กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางคละคลุ้งไปกับกลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินหินศิลาแลง คราบสีชาดเข้มข้นที่ซึมเปื้อนอยู่บนพื้นหินอ่อนขัดเงาคือหลักฐานอันไร้ซึ่งความปราณีจากเสี้ยววินาทีที่เพิ่งผ่านพ้นไป คริสเตียนยืนนิ่งสงบราวกับรูปปั้นหินสลักแห่งเทพเจ้ากรีก ปลายกระบอกปืนสั้นเนื้อรมดำยังมีกลุ่มควันสีเทาจางๆ ลอยกรุ่นขึ้นมาตัดกับแสงไฟสลัวจากเชิงเทียนระย้า
เอเลน่ารู้สึกราวกับหัวใจของนางหยุดเต้นไปชั่วขณะ โลกทั้งใบหมุนเคว้งคว้างจนต้องใช้มือเรียวบางข้างหนึ่งเกาะขอบโต๊ะทำงานไม้โอ๊กโบราณไว้แน่นเพื่อพยุงร่างที่สั่นเทา ดวงตาสีไพลินเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดผวา ภาพของคาสเซียนที่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นพร้อมรอยเลือดสีเข้มที่ค่อยๆ แผ่ขยายวงกว้างตรงหัวไหล่ขวา ทำให้ลำคอของนางตีบตันจนเปล่งเสียงออกมาไม่ได้
"คุณ... เสียสติไปแล้วหรือคะ คริสเตียน!" เสียงของเอเลน่าสั่นระรัว ทว่าแฝงไว้ด้วยความกรุ่นโกรธ นางก้าวเท้าถอยหลังโดยสัญชาตญาณเมื่อชายหนุ่มหันปลายกระบอกปืนกลับมาทางนางช้าๆ
"ความจริงบางอย่าง มันมีราคาที่ต้องจ่ายแพงเสมอค่ะ เอเลน่า" คริสเตียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดใดๆ แววตาของเขาคมกริบราวกับใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่หลังความนุ่มนวล "คุณอยากรู้ไม่ใช่หรือคะว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นกับบิดาของคุณ... คืนที่ตระกูลวอน เดอ บรูค ต้องมอดไหม้ลงในกองเพลิง"
บนพื้นห้อง คาสเซียนกัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามปูดโปน เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคายที่ซีดเผือดเนื่องจากเสียเลือด เขายกมือซ้ายขึ้นกุมแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ เลือดสดๆ ไหลทะลักผ่านร่องนิ้วกระทบพื้นหินเสียงดังหยดแล้วหยดเล่า ทว่านัยน์ตาคมกริบสีอำพันคู่นั้นหาได้แสดงความอ่อนแอออกมาแม้แต่น้อย มันกลับเปล่งประกายความเยียบเย็นและดุดันยิ่งกว่าเดิม
"อย่าไปฟังคำลวงของมัน... เอเลน่า" เสียงของคาสเซียนแหบพร่าแต่ทรงพลังพอที่จะหยุดยั้งฝีเท้าของหญิงสาว เขายันกายพิงชั้นหนังสือโบราณอย่างยากลำบาก สายตาคมกวาดมองไปที่คริสเตียนด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน "แกมันก็แค่สุนัขรับใช้ที่พยายามปกปิดรอยเท้าของตัวเอง... สมุดบันทึกเล่มนั้นไม่ได้อยู่ในมือแกตั้งแต่แรกหรอก คริสเตียน"
คำพูดนั้นทำให้คริสเตียนชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที รอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้าของเขากระตุกวูบ
เอเลน่าหันขวับกลับมามองคาสเซียน หัวใจเต้นรัวระส่ำด้วยความสับสน สมุดบันทึก... สมุดบันทึกของพ่อที่บันทึกรายชื่อของกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมหมู่เมื่อสิบหี่ปีก่อน นั่นคือเป้าหมายเดียวที่ทำให้นางยอมก้าวเข้ามาสู่เกมอันตรายในคฤหาสน์หลังนี้
"คุณหมายความว่าอย่างไรคะ คาสเซียน" เอเลน่าถาม น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเว้าวอนและเคลือบแคลง
"สมุดบันทึกเล่มนั้น..." คาสเซียนแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะเหลือบสายตาไปยังตู้เซฟขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาดสีน้ำมันรูปภูเขาอัลป์บนผนังฝั่งตรงข้าม "...มันไม่ได้ถูกซ่อนไว้ในห้องทำงานนี้ แต่มันอยู่ในที่ที่คาดไม่ถึงที่สุด และคนที่ถือรหัสเปิดมัน... ก็ยืนอยู่ตรงหน้าคุณนี่ไง"
คริสเตียนหน้าถอดสีเป็นครั้งแรก เขาพุ่งตัวเข้าหาคาสเซียนด้วยความเร็วราวกับเสือชีตาห์ พร้อมกับเงื้อมือขึ้นเตรียมซัดหมัดเข้าใส่ใบหน้าของชายหนุ่มที่กำลังบาดเจ็บ ทว่าคาสเซียนกลับอาศัยจังหวะสุดท้ายใช้ขาเตะตัดขาของคริสเตียนจนร่างสูงเซถลาไปชนกับชั้นหนังสือ หนังสือปกหนังโบราณนับร้อยเล่มร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
ฝุ่นละอองคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เอเลน่าสะดุ้งสุดตัว นางไม่รอช้าที่จะคว้าเชิงเทียนทองเหลืองหนักอึ้งขึ้นมาจากโต๊ะ แล้ววิ่งตรงไปยังตู้เซฟหลังภาพวาดทันที นางรู้ดีว่าเวลาของนางเหลือน้อยเต็มที เสียงฝีเท้าของบอดี้การ์ดด้านนอกคงอีกไม่นานเกินรอที่จะพังประตูเข้ามา
"เอเลน่า! อย่าแตะต้องมันนะ!" คริสเตียนตะโกนลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด พยายามสะบัดตัวให้หลุดจากการล็อกกุมของคาสเซียนที่ใช้แขนข้างที่เหลือล็อกคอเขาไว้จากด้านหลัง แม้จะเสียเลือดมาก แต่แรงอาฆาตของคาสเซียนก็มหาศาลเกินกว่าจะประเมิน
นิ้วเรียวสั่นเทาของเอเลน่าสัมผัสลงบนแป้นหมุนรหัสโลหะสีทอง สมุดบันทึกของพ่อ... ความทรงจำทั้งหมดที่ถูกพรากไป ความยุติธรรมที่นางเฝ้ารอคอย มันถูกบีบอัดรวมกันอยู่ ณ จุดนี้
*รหัสอะไรกันนะ?*
นางหลับตาลง นึกถึงคำพูดสุดท้ายของพ่อก่อนที่ท่านจะผลักนางเข้าไปในห้องลับในคืนฝนตกพายุคะนองคืนนั้น
*"ความรักและความเกลียดชัง คือกุญแจสำคัญของชีวิตลูก..."*
เอเลน่าสูดหายใจเข้าลึก, หมุนแป้นไปทางขวาถึงเลขสาม, หมุนกลับไปทางซ้ายถึงเลขแปด, และหยุดที่เลขศูนย์สอง... วันเดือนปีเกิดของนางเอง
*คลิก!*
เสียงกลไกภายในตู้เซฟดีดตัวออกเบาๆ หัวใจของเอเลน่าเต้นกระหน่ำจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก นางค่อยๆ ดึงบานประตูเหล็กหนาออกมาช้าๆ ภายในนั้น ความมืดมิดปกคลุมอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่สายตาของนางจะปรับโฟกัสไปเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่วางนอนอยู่อย่างโดดเดี่ยว
มันคือสมุดปกหนังสีดำเข้มข้น รอยตราประทับประจำตระกูลวอน เดอ บรูค ที่ทำจากขี้ผึ้งสีแดงยังคงผนึกอยู่บนสายหนังอย่างแน่นหนา
เอเลน่าเอื้อมมือออกไปด้วยความทึ่ง นางหยิบมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอม น้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้าตา ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในอก นี่คือร่องรอยเดียวที่เหลืออยู่ของบิดา
"เก่งมากค่ะ เด็กน้อย..."
เสียงกระซิบอันแผ่วเบาและเย็นเยียบดังขึ้นที่ข้างใบหูของนางอย่างกะทันหัน พร้อมกับความเย็นเฉียบของปลายเหล็กโลหะที่จ่อเข้าที่ขมับด้านซ้ายของเอเลน่าอย่างแม่นยำ!
เอเลน่ายืนแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึกลงทันที นางเหลือบสายตาไปมองเงาสะท้อนบนบานกระจกตู้เซฟ... คริสเตียน! เขาหลุดจากการพันธนาการของคาสเซียนตั้งแต่เมื่อไหร่ และมายืนอยู่ข้างหลังนางตั้งแต่ตอนไหนกัน!
"ส่งสมุดเล่มนั้นมาให้ฉันเถอะค่ะ ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ... เป่าสมองคุณให้กระเด็นตามพ่อของคุณไป" คริสเตียนกระซิบชิดใบหู รอยยิ้มอำมหิตปรากฏขึ้นบนมุมปากของเขา
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงปืนนัดหนึ่งก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นจากหน้าต่างกระจกสีสเตนลาสที่แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ร่างของคริสเตียนสะดุ้งเฮือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนที่เขาจะทรุดฮวบลงไปกองแทบเท้าของเอเลน่า พร้อมกับสมุดบันทึกในมือที่หลุดร่วงลงสู่พื้น
เอเลน่าหันกลับไปด้วยความตื่นตกใจสุดขีด ท่ามกลางเศษกระจกที่โปรยปรายลงมาดั่งหิมะ ร่างสูงสง่าในชุดโค้ทสีดำสนิทของชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามาทางหน้าต่าง แสงจันทร์เต็มดวงสาดส่องลงมาทาบทับใบหน้าครึ่งซีกของเขา...
ดวงตาคู่นั้นมองตรงมาที่เอเลน่าด้วยแววตาที่นางไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์•ตอนที่ 13
สมุดบันทึกที่หายไป
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!