“ดื่มสิ เอเลน่า... ไวน์วินเทจขวดนี้เหมาะกับค่ำคืนที่ความจริงเริ่มเปิดเปลือยไม่ใช่หรือคะ?”
คาสเซียน แวน ฮอร์น เอ่ยพลางเลื่อนแก้วคริสตัลเจียระไนที่บรรจุของเหลวสีทับทิมเข้มข้นมาตรงหน้าข้าพเจ้า ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาสัมผัสกับขอบแก้วเบาๆ สายตาคมกริบดุจมีดโกนของเขาสะท้อนเงาของข้าพเจ้าที่ดูเปราะบางท่ามกลางแสงเทียนสลัวในห้องจัดเลี้ยงส่วนตัว เสียงดนตรีคลาสสิกที่แผ่วเบาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณดูเหมือนจะเงียบหายไปในจังหวะการเต้นของหัวใจข้าพเจ้าที่เต้นรัวผิดปกติ
ข้าพเจ้าจ้องมองฟองอากาศเล็กๆ ที่ลอยวนอยู่ในแก้ว กลิ่นไวน์หอมหวานคล้ายดอกกุหลาบที่เพิ่งแย้มบานแต่กลับแฝงกลิ่นดินปืนจางๆ เอาไว้ ชวนให้รู้สึกวิงเวียนอย่างประหลาด
“ท่านมักจะชอบรินความตายลงในแก้วเสมอเลยนะคะ คาสเซียน” ข้าพเจ้าเอ่ยเบาๆ มือที่กุมขอบกระโปรงผ้าไหมชั้นดีเริ่มเย็นเฉียบ “แต่คืนนี้... ดูเหมือนท่านจะรีบร้อนไปหน่อยหรือเปล่า?”
คาสเซียนหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่กลับแฝงความหลงใหลที่น่าหวาดหวั่น เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้กำมะหยี่สีเลือดนก ดวงตาสีเทาหม่นจับจ้องที่ข้าพเจ้าไม่วางตา “ความรีบร้อนคือสมบัติของผู้ที่รู้ว่าเวลาไม่มีอยู่จริง สำหรับท่านและข้า... กาลเวลาคือพันธะที่ถ่วงรั้งเราไว้ด้วยโคลนตมแห่งอดีต หากท่านไม่ดื่ม ข้าคงต้องสงสัยว่าท่านซ่อนความลับอะไรไว้ใต้ใบหน้าที่แสนซื่อบริสุทธิ์นั่น”
ข้าพเจ้าหยิบแก้วขึ้นมา แสงไฟจากโคมระย้าห้อยระย้าด้านบนส่องกระทบผิวน้ำที่สั่นไหวเล็กน้อย ข้าพเจ้าเห็นเงาของตัวเองในแก้วนั้น—ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาที่ข้าพเจ้าสั่งสมมาตลอดหลายเดือนในกรงทองแห่งนี้ คาสเซียนไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าข้าพเจ้าเริ่มเข้าใกล้เบาะแสเรื่องคืนที่ครอบครัวถูกสังหาร และเขากำลังพยายามปิดปากข้าพเจ้าด้วยวิธีที่หรูหราที่สุด
“ดื่มสิคะ” เขาย้ำ เสียงนั้นกระซิบแผ่วเบาอยู่ข้างหู
ข้าพเจ้าขยับแก้วเข้าใกล้ริมฝีปาก กลิ่นหอมเย้ายวนตีรวนอยู่ในโพรงจมูก แต่ทว่า... กลิ่นอัลมอนด์ขมๆ ที่แฝงอยู่ลึกๆ นั้นทำให้สัญชาตญาณของข้าพเจ้ากรีดร้อง หญิงสาวที่เติบโตมาในตระกูลขุนนางที่ถูกล้างบางไม่ได้ไร้เดียงสาอย่างที่เขาคิด ข้าพเจ้าแสร้งทำเป็นมือสั่นเล็กน้อยจนไวน์บางส่วนกระฉอกรดลงบนผ้าปูโต๊ะสีขาวสะอาดตา
“อุ๊ย... ดูสิคะ ข้าทำมันหกเสียแล้ว” ข้าพเจ้าแสร้งทำสีหน้าตื่นตระหนก
คาสเซียนชะงัก สายตาของเขาตวัดไปมองรอยสีแดงฉานที่ค่อยๆ ซึมลึกลงในเนื้อผ้าฝ้ายราคาแพง ในเสี้ยววินาทีที่เขาสะดุดใจ ข้าพเจ้าคว้าแก้วไวน์ของเขาที่วางอยู่ฝั่งตรงข้ามมาสลับโดยไวด้วยความชำนาญที่ฝึกฝนมาจากการสังเกตกลโกงในวงพนันชั้นสูงที่ข้าพเจ้าเคยถูกบังคับให้เข้าไปคลุกคลี
“ขอประทานโทษนะคะท่านเจ้าบ้าน ข้าคงประหม่าเกินไป” ข้าพเจ้าขยับยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ก่อนจะยกแก้วของเขาขึ้นจิบเล็กน้อยเพียงเพื่อจะวางมันลง “รสชาติ... ดีเยี่ยมจริงๆ ค่ะ ข้าไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท่านถึงหวงแหนมันนัก”
คาสเซียนนิ่งไปชั่วครู่ แววตาของเขาฉายแววเคลือบแคลงระคนประหลาดใจ เขาหยิบแก้วที่ข้าพเจ้าเพิ่งวางลง—แก้วที่มีพิษร้าย—ขึ้นมาหมุนวน ก่อนจะยกขึ้นดื่มอึกใหญ่โดยไม่ลังเล เขามั่นใจว่าข้าพเจ้าไม่มีทางกล้าสลับแก้วต่อหน้าเขา หรือไม่เขาก็มั่นใจเกินไปว่าพิษนั้นจะทำงานช้าพอที่เขาจะได้รับคำตอบที่ต้องการก่อน
ผ่านไปเพียงครู่เดียว บรรยากาศรอบโต๊ะก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คาสเซียนเริ่มขมวดคิ้ว ใบหน้าคมสันเริ่มซีดเผือดจนกลายเป็นสีขาวราวกับหินอ่อนที่ถูกกัดเซาะด้วยน้ำกรด เขาพยายามจะขยับตัว แต่ทว่ามือที่กุมแก้วกลับสั่นเทาจนแก้วคริสตัลหลุดมือร่วงลงบนพื้นพรม เกิดเสียงแตกกระจายดังสนั่นห้องจัดเลี้ยง
“เอเลน่า...” เขาเค้นเสียงออกมา ลมหายใจติดขัดราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบเค้นลำคอ “เจ้า... เจ้าทำอะไรลงไป?”
ข้าพเจ้าลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสง่างามที่เคยถูกกดทับไว้ถูกปลดปล่อยออกมา ข้าพเจ้าเดินอ้อมโต๊ะไม้โอ๊คตัวใหญ่ไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา มือเรียวบางเชยคางชายผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งขึ้นมา สายตาของข้าพเจ้าเย็นเยียบไร้ความปราณี “พิษกุหลาบราตรี... กลิ่นอัลมอนด์ที่แสนคุ้นเคย ท่านจำไม่ได้หรือคะว่ามันเคยเป็นกลิ่นโปรดของใครในค่ำคืนที่ไฟไหม้คฤหาสน์ของข้า?”
คาสเซียนเบิกตากว้าง เลือดสีเข้มเริ่มไหลออกมาจากมุมปากของเขา เขามองข้าพเจ้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ทั้งความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และ... สิ่งที่ดูคล้ายกับความชื่นชมในความโหดเหี้ยมของข้าพเจ้าที่เขาเป็นผู้หล่อหลอมขึ้นมาเองกับมือ
“เจ้า... จำได้แล้ว...” เขาพึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความล้มเหลว
“ข้าไม่เคยลืมหรอกค่ะ” ข้าพเจ้ากระซิบ “เพียงแต่ความทรงจำที่หายไป มันไม่ใช่เพราะข้าลืม แต่มันถูกพิษชนิดเดียวกับที่ท่านเพิ่งได้รับนี่แหละ... สกัดกั้นไว้”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทหลายคู่ก็ดังก้องขึ้นจากโถงทางเดินภายนอก ประตูห้องจัดเลี้ยงถูกผลักออกอย่างแรง บุคคลที่ข้าพเจ้าไม่คาดคิดว่าจะปรากฏตัวขึ้นในค่ำคืนนี้ก้าวเข้ามาพร้อมกับองครักษ์ในชุดเกราะครบมือ—ท่านดยุคแห่งอาร์ควิลล์ ผู้อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของตระกูลข้าพเจ้าและเป็นผู้ถือครองอำนาจที่แท้จริงเหนือตระกูลแวน ฮอร์น
เขากวาดสายตามองภาพคาสเซียนที่กำลังฟุบลงบนโต๊ะด้วยพิษ ก่อนจะหันมาสบตาข้าพเจ้าด้วยแววตาที่อ่านยาก "ดูเหมือนว่าลูกนกในกรงทอง จะเริ่มหัดกางปีกบินด้วยหยดเลือดเสียแล้วนะ แม่สาวน้อย... แต่เจ้าลืมไปหรือเปล่าว่า ต่อให้คาสเซียนจะตายไปตอนนี้ ข้าก็มีวิธีที่ทำให้เจ้าต้องกราบกรานขอชีวิตอยู่ดี"
ข้าพเจ้านิ่งงัน หัวใจเต้นแรงราวกับกลองรบเมื่อเห็นจดหมายฉบับหนึ่งในมือของท่านดยุค—มันคือหลักฐานชิ้นเดียวที่ข้าพเจ้าคิดว่าทำลายทิ้งไปแล้วในเตาผิงเมื่อสามวันก่อน แต่มันกลับมาปรากฏตรงหน้าอีกครั้งพร้อมกับความลับที่อาจจะทำลายทุกอย่างที่ข้าพเจ้าวางแผนมาตลอดชีวิต
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในกรงทองแห่งพันธะสัญญาไปพร้อมกับข้าพเจ้า... จูบแรกยามสายัณห์ค่ะ
พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์•ตอนที่ 10
ไวน์อาบยาพิษ
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!