“ถ้าท่านจะกรุณาเก็บกริชเงินเล่มนั้นลงเสียก่อน เราอาจจะสนทนาเรื่องอนาคตของคฤหาสน์แวน ฮอร์น ได้รื่นรมย์กว่านี้”
เสียงเย็นเยียบของคาสเซียน แวน ฮอร์น ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นในโถงรับรองส่วนตัว เอเลน่าขยับร่างไปด้านหลังเก้าอี้กำมะหยี่สีเลือดนก ปลายนิ้วของเธอสั่นเทาขณะจับจ้องชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับคาสเซียนราวกับพิมพ์เดียวกัน เพียงแต่ดวงตาของเขานั้นไม่มีความเย็นชาที่สุขุม แต่กลับเต็มไปด้วยกระหายที่ซ่อนอยู่ในแววตาหิวโหย
“อนาคตงั้นหรือ?” เอ็ดเวิร์ด แวน ฮอร์น ผู้เป็นอาของคาสเซียนหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่แหลมสูงจนน่าขนลุก เขาใช้นิ้วชี้เคาะกริชลงบนโต๊ะไม้โอ๊คดัง *กริ๊ก... กริ๊ก...* “คาสเซียน หลานรัก เจ้าเอาของเล่นที่แตกสลายไปแล้วอย่าง ‘เอเลน่า วอน เดอ บรูค’ มาไว้ข้างกายเพื่อถ่วงเวลา หรือเพื่อรอวันตายกันแน่?”
เอเลน่าเม้มปากแน่น ความทรงจำเลือนรางเกี่ยวกับคฤหาสน์ที่ถูกเพลิงเผาผลาญวาบขึ้นมาในหัว—ภาพใบหน้าที่คล้ายกับเอ็ดเวิร์ดกำลังยิ้มเยาะอยู่ท่ามกลางเปลวไฟในคืนนั้น มันไม่ใช่ความบังเอิญ... แต่มันคือคำสาปที่ตามมาหลอกหลอน
“นางไม่ใช่ของเล่น” คาสเซียนขยับตัวเพียงเล็กน้อย ทว่าแรงกดดันมหาศาลกลับแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ เขาไม่ได้ชักอาวุธ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับหนักอึ้งราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมด “นางคือผู้ถือครองพันธะสัญญาที่แม้แต่ท่านก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง หากท่านล้ำเส้นเข้ามาในเขตของข้าอีกเพียงก้าวเดียว กริชเล่มนั้นจะไม่ได้วางอยู่บนโต๊ะ แต่จะฝังอยู่ในขั้วหัวใจของท่านแทน”
เอ็ดเวิร์ดแสยะยิ้ม เขาไม่สะทกสะท้าน ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ “พันธะสัญญาที่ว่า... เป็นเรื่องของอดีตที่ตายไปแล้ว คาสเซียน! เจ้าก็รู้ดีว่าตระกูลวอน เดอ บรูค ไม่เหลืออะไรนอกจากเถ้าถ่าน และเด็กสาวคนนี้... ก็เป็นเพียงเครื่องมือที่รอการชำระล้าง”
เขาลุกขึ้นยืน ร่างกายที่ดูผอมโซแต่แข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดเดินอ้อมโต๊ะมาทางเอเลน่าอย่างเชื่องช้า เอเลน่าถอยหลังจนชนเข้ากับผนังเย็นเฉียบ กลิ่นกำยานราคาแพงที่ลอยมาจากตัวเอ็ดเวิร์ดช่างคุ้นเคยอย่างน่ารังเกียจ กลิ่นเดียวกับที่เธอเคยได้รับในคืนที่ครอบครัวของเธอสิ้นลม
“เจ้าดูตกใจนะ แม่ดอกกุหลาบ” เอ็ดเวิร์ดโน้มตัวลงมา ใบหน้าของเขาห่างจากเธอเพียงคืบ ลมหายใจร้อนผ่าวแตะที่ข้างแก้มของเธอ “เจ้าจำอะไรได้บ้าง? เสียงกรีดร้อง? รสชาติของสนิมเหล็ก? หรือว่า... เสียงกระซิบของคนที่สั่งให้ฆ่าพ่อแม่ของเจ้ากันแน่?”
เอเลน่ารู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก ความสับสนเข้าจู่โจมจนเธอไร้หนทางหนี ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอเห็นสายตาของคาสเซียนที่จ้องมองมา—มันไม่ใช่ความเห็นใจ แต่มันคือความต้องการที่จะรู้ว่า ‘เธอจำอะไรได้บ้าง’ เขาเองก็กำลังใช้เธอเป็นเครื่องมือในการสืบค้นความลับของอาตนเองเช่นกัน
“นางไม่รู้อะไรทั้งนั้น” คาสเซียนแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงความดุดัน “และข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านใช้ความทรงจำที่บิดเบี้ยวของท่านมาครอบงำนาง”
“งั้นหรือ? ช่างเป็นคู่หมั้นที่แสนดีเสียจริง” เอ็ดเวิร์ดแค่นหัวเราะ ก่อนจะหยิบจดหมายปิดผนึกด้วยตราประทับสีดำสนิทออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะ “ถ้าอย่างนั้น ข้าก็หวังว่า ‘งานเลี้ยงกุหลาบอาบเงาจันทร์’ ในอีกสามวันข้างหน้า จะเป็นบทพิสูจน์ได้ว่า... หลานรักของข้าดูแลของล้ำค่าได้ดีแค่ไหน ก่อนที่สภาขุนนางจะเข้ามาจัดการเรื่องที่ดินของวอน เดอ บรูค ที่ถูกโอนย้ายอย่างผิดกฎหมาย”
เอ็ดเวิร์ดหันหลังเดินไปที่ประตู เขาหยุดชะงักที่กรอบประตู กลิ่นกำยานที่ทิ้งไว้เริ่มคลุ้งไปทั่วห้องจนน่าเวียนหัว “อ้อ... อีกอย่าง คาสเซียน ข้าไม่ได้มาคนเดียว วันนี้ข้าพาแขกที่เจ้า ‘คิดถึง’ ที่สุดมาด้วย”
เขาก้าวออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่กดทับหัวใจของเอเลน่าจนแทบขาดใจ เธอทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง ความลึกลับที่ห่อหุ้มคาสเซียนเริ่มเผยรอยร้าวที่ใหญ่ขึ้นทุกที เธอเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองไม่ใช่แค่เหยื่อของโชคชะตา แต่เป็นชนวนสงครามที่ตระกูลแวน ฮอร์น กำลังใช้เข่นฆ่ากันเอง
“เจ้าเห็นใช่ไหม...” คาสเซียนก้าวเข้ามาหาเธอ แววตาของเขาดูอ่อนล้าแต่ยังคงแฝงไว้ด้วยเงาที่อ่านไม่ออก “สิ่งที่ข้าพยายามปกป้องเจ้าจากมันมาโดยตลอด”
เอเลน่าเงยหน้าขึ้น สบตากับชายหนุ่มที่เธอเกลียดชังแต่ก็ไม่อาจตัดขาด “ท่านหลอกข้ามาตลอด คาสเซียน... ที่ดินของตระกูลข้าไม่ได้ล่มสลายเพราะอุบัติเหตุ ท่านเป็นคนซื้อสิทธิ์เหล่านั้นมาใช่ไหม?”
คาสเซียนชะงักไปครู่หนึ่ง เงาจันทร์ที่ทอดผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้ใบหน้าของเขาดูมืดมนลงครึ่งหนึ่ง เขาไม่ได้ปฏิเสธ และนั่นคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเอเลน่า
“ข้าซื้อเพื่อเก็บรักษาทุกอย่างที่เป็นของเจ้า” เขาพูดเสียงแผ่ว “รวมถึงตัวเจ้าด้วย”
ขณะที่บรรยากาศในห้องกำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก ไม่ใช่ฝีเท้าของเอ็ดเวิร์ด แต่มันเป็นเสียงรองเท้าส้นสูงที่คุ้นเคย... เสียงที่เอเลน่าจำได้ดีว่าเป็นของใครบางคนที่ควรจะตายไปตั้งแต่สิบปีก่อน
ประตูห้องรับรองถูกผลักออกช้าๆ ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่ซ่อนอยู่หลังผ้าคลุมหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เอเลน่าแทบหยุดหายใจ คือกลิ่นหอมของกุหลาบป่าที่อบอวลไปทั่วห้อง กลิ่นที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลวอน เดอ บรูค ของเธอ... และรอยปานรูปจันทร์เสี้ยวที่โผล่พ้นแขนเสื้อของหญิงปริศนาคนนั้น ช่างดูเหมือนกับรอยแผลที่ต้นคอของเธอไม่มีผิดเพี้ยน
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในกรงทองแห่งพันธะสัญญาไปพร้อมกับข้าพเจ้า... จูบแรกยามสายัณห์
พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์•ตอนที่ 9
แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!