บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่•ตอนที่ 10

เมืองที่แสงไฟไม่เคยดับ

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"นายกำลังบอกว่า... โลกทั้งใบที่ฉันพยายามหนีมาตลอดสามพันกิโลเมตร กำลังถูกคัดลอกลงในสมุดจดเล่มสีน้ำตาลนั่นงั้นเหรอ?" ตะวันเค้นเสียงถาม มือที่กำสายเป้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า—คนแปลกหน้าที่อ้างว่ารู้ความลับของ 'เขา' คนนั้น—ในใจกลางสถานีรถไฟโตเกียวที่เต็มไปด้วยฝูงชนที่เคลื่อนไหวราวกับสายพานโรงงานที่ไม่มีวันหยุดพัก ผู้คนนับพันเดินสวนไปมาด้วยจังหวะที่เร่งรีบจนน่าอึดอัด เสียงประกาศแจ้งเตือนรถไฟดังแทรกสลับกับเสียงรองเท้ากระทบพื้นจนประสาทสัมผัสของเขาแทบจะระเบิด "เขาไม่ใช่แค่เขียนสิ่งที่นายเห็น ตะวัน" หญิงสาวขยับแว่นสายตา สายตามองเลยไหล่เขาไปราวกับกำลังมองหาใครบางคน "เขาเขียนสิ่งที่นาย 'รู้สึก' ก่อนที่นายจะรู้ตัวด้วยซ้ำ นายคิดว่าทำไมบันทึกเล่มนั้นถึงกลายเป็นตำนานในกลุ่มนักเดินทาง? เพราะมันไม่ใช่บันทึกการเดินทาง แต่มันคือคำทำนายที่ถูกเขียนย้อนหลังต่างหาก" ตะวันนิ่งอึ้ง เขาหันมองภาพสะท้อนของตัวเองบนกระจกตู้ล็อกเกอร์ ใบหน้าที่ดูอ่อนล้าจากการเดินทางข้ามคืนสะท้อนกลับมา มันไม่ใช่ใบหน้าของนักเดินทางที่กำลังค้นหาอิสรภาพ แต่มันคือใบหน้าของผู้ลี้ภัยที่กำลังถูกเงาของตัวเองไล่ล่า "นั่นไง..." ลุงมาร์คที่ยืนพิงเสาเหล็กอยู่ใกล้ๆ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนคนกำลังวิจารณ์ไวน์ราคาถูก "เมืองที่แสงไฟไม่เคยดับไม่ได้น่ากลัวเพราะความวุ่นวายหรอกนะตะวัน แต่มันน่ากลัวเพราะมันทำให้เรามองเห็น 'ตัวตนเก่า' ของเราในเงาสะท้อนของคนอื่นชัดขึ้น จนเราอยากจะหายตัวไปซะเดี๋ยวนี้" "ลุงรู้เรื่องนี้มาก่อน?" ตะวันหันขวับไปหาชายชรา มาร์คไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่จุดบุหรี่ไฟฟ้าแล้วพ่นควันจางๆ ออกมา "ที่นี่โตเกียว... ทุกคนมีชื่อ แต่ไม่มีใครมีตัวตน ทุกคนทำงานหนักเพื่อแลกกับการมีพื้นที่เล็กๆ ให้นอนขดตัว นายเองก็เคยเป็นแบบนั้นไม่ใช่หรือไง? ชีวิตที่ถูกตีกรอบด้วยตัวเลขและยอดขาย จนลืมไปว่าการได้มองพระอาทิตย์ตกดินโดยไม่ต้องเช็กนาฬิกาน่ะ มันรู้สึกยังไง" ตะวันไม่ตอบ เขาเดินแหวกฝูงชนออกไป มหานครแห่งนี้เหมือนกรงขังที่สวยงาม แสงนีออนจากป้ายโฆษณาขนาดยักษ์สาดส่องลงมาบนถนน ทำให้กลางคืนดูเหมือนกลางวันที่ไม่มีวันสิ้นสุด เขารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก กลิ่นควันรถผสมกับกลิ่นราเมงข้างทางทำให้เขานึกถึงคืนวันอันยาวนานในออฟฟิศที่ชั้น 25 ของตึกระฟ้าในกรุงเทพฯ ที่ๆ เขาเคยนั่งมองแสงไฟจากรถยนต์บนทางด่วนแล้วตั้งคำถามว่า 'เราเป็นใครในระบบนิเวศขนาดใหญ่นี้กันแน่' "เขาอยู่ตรงนั้น" หญิงสาวคนเดิมก้าวตามมาติดๆ ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงที่มุมตึกมืดๆ ใกล้ทางลงสถานีรถไฟใต้ดิน "ใคร?" ตะวันถาม เสียงของเขาเริ่มสั่น "คนที่เขียนบันทึกเล่มต่อไป... คนที่กำลังจะเปลี่ยนบทสรุปในชีวิตของนาย" ตะวันมองตามมือที่เธอชี้ไป ในความมืดมิดใต้แสงไฟสลัวของตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติ ร่างชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งไม้เก่าๆ สวมเสื้อโค้ทสีเทาตัวโคร่ง ในมือของเขาถือสมุดปกหนังสีน้ำตาลเล่มที่ตะวันจำได้แม่น เพราะมันคือเล่มเดียวกับที่เขาเคยทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟในปารีสเมื่อหลายปีก่อน ตะวันก้าวเท้าเข้าไปหาด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนระหว่าง 'ความโกรธ' และ 'ความอยากรู้อยากเห็น' ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นคอนกรีตเย็นเยียบมันเหมือนเสียงเคาะประตูสู่ความจริงที่เขาพยายามปิดตายมาตลอดชีวิต "นายทิ้งมันไว้ที่นั่น เพื่อให้ฉันตามหามันเจอ" ชายคนนั้นพูดขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง แสงนีออนสีชมพูจากป้ายไฟเหนือหัวส่องลงมาให้เห็นเพียงสันกรามที่คมเข้ม "นายอยากหนีจากตัวเลข อยากหนีจากเป้าหมายที่บริษัทขีดเขียนให้ แต่สุดท้ายนายก็กลับมาวิ่งวนในเมืองที่เต็มไปด้วยเป้าหมายเหมือนเดิม" "คุณเป็นใคร?" ตะวันถาม พยายามคุมสติให้มั่น ชายคนนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แสงไฟสะท้อนในดวงตาที่เหนื่อยล้าคู่นั้น... ดวงตาที่ดูเหมือนกับของตะวันราวกับแกะสลักมาจากเบ้าหลอมเดียวกัน ไม่ใช่แค่หน้าตาที่คล้าย แต่เป็น 'ความรู้สึก' ที่แผ่ออกมา มันคือความสิ้นหวังที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มของการเป็นอิสระ ชายแปลกหน้ายื่นสมุดเล่มนั้นให้ตะวัน มือของเขาสั่นระริก "หน้าสุดท้ายของบันทึกเล่มนี้... นายเป็นคนเขียนมันด้วยมือของตัวเองเมื่อคืนนี้ ในตอนที่นายละเมออยู่ในโฮสเทลนั่นแหละ ตะวัน" ตะวันชะงัก ร่างกายเย็นวาบไปทั้งแถบ เขาจำไม่ได้ว่าเขาเคยเขียนอะไรในคืนที่ผ่านมา เขาจำได้แค่ว่าเขาฝันเห็นมหาสมุทรที่ไม่มีขอบเขต แต่เมื่อเขาเปิดสมุดออก ลายมือคุ้นตาที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยอ่านมาก่อน มันเป็นลายมือของเขาเองจริงๆ... แต่มันเขียนว่า: *'ถ้าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การตามหาความฝัน แต่เป็นการวิ่งหนีความตายที่ชื่อว่าความว่างเปล่า สุดท้ายแล้ว... เราจะหยุดวิ่งเมื่อไหร่?'* ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทั้งชายในชุดสูทสีดำสนิทสามคนเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาพร้อมกับเอกสารบางอย่างในมือ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความวุ่นวายของคนเมืองกลายเป็นความเงียบเชียบที่น่าขนลุก ชายแปลกหน้าคนนั้นลุกขึ้นยืนแล้วมองไปที่ตะวันด้วยสายตาเวทนา "เกมนี้มันไม่ได้จบแค่การลาออกหรอกนะ ตะวัน" เขากระซิบพลางถอยหลังเข้าสู่เงามืด "เพราะคนที่นายหนีมาตลอด... ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น 'ตัวตนในอนาคต' ที่ไม่อยากให้นายได้รู้ความจริงว่า... ทำไมนายถึงต้องลาออกตั้งแต่วันแรก" ก่อนที่ตะวันจะทันได้คว้าตัวชายคนนั้นไว้ หนึ่งในชายชุดสูทก็เดินเข้ามาขวาง เขาชูบัตรพนักงานบริษัทเก่าของตะวันขึ้นมา ใบหน้าที่เคยคุ้นเคยจากห้องประชุมในอดีตกำลังยิ้มให้เขาอย่างเย็นชา "หัวหน้าเรียกพบครับ คุณตะวัน" ชายคนนั้นกล่าว "โครงการที่คุณหนีมาสามปี... ถึงเวลาต้องสรุปปิดบัญชีแล้ว" ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในตอนนี้นะครับ... แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%