“ถ้าวางมีดเล่มนั้นลงไม่ได้ ก็จงอย่ามาเรียกร้องความเมตตาจากฉันในวินาทีที่เลือดของคุณต้องนองพื้นคฤหาสน์หลังนี้ คาสเซียน”
เอเลน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ร่างระหงยืนตระหง่านอยู่กลางโถงทางเดินที่ตกแต่งด้วยพรมเปอร์เซียสีเลือดนก สายตาของเธอจับจ้องไปยังคมมีดสั้นที่สะท้อนแสงไฟสลัวจากเชิงเทียนทองเหลืองในมือชายหนุ่มผู้เป็นดั่งปริศนาที่เธอพยายามไขมาตลอดชีวิต
คาสเซียน แวน ฮอร์น ไม่ได้ขยับเขยื้อน เขายืนนิ่งราวกับรูปปั้นสลักจากหินอ่อนที่เย็นเยียบ มุมปากของเขาหยักยิ้มเล็กน้อยทว่าแววตานั้นกลับว่างเปล่า “ความเมตตาหรือคะ เอเลน่า? คุณดูถูกผมเกินไป... หรือจริงๆ แล้วคุณเพียงแค่กลัวว่าความจริงที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาดรูปกุหลาบสีดำในห้องสมุดนั่น จะเป็นสิ่งที่คุณรับไม่ได้กันแน่”
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจนคฤหาสน์เก่าแก่สั่นสะเทือน บรรยากาศภายนอกเริ่มแปรปรวน พายุที่โหมกระหน่ำในยามค่ำคืนนี้ไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่มันเหมือนลางบอกเหตุถึงความวิบัติที่กำลังจะมาเยือน ผ้าม่านผืนหนาปลิวไสวตามแรงลมที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของบานหน้าต่าง เสียงโซ่ตรวนที่กระทบกันเบาๆ จากมุมมืดในห้องโถงเรียกให้เอเลน่าต้องตวัดสายตาไปมอง
“คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ คาสเซียน? ทำไมต้องเป็นคืนนี้?” เธอก้าวเข้าหาเขาหนึ่งก้าว ความสง่างามของเธอไม่เคยลดน้อยลงแม้ในยามที่ตกอยู่ในภาวะคับขัน
“คืนที่พายุคลั่งคือคืนที่ความลับถูกเปิดเผยได้ง่ายที่สุด” เขาตอบเสียงต่ำ “ไม่ใช่เพราะผมอยากจะทำร้ายคุณ แต่เพราะ ‘พวกเขา’ กำลังเดินทางมาถึง... และคุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าใครที่รอคอยการกลับมาของทายาทคนสุดท้ายแห่งวอน เดอ บรูค”
ทันใดนั้น แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลก็ดับวูบลงพร้อมกันทั้งคฤหาสน์ ความมืดมิดเข้าปกคลุมราวกับผืนผ้าสีดำที่ถูกสะบัดใส่ใบหน้า กลิ่นอายของความตายและสนิมเหล็กโชยมากับกระแสลมที่พัดผ่านเข้ามาทางโถงทางเดิน เอเลน่าชะงัก เธอรับรู้ได้ถึงสัมผัสเย็นเยียบที่ต้นคอ ไม่ใช่คาสเซียน... เพราะเขายังยืนอยู่ตรงนั้นในความมืดที่เธอสัมผัสได้จากไอความร้อนจากร่างกายเขา
“หมอบลง!” เสียงคาสเซียนตวาดก้องพร้อมกับเสียงโลหะปะทะกันอย่างรุนแรงท่ามกลางความมืดมิด
เอเลน่าทิ้งตัวลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว เสียงกระสุนปืนดังสนั่นก้องคฤหาสน์ แสงวาบจากการยิงทำให้เธอเห็นร่างเงาตะคุ่มหลายร่างที่บุกรุกเข้ามาจากทางระเบียงด้านทิศตะวันตก พวกมันไม่ใช่คนรับใช้ ไม่ใช่แขก และแน่นอน... ไม่ใช่เพื่อน พวกมันคือ ‘เงา’ ที่คอยตามล่าครอบครัวของเธอมาตลอดสิบปี
ความโกลาหลเริ่มขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงกระจกหน้าต่างบานใหญ่แตกกระจายดั่งห่าฝน เศษแก้วกระเด็นไปทั่วโถงทางเดิน เอเลน่าคว้าเชิงเทียนที่ตกอยู่ข้างตัวขึ้นมาเป็นอาวุธ หัวใจของเธอเต้นระรัวไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
“คาสเซียน! พวกมันต้องการอะไร!” เธอตะโกนถามขณะพุ่งตัวหลบกระสุนที่เฉียดผ่านไหล่ไปเพียงไม่กี่นิ้ว
“ตราประทับแห่งกุหลาบ!” คาสเซียนตอบกลับมาขณะที่เขากำลังต่อสู้กับคนร้ายสองคนด้วยความคล่องแคล่วราวกับเสือชีตาห์ “พวกมันรู้แล้วว่าคุณเก็บมันไว้ที่ไหน... เอเลน่า หนีไปที่ห้องใต้ดิน! อย่าให้พวกมันได้ตัวคุณไป!”
เอเลน่าไม่รอช้า เธอใช้ความคุ้นเคยกับทางเดินลับในคฤหาสน์พุ่งตัวไปตามทางเดินแคบๆ พายุภายนอกรุนแรงขึ้นจนต้นไม้ใหญ่หน้าคฤหาสน์หักโค่นลงมาฟาดเข้ากับตัวบ้านจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แต่เธอไม่หยุดเท้า ในใจนึกถึงเพียงกล่องไม้แกะสลักที่ซ่อนอยู่ในช่องลับใต้ฐานรูปปั้นมารดาของเธอ
ขณะที่เธอวิ่งมาถึงหน้าห้องสมุด ประตูก็ถูกถีบเปิดออกโดยชายฉกรรจ์สวมหน้ากากเหล็ก มันถือมีดสั้นอาบยาพิษสีเขียวสะท้อนแสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกของเมฆออกมาเพียงชั่วครู่ เอเลน่าไม่มีที่ไป เธอถูกต้อนจนมุมไปที่โต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่
“มอบกุญแจมาซะ... แล้วความตายของคุณจะสงบสุขที่สุด” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจนน่าขนลุก
เอเลน่าเหยียดยิ้มเย็นเยียบ เธอหยิบมีดพกที่ซ่อนไว้ใต้กระโปรงยาวออกมาตั้งรับ “คนตระกูลวอน เดอ บรูค ไม่เคยกลัวความตาย เพราะเราเป็นเจ้าของความตายมาตั้งแต่เกิด”
ทว่า ในขณะที่เธอเตรียมจะกระโจนเข้าหาศัตรู เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลังของชายฉกรรจ์คนนั้น มันเป็นจังหวะการเดินที่หนักแน่น มั่นคง และเปี่ยมไปด้วยอำนาจ เอเลน่าชะงักไปเมื่อเห็นเงามืดนั้นขยายตัวขึ้นจนกลืนกินร่างของชายผู้บุกรุก ก่อนที่มือปริศนาจะคว้าคอเสื้อของมันแล้วเหวี่ยงร่างกระแทกกำแพงจนแน่นิ่งไปในคราวเดียว
ร่างสูงใหญ่ภายใต้เสื้อโค้ทตัวยาวที่เปียกโชกด้วยสายฝนยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเธอ แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างที่แตกหักลงมากระทบกับใบหน้าที่ซีกหนึ่งถูกปิดไว้ด้วยหน้ากากสีเงิน เอเลน่าถึงกับก้าวถอยหลังเมื่อจำแววตาคู่นั้นได้ดีกว่าใคร
“คุณ... คุณควรจะตายไปพร้อมกับกองเพลิงในคืนนั้นแล้วนี่” เธอกล่าวเสียงสั่น มือไม้เย็นเฉียบ
ชายปริศนาคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้เธอทีละน้อยก่อนจะกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เลือดในกายเธอเย็นเฉียบ “คืนนั้นไม่ใช่คืนที่ฉันตาย เอเลน่า... แต่มันคือคืนที่ฉันถือกำเนิดขึ้นใหม่เพื่อมาทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของเราทุกคน”
เขายื่นมือมาตรงหน้าเธอ บนฝ่ามือที่หยาบกร้านนั้นมีรอยแผลเป็นรูปกุหลาบที่ดูเหมือนกับตราประทับในความทรงจำของเธอไม่มีผิดเพี้ยน เอเลน่าจ้องมองรอยแผลนั้นด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ ขณะที่พายุข้างนอกทวีความรุนแรงขึ้นจนคฤหาสน์ทั้งหลังสั่นสะเทือนคล้ายกำลังจะถล่มลงมา
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ใจกลางของความมืดมิดไปพร้อมกับเอเลน่าในบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
จูบแรกยามสายัณห์
พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์•ตอนที่ 19
คืนพายุคลั่ง
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!