“มันเป็นไปไม่ได้ ลุงมาร์ค... นาฬิกานี่มันควรจะอยู่ในที่ที่มันควรอยู่”
ผมเค้นเสียงออกมาแทบไม่เป็นภาษา มือที่ถือนาฬิกาพกสีเงินสั่นเทาจนฝาครอบโลหะสั่นกระทบกันดังแกรกกราก กลิ่นสนิมจางๆ ผสมกับกลิ่นอับของโฮสเทลเก่าในปารีสเตะเข้าจมูกจนผมอยากจะอาเจียน นี่ไม่ใช่แค่ของดูต่างหน้า แต่มันคือหลักฐานของความตายที่ถูกขุดขึ้นมาล้อเล่นกับความทรงจำของผม
ลุงมาร์คไม่ได้ตอบในทันที เขาคว้าข้อมือผมไว้แน่น แรงบีบจากนิ้วมือที่เต็มไปด้วยริ้วรอยนั้นหนักแน่นราวกับคีมเหล็ก เขาดึงผมเข้าไปในมุมมืดของล็อบบี้ให้พ้นจากสายตาพนักงานที่ยังคงมองมาด้วยแววตาสงสัย
“ตะวัน ฟังลุงนะ” เสียงของเขาแหบพร่าแต่เฉียบคม “ของชิ้นนี้ไม่ได้เดินทางมาด้วยไปรษณีย์ปกติ และคนส่งก็ไม่ได้อยากให้เราตามหาเขาในตอนนี้ เก็บมันลงกระเป๋า เดี๋ยวนี้”
“ลุงบอกให้ผมเก็บงั้นเหรอ? พ่อผมตายไปแล้วนะ! ท่านตายไปต่อหน้าต่อตาผม แล้วนาฬิกานี่... มันควรจะจมอยู่ในโลงนั่นไปแล้วด้วย!” ผมตะคอกกลับ พยายามสะบัดมือออกด้วยความรู้สึกที่ตีรวนระหว่างความหวาดกลัวกับความโกรธที่อัดแน่นมานานนับปี
“ถ้าพ่อเธอตายจริง แล้วของชิ้นนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ลุงมาร์คจ้องลึกเข้ามาในดวงตาผม “โลกของการเดินทางไม่ได้มีแค่ทิวทัศน์สวยงามหรือมิตรภาพปลอมเปลือกหรอกนะตะวัน มันมีเงาที่ตามติดเรามาตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากบ้าน เธอคิดว่าการหนีมาไกลถึงฝรั่งเศสจะช่วยให้เธอไม่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ทิ้งไว้ข้างหลังได้งั้นหรือ?”
คำพูดของเขาทิ่มแทงเข้ามาในใจผมราวกับมีดเล่มเล็ก ผมก้มมองนาฬิกาในมืออีกครั้ง เข็มสั้นและเข็มยาวมันหยุดนิ่งอยู่ที่เวลาสี่นาฬิกาสิบห้านาที... เวลาเดียวกับที่หมอแจ้งว่าพ่อสิ้นลมหายใจ
ผมนิ่งไปชั่วขณะ บรรยากาศรอบข้างที่เคยดูคึกคักของกรุงปารีสพลันเงียบสนิทลงในหูของผม เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความสับสน การออกเดินทางครั้งนี้เริ่มจากความต้องการ 'ค้นหาตัวเอง' ในนิยามที่สวยหรู แต่มาถึงวินาทีนี้ ผมกลับเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทั้งหมดนี้เพื่ออะไร? ผมกำลังตามหาความหมายของชีวิต หรือกำลังวิ่งหนีความจริงที่โหดร้ายกันแน่?
“ผมอยากกลับบ้านครับ” ผมเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ความรู้สึกมืดบอดเข้าครอบงำ “ลุงครับ การเดินทางทั้งหมดนี้มันคุ้มค่าจริงหรือเปล่า? เรามาไกลขนาดนี้เพียงเพื่อจะได้พบว่า เราไม่ได้หนีไปไหนเลย เราแค่แบกความทุกข์ใส่เป้แล้วเดินวนเป็นวงกลม”
ลุงมาร์คถอนหายใจยาว เขาขยับตัวเข้าใกล้จนผมได้กลิ่นยาสูบจางๆ จากเสื้อโค้ทของเขา “ตะวัน การเดินทางไม่ใช่เครื่องมือลบความจำ แต่มันคือการขยายขนาดของกล่องที่เก็บความทรงจำต่างหาก เมื่อกล่องใหญ่ขึ้น ความเจ็บปวดเดิมๆ ก็อาจจะดูเล็กลงในสายตาเธอได้”
เขายื่นมือมาตบไหล่ผมเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะพยักหน้าไปยังประตูทางออก “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งท้อแท้ มีคนรอเราอยู่ที่สถานีรถไฟ ถ้าเราพลาดรถไฟเที่ยวนี้ เราอาจจะเสียเบาะแสเดียวที่จะไขปริศนาเรื่องนาฬิกานี่ไปตลอดกาล”
ผมสูดหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกที่เหมือนเขื่อนจะแตก ผมยัดนาฬิกาลงในกระเป๋ากางเกง มือที่ยังสั่นอยู่สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของโลหะที่ดูเหมือนจะฝังรากลึกเข้ากับผิวหนังของผม เราเดินออกจากโฮสเทลท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา ถนนสายเก่าของปารีสดูหม่นหมองกว่าทุกวันที่เคยเห็น
เราเร่งฝีเท้าไปตามทางเดินแคบๆ จนถึงสถานีรถไฟใต้ดิน ผู้คนขวักไขว่จนน่าเวียนหัว แต่สายตาผมกลับจับจ้องไปที่ชายคนหนึ่งในชุดโค้ทสีเทาที่ยืนพิงเสาเหล็กอยู่ตรงชานชาลา เขาสวมหมวกปีกกว้างที่บดบังใบหน้าเกือบมิด แต่ท่วงท่าการยืนและวิธีการถือไม้เท้าแบบนั้น... มันทำให้เลือดในกายผมเย็นเฉียบ
ผมหยุดกึก ลุงมาร์คชะงักตามและมองตามสายตาผมไป
ชายคนนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แสงไฟจากสถานีตกกระทบใบหน้าที่ทำให้ผมแทบหยุดหายใจ ใบหน้าที่ผมเห็นในรูปถ่ายติดวิญญาณบนหิ้งพระมาตลอดสามปี ใบหน้าที่ยิ้มให้ผมอย่างอบอุ่นในวันที่ผมเรียนจบ แต่วันนี้... ใบหน้านั้นกลับเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่น่ากลัวและแววตาที่ว่างเปล่าดั่งคนตาย
“พ่อ?” ผมเรียกชื่อนั้นออกไปอย่างไม่รู้ตัว ท่ามกลางเสียงหวูดรถไฟที่กำลังพุ่งเข้ามา ชายคนนั้นยกนาฬิกาพกสีเงินในมือของเขาขึ้นมาเปิดฝา แล้วส่งยิ้มที่บิดเบี้ยวมาให้ผม ก่อนจะก้าวถอยหลังลงไปในร่องรางรถไฟที่มืดมิด!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรไปกับผมนะครับ แบกเป้ท่องโลก
บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่•ตอนที่ 13
วันที่อยากกลับบ้าน
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!