“นี่มันไม่ใช่สมุดเล่มที่คุณหาหรอก ตะวัน... นี่คือสมุดที่คุณทิ้งไว้ต่างหาก”
เสียงของหญิงสาวในบ้านไม้เก่าแก่แถบชานเมืองโพรวองซ์แหบพร่าคล้ายกระดาษทรายเสียดสีกับไม้กระดาน เธอวางสมุดปกหนังสีน้ำตาลเข้มลงบนโต๊ะไม้โอ๊กที่เต็มไปด้วยรอยคราบไวน์และรอยขีดข่วนจากกาลเวลา รอยกากบาทเล็กๆ ที่มุมปกขวาล่างนั้นเหมือนรอยแผลเป็นที่ผมจำได้ขึ้นใจ มันคือรอยที่ผมเคยกรีดไว้ด้วยคัตเตอร์ตอนอายุสิบสอง ในวันที่ผมตัดสินใจกักขังความฝันอยากเป็นนักเขียนไว้ในกล่องเหล็กใต้เตียงนอนที่บ้าน
ผมไม่ได้หยิบมันขึ้นมาทันที นิ้วมือสั่นเทาจนต้องกำหมัดแน่นเข้าหากัน ลมหายใจสะดุดขัดเหมือนเครื่องยนต์ที่กำลังจะดับ ความจริงที่พุ่งเข้ามากระแทกหน้าไม่ได้มาในรูปแบบของความตกใจ แต่มันคือความว่างเปล่าที่หนักอึ้งพอจะกดทับให้กระดูกแตกละเอียด
“คุณเอามาจากไหน?” ผมถาม เสียงตัวเองฟังดูแปลกหู ราวกับหลุดออกมาจากปากคนที่ไม่รู้จัก
เธอไม่ตอบ เพียงแค่เลื่อนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ออกแล้วทรุดตัวลงนั่ง สายตาจ้องมองผมนิ่ง “ลุงมาร์คบอกว่า บางครั้งคนเราก็เดินทางไปทั่วโลกเพียงเพื่อจะหนีจากกระจกเงาบานเดียวที่บ้านเกิด... คุณหนีมาไกลพอหรือยังล่ะ?”
ผมเมินคำถามนั้น ก่อนจะคว้าสมุดเล่มนั้นมากอดไว้แน่น กลิ่นอายของกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นอับของกาลเวลาทำให้น้ำตาที่กลั้นไว้เกือบพุ่งออกมา ผมพยักหน้าให้เธอเป็นเชิงขอตัว ก่อนจะลุกพรวดพราดเดินออกไปที่ระเบียงไม้หลังบ้าน ทิ้งให้ความเงียบงันทำหน้าที่ของมัน
แสงไฟสลัวจากในบ้านลอดผ่านหน้าต่างออกมา กระทบกับสมุดในมือ ผมเปิดมันออก... ลายมือของตัวเองในวัยเด็กสั่นระริกและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่าขัน: *‘บันทึกการเดินทางของตะวัน – คนที่จะออกไปดูโลกให้ครบทุกทวีป’*
แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องหยุดหายใจ คือข้อความที่จารึกไว้ในหน้าสุดท้าย... หน้าที่ผมไม่เคยจำได้ว่าตัวเองเคยเขียนไว้
*‘ถ้ามึงอ่านหน้านี้ แสดงว่ามึงกำลังหลงทางอยู่ในที่ไหนสักแห่งที่ไม่มีใครรู้จัก... มึงถามตัวเองสิว่าที่แบกเป้เดินอยู่ทุกวันนี้ คือการค้นหาคำตอบ หรือแค่การเดินหนีปัญหาที่ไม่กล้าเผชิญหน้าในวันที่มึงล้มเหลว?’*
คำถามนั้นทิ่มแทงหัวใจจนผมต้องทรุดตัวลงนั่งกับพื้นไม้เย็นเฉียบ ผมไม่ได้กำลังเดินทาง ผมกำลังหนี—หนีจากความล้มเหลวในการสอบชิงทุน หนีจากสายตาผิดหวังของพ่อแม่ และหนีจากความจริงที่ว่า ผมเขียนอะไรไม่ออกเลยนับตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้านวันนั้น
"นั่งคุยกับผีเสื้อกลางคืนอยู่นั่นแหละ" เสียงทุ้มแหบพร่าของลุงมาร์คดังขึ้นจากเงามืดข้างตัว ผมหันไปมอง เห็นชายชราในชุดเสื้อแจ็คเก็ตสีซีดกำลังคาบไปป์ที่ไม่มีควันไฟ แกหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ ผมอย่างไม่เคอะเขิน
"ลุง... ผมไม่รู้ว่าผมทำอะไรอยู่" ผมยอมรับด้วยเสียงที่สั่นเครือ "ผมแค่รู้สึกว่า ยิ่งเดินทางไปไกลเท่าไหร่ โลกยิ่งกว้างขึ้น แต่ตัวผมกลับเล็กลงจนมองไม่เห็นตัวเอง"
ลุงมาร์คหัวเราะหึๆ ในลำคอ สายตามองออกไปที่ความมืดมิดของไร่องุ่นเบื้องหน้า "ตะวัน ฟังนะ การออกเดินทางไม่ใช่การเปลี่ยนที่อยู่ แต่มันคือการเปลี่ยนวิธีการมองความทุกข์ที่มึงหอบติดหลังไปด้วย ไอ้สมุดเล่มนั้นน่ะ... มันไม่ใช่เข็มทิศหรอก มันคือเครื่องเตือนความจำว่า 'ความกลัว' ของมึงมันหน้าตาเป็นยังไง มึงอยากจะเขียนมันต่อในฐานะคนแพ้ที่หนีไปวันๆ หรือจะเขียนให้จบในฐานะคนเดินทางที่เผชิญหน้ากับความจริง?"
ผมเงียบไปนาน ความสับสนในใจเริ่มก่อตัวเป็นก้อนแข็งๆ ในอก ผมเปิดสมุดไปยังหน้าว่างที่เหลืออยู่ แล้วหยิบปากกาลูกลื่นขึ้นมา
*‘ถึงตะวันในอนาคตที่อาจจะไม่มีวันมาถึง...’* ผมเริ่มเขียน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทก็ดังขึ้นจากทางเข้าบ้าน หญิงสาวคนเดิมเดินกลับออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เธอไม่ได้มองผม แต่จ้องเขม็งไปที่ชายป่าหลังบ้าน ซึ่งมีเงาร่างของชายแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่ในความมืด สวมหมวกปีกกว้างและถือกล่องไม้ใบหนึ่งที่ผมจำได้แม่นยำว่ามันคือกล่องใบเดียวกับที่หายไปจากบ้านของผมเมื่อสิบปีที่แล้ว!
"เขาตามคุณมาถึงที่นี่แล้ว" หญิงสาวกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน "เขาบอกว่าเขาคือคนที่เขียนบันทึกเล่มนั้น... ต่อจากคุณ"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและค้นหาความหมายของชีวิตไปพร้อมกับตะวันในทุกตัวอักษรครับ - แบกเป้ท่องโลก
บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่•ตอนที่ 9
จดหมายถึงตัวเองในอนาคต
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!