้องตกใจไปเพคะฝ่าบาท... หมากตานี้ มิใช่ความพ่ายแพ้..."
หลิวหยางเฟยเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกฉีกกระชากด้วยเงาดำนับสิบที่พุ่งทะยานเข้ามาทางหน้าต่างกระดาษสา ร่างระหงในชุดฮั่น복สีเขียวหยกปักลายกิ่งเหมยยังคงนั่งนิ่งสนิท มือเรียวดั่งลำเทียนประคองถ้วยชาอุ่นระอุไว้มั่นโดยไม่แม้แต่จะปัดป้องประกายคมมีดที่เฉียดผ่านปลายเส้นผมของนางไปเพียงมิลลิเมตรเดียว
ดวงตากลมโตฉายแววเจ้าเล่ห์ดุจปีศาจสาวพราวเสน่ห์ ขณะที่จิ้นอี้ ชินอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้าย หาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายไหมสีเงินยวงขยับเพียงปลายนิ้ว ดาบยาวประจำกาย ‘จันทราโลหิต’ ก็หลุดออกจากฝักด้วยเสียงกังวานดั่งเสียงคำรามของพยัคฆ์
"เจ้ากล้าดียังไงถึงปล่อยให้พวกมันเข้ามาใกล้ตัวเจ้าถึงเพียงนี้ ยายตัวแสบ" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยลอดไรฟัน แม้แววตาจะฉายประกายความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยียบเย็น แต่กระบวนท่ากลับรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด เพียงพริบตาเดียว เงาดำร่างแรกที่พุ่งเข้ามาพร้อมกริชอาบยาพิษก็ทรุดฮวบลงแทบเท้า เลือดสีดำส่งกลิ่นคาวคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วตำหนักรับรอง
"หากหม่อมฉันไม่เปิดช่องว่าง แล้ว 'หนูสกปรก' ที่ซ่อนตัวอยู่ในวังหลวงจะยอมโผล่หัวออกมาจากรูหรือเพคะ?" หยางเฟยแย้มยิ้มบางเบา นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างแผ่วเบาราวกับไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น รอยยิ้มของนางงดงามหยาดเยิ้มปานหยาดน้ำค้างบนกลีบบัว ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมที่ทำเอาผู้พบเห็นต้องขนลุกชัน
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบแต่ดุเดือด เหล่านักฆ่ามือฉกาจถูกฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อปลิดชีพเป้าหมายในพริบตา ทว่าพวกมันกลับประเมินสติปัญญาของกุนซือหญิงผู้นี้ต่ำเกินไป ทุกย่างก้าวที่พวกมันบุกเข้ามา กลับตกอยู่ในวงล้อมกลยุทธ์ที่นางวางแผนตลบหลังไว้อย่างแนบเนียนตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว
"ระวังข้างหลังเพคะ!"
หยางเฟยเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะที่มือเรียวดีดเข็มเงินอาบยาชาสามเล่มออกไปอย่างแม่นยำ ฝังเข้าที่จุดตายของนักฆ่าผู้หนึ่งที่กำลังเงื้อดาบหมายจะลอบทำร้ายชินอ๋องจากด้านหลัง จิ้นอี้ไม่จำเป็นต้องหันกลับไปด้วยซ้ำ เขารับรู้ถึงความเคลื่อนไหวทั้งหมดผ่านสัญชาตญาณนักรบ ดาบในมือวาดโค้งเป็นวงพระจันทร์เสี้ยว ตัดศีรษะศัตรูขาดกระเด็นในดาบเดียว เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมอาภรณ์สีดำสนิทของเขาให้ดูน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก
กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านปกคลุมทั่วห้องโถง ผ่านไปเพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อ (สิบห้านาที) นักฆ่าฝีมือดีนับสิบกลับกลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณกองระเกะระระกะบนพื้นพรมทอจากขนสัตว์สีขาวบริสุทธิ์
จิ้นอี้สะบัดคราบเลือดออกจากคมดาบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะสาวเท้าย่างสามขุมเข้ามาหาร่างบางที่ยังคงนั่งไขว่ห้างจิบชาอย่างสบายใจเฉิบ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโกรธเคือง ระคนทึ่ง และลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น
"เจ้าเอาชีวิตตัวเองมาเดิมพันกับแผนการบ้าบิ่นเช่นนี้อีกแล้วนะ หยางเฟย" เขาโน้มตัวลงใช้ปลายนิ้วเชยคางมนขึ้นบังคับให้นางสบตา กลิ่นอายความกดดันแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่จนบรรยากาศรอบตัวแทบหยุดนิ่ง "หากข้าช่วยเจ้าไม่ทันเมื่อครู่ เจ้าจะทำเช่นไร?"
"ฝ่าบาททรงกังวลเกินไปแล้วเพคะ..." หยางเฟยไม่หลบสายตา รอยยิ้มเย้ายวนปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางเอื้อมมือเรียวไปแตะปะทะที่สาบเสื้อของชินอ๋องที่มีรอยขาดจากการต่อสู้เบาๆ "หม่อมฉันคำนวณไว้หมดแล้ว ว่าบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เช่นท่าน... ไม่มีทางปล่อยให้ภรรยาในอนาคตต้องมีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อยหรอกเพคะ"
คำว่า 'ภรรยาในอนาคต' ทำให้แววตาพญาอินทรีย์ของจิ้นอี้ไหววูบเล็กน้อย ความเย็นชาที่เคยปกคลุมใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียนสลักถูกละลายลงชั่วขณะ เขาแค่นเสียงในลำคอเบาๆ อย่างหมั่นไส้ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงกระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม "ปากเก่งนักนะ... ไว้เสร็จเรื่องนี้ ข้าจะปรับทัณฑ์เจ้าให้สาสมทีเดียว"
"หม่อมฉันรอรับโทษจากฝ่าบาทเสมอเพคะ..." นางหัวเราะคิกคักในลำคออย่างไม่เกรงกลัว ก่อนที่ดวงตากลมโตจะหันไปมองศพหนึ่งในจำนวนนั้นที่สวมแหวนหยกอัญมณีลายประหลาดที่นิ้วชี้ "แต่อย่างน้อย ตอนนี้เราก็ได้หลักฐานชิ้นสำคัญที่จะลากตัว 'ปลาตัวใหญ่' ออกมาจากบ่อโคลนแล้วล่ะเพคะ"
จิ้นอี้ผละออกจากร่างบาง เขาก้มลงใช้ปลายดาบเขี่ยมือของศพนักฆ่าหัวหน้ากลุ่มขึ้นมา ดวงตาคมหรี่ลงเมื่อเห็นตราประทับลับที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าของมัน "ตราประทับของกองกำลังองครักษ์ตำหนักใน... สนง.ของพระสนมจางสินะ"
"ถูกต้องเพคะ..." หยางเฟยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์สีเขียวหยกพริ้วไหวตามการเคลื่อนไหว นางเดินเข้าไปใกล้ร่างไร้วิญญาณนั้น ใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างนั้นให้พลิกหงายเผยให้เห็นรอยสักรูปบุปผาโลหิตที่ต้นคอ "รอยสักนี้คือหลักฐานยืนยันว่า นางสนมผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นมิได้มีดีแค่อำนาจในวังหลัง แต่ยังมีกองกำลังลับอยู่นอกเมืองอีกด้วย"
บรรยากาศภายในตำหนักกลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้งเมื่อตัวหมากเริ่มเดินไปตามกระดานที่กุนซือหญิงวางไว้ ทว่าก่อนที่ทั้งสองจะได้ปรึกษาหารือถึงแผนการขั้นต่อไป เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรัวเร็วจากด้านนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
"กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ!" เสียงของนางกำนัลคนสนิทหน้าประตูห้องดังลั่นด้วยความตื่นตระหนก "ขันทีจากตำหนักใหญ่... นำราชโองการด่วนที่สุดมาถึงแล้วเพคะ แจ้งว่า... แจ้งว่าฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนักกะทันหัน หลังเสวยพระกระยาหารค่ำจากตำหนักของพระสนมจางเพคะ!"
จิ้นอี้และหลิวหยางเฟยสบตากันทันที ประกายตาของทั้งคู่คมกริบดุจใบมีด
เพลิงแค้นที่สุมอกกำลังลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เมื่อเกมการเมืองระดับแผ่นดินกำลังจะถูกพลิกคว่ำด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง
แต่ทว่า... ในจังหวะที่หยางเฟยกำลังจะเอ่ยปากสั่งการ ขันทีผู้ถือนำราชโองการกลับก้าวเข้ามาในห้องรับรองด้วยท่าทีแปลกประหลาด ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกโพ้าง
และสิ่งที่ร่วงหล่นจากมือของขันทีผู้นั้น... กลับไม่ใช่พระราชโองการลับอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็น 'ปิ่นปักผมหยกเลือด' ของมารดาของหลิวหยางเฟยที่ควรจะถูกฝังไปพร้อมกับศพเมื่อสิบปีก่อน!
ด้วยความรักจากใจจริง
"เงียบแต่ฟาดเรียบ"
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 13
อาภรณ์สีเลือด
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!