“วางมีดกรีดจดหมายนั่นลงเสีย เอเลน่า... กลิ่นคาวเลือดที่เจ้าพยายามจะขุดคุ้ย มันไม่ได้ช่วยให้คราบสกปรกบนชื่อเสียงตระกูลวอน เดอ บรูค ของเจ้าจางหายไปหรอกนะ”
คาสเซียน แวน ฮอร์น เอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากเอกสารในมือ เสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนทำให้บรรยากาศในห้องสมุดส่วนตัวที่เงียบเชียบดูอึดอัดขึ้นถนัดตา
เอเลน่าชะงักมือที่กำลังสั่นเทาอยู่เหนือกระดาษตราครั่งสีแดงฉาน กลิ่นของขี้ผึ้งหลอมละลายปะปนกับกลิ่นไม้สนเก่าแก่ในห้องนี้ มันชวนให้นึกถึงค่ำคืนที่ความตายมาเยือนคฤหาสน์ของเธอโดยไม่ได้รับเชิญ เธอค่อยๆ วางมีดลงบนโต๊ะไม้โอ๊ค เสียงกระทบของโลหะดังกังวานแผ่วเบาแต่บาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนทั้งคู่
“ถ้าท่านห่วงเรื่องชื่อเสียงของตระกูลข้าขนาดนั้น ทำไมไม่เผาหลักฐานพวกนี้ทิ้งเสียตั้งแต่แรกล่ะ คาสเซียน?” เอเลน่าแค่นยิ้ม ดวงตาสีหม่นของเธอจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูไร้อารมณ์ของบุรุษตรงหน้า “หรือเพราะท่านเองก็เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่หายไปของคืนนั้น... คืนที่ท่านอ้างว่าท่านหลับใหลอยู่ในหอคอยงาช้างของตัวเอง”
คาสเซียนวางปากกาขนนกในมือลงอย่างใจเย็น เขาลุกขึ้นยืน ร่างสูงโปร่งในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิทขยับเข้ามาใกล้จนเอเลน่าสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวเขา นิ้วเรียวยาวของเขาเชยคางหญิงสาวขึ้น บังคับให้เธอต้องสบตา
“ความอยากรู้อยากเห็นเป็นดาบสองคม เอเลน่า” เขากระซิบชิดริมฝีปากเธอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความนัยที่สั่นประสาท “เจ้าต้องการรู้ความจริง เพื่อจะทวงคืนทุกอย่างที่เสียไป หรือต้องการรู้เพียงเพื่อจะพบว่า สิ่งที่เจ้าพยายามปกป้องมาตลอดชีวิต คือความเน่าเฟะที่แม้แต่ตัวเจ้าเองก็รับไม่ได้?”
“ข้าไม่สน” เอเลน่าสะบัดหน้าหนี “ความจริงจะเลวร้ายแค่ไหน ข้าก็ต้องเป็นคนตัดสินใจเอง ไม่ใช่คนแปลกหน้าผู้เต็มไปด้วยความลับอย่างท่าน”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องสมุดอีกครั้ง มีเพียงเสียงฟืนในเตาผิงที่ปะทุ แสงไฟสีส้มวับแวมตกกระทบใบหน้าของทั้งสอง สร้างเงาที่ดูบิดเบี้ยวบนผนังไม้ คาสเซียนถอนหายใจยาว ก่อนจะหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาแล้วคลี่ออกด้วยท่าทางเยือกเย็น
“ถ้าเจ้าจะดันทุรังไปสู่ปากเหว ข้าก็คงทำได้แค่เป็นคนถือคบเพลิงให้” เขาอ่านข้อความในจดหมายด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากความเย็นชาเป็นความระแวดระวัง “คนส่งจดหมายฉบับนี้ไม่ได้ต้องการจะเตือนเจ้า เอเลน่า... แต่มันกำลังล่อให้เจ้าออกไปที่วิหารเก่าแก่หลังหมู่บ้านในคืนพรุ่งนี้ ในคืนที่จันทร์อาบแสงสีเลือด”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“มันรู้ว่าเจ้ามีกุญแจดอกนั้น” คาสเซียนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “กุญแจที่หายไปจากคอของพ่อเจ้าในวันที่เขาตาย”
เอเลน่ารู้สึกเหมือนลมหายใจของเธอหยุดชะงัก หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึก ความทรงจำที่เลือนรางในคืนนั้น—กลิ่นควันไฟ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นของใครบางคน และสัมผัสเย็นเฉียบของโลหะที่ถูกยัดใส่มือเธอก่อนที่ความมืดมิดจะเข้าครอบงำ—ทั้งหมดเริ่มเด่นชัดขึ้นมาเหมือนรอยแผลที่ถูกกรีดซ้ำ
“ท่านรู้เรื่องกุญแจนี้ได้อย่างไร?” เธอถามเสียงสั่น
“เพราะข้าเป็นคนเดียวในเมืองนี้ที่รู้ว่าใครคือคนจริงๆ ที่ถือมีดในคืนนั้น” คาสเซียนก้าวถอยหลังออกไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างเปิดออกให้เห็นสายหมอกหนาทึบที่กำลังคืบคลานเข้าสู่คฤหาสน์ “เราจะร่วมมือกัน เอเลน่า ไม่ใช่เพื่อความรัก หรือความสงสาร แต่เพราะเราต่างก็เป็นหมากในกระดานของคนเดียวกัน”
“ท่านกำลังบอกว่า เรากำลังตกเป็นเป้าหมาย?”
“เรากำลังตกอยู่ในกับดักที่ถูกวางไว้นานกว่าสิบปีแล้ว” เขาหันกลับมา แววตาของเขาดูราวกับหลุมลึกที่ไม่มีจุดจบ “เตรียมตัวให้พร้อม คืนพรุ่งนี้ที่วิหาร เราจะไม่ได้ไปเพื่อไขความลับ แต่มันคือคืนที่เราจะถูกล่า”
เขายื่นมือออกมา มือที่ดูแข็งแกร่งและอบอุ่นอย่างประหลาดในยามที่เขาสงบสติอารมณ์ เอเลน่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปแตะฝ่ามือนั้น พันธะสัญญาที่ไร้คำพูดถูกสร้างขึ้นท่ามกลางความระแวงที่ยังคงอัดแน่นอยู่ในอากาศ
ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของทั้งคู่สัมผัสกัน เสียงเปียโนที่ดังมาจากห้องโถงชั้นล่างก็กรีดร้องขึ้นมาอย่างแผ่วเบา... มันเป็นทำนองที่เอเลน่าจำได้ดีที่สุด เป็นทำนองที่แม่ของเธอมักจะเล่นก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ
เอเลน่าหน้าซีดเผือด “ท่านได้ยินไหม... เสียงเปียโนนั่น?”
คาสเซียนชักปืนพกออกจากซองที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อสูททันที ใบหน้าของเขากลายเป็นเคร่งขรึมและเย็นชาดั่งก้อนน้ำแข็ง “ข้าไม่ได้ยินเสียงดนตรี”
เขาขยับเข้ามายืนบังเอเลน่าไว้ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปที่ประตูห้องสมุดที่ค่อยๆ แง้มเปิดออกเองอย่างช้าๆ โดยไม่มีใครผลัก
“สิ่งที่เจ้าได้ยิน... ไม่ใช่มนุษย์หรอก เอเลน่า”
รอยเลือดหยดหนึ่งค่อยๆ ซึมผ่านรอยแตกของพื้นไม้ด้านหน้าประตู ค่อยๆ ก่อตัวเป็นสัญลักษณ์รูปกุหลาบคว่ำที่สลักอยู่บนแหวนประจำตระกูลวอน เดอ บรูค ของเธอก่อนที่มันจะหายสาบสูญไป และจากเงามืดหลังประตูนั้น เงาร่างหนึ่งที่สูงตระหง่านและไร้ใบหน้าก็ก้าวออกมา พร้อมกับเสียงกระซิบที่เย็นเยียบเข้าถึงกระดูกสันหลังของเธอโดยตรง
*“ขอบคุณที่คืนของที่ข้าฝากไว้ให้ลูกสาวของข้า... เอเลน่า”*
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในกรงทองแห่งพันธะสัญญาไปพร้อมกับข้าพเจ้า... จูบแรกยามสายัณห์
พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์•ตอนที่ 8
พันธะแห่งความระแวง
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!