“มาร์ค... สมุดเล่มนั้นหายไปแล้วครับ”
เสียงของผมสั่นพร่าขณะกวาดสายตาไปทั่วห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ในโฮสเทลใจกลางกรุงปารีส มันไม่ใช่แค่การรื้อค้นข้าวของ แต่มันคือการขโมยเอาเศษเสี้ยวของชีวิตที่ผมเพิ่งจะรวบรวมความกล้ามาเปิดอ่านเมื่อคืนนี้ไปจนหมดสิ้น กระเป๋าเป้ใบเก่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากับผมกว่าค่อนโลก บัดนี้เหลือเพียงรอยกรีดที่ข้างกระเป๋า ราวกับบาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายของเพื่อนร่วมทางที่ซื่อสัตย์ที่สุด
ลุงมาร์คยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง ร่างสูงใหญ่ในเสื้อโค้ทตัวเก่าดูหม่นแสงลงถนัดตา เขาค่อยๆ หันกลับมา สายตาที่ผ่านการมองโลกมาเจ็ดทศวรรษของเขานิ่งสงบจนน่าใจหาย ไม่มีคำปลอบประโลม ไม่มีท่าทีตื่นตระหนก มีเพียงความเงียบที่กดทับบรรยากาศจนอึดอัด
“ของข้างในนั้น... มีค่ามากขนาดนั้นเลยหรือตะวัน” เขาถามน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังถามถึงราคากาแฟในร้านข้างทาง
“มันคือสมุดบันทึกของพ่อครับ” ผมตอบพลางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ “สามปีที่ผมพยายามหนีจากคำถามของท่าน และเมื่อคืน... เมื่อคืนผมเพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมท่านถึงบอกให้ผมเปิดมันอ่านตอนนี้”
ลุงมาร์คเดินเข้ามาใกล้ วางมือหนักๆ ลงบนบ่าของผม แรงกดนั้นช่วยดึงสติที่กำลังกระเจิดกระเจิงของผมให้กลับเข้าที่ “จำได้ไหมที่ฉันเคยบอก... การเดินทางไม่ใช่การสะสมของที่ระลึก แต่มันคือการสลัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจากใจ ของหายไปน่ะเสียดายได้ แต่ถ้าจิตวิญญาณหายไปด้วย นั่นต่างหากที่น่ากลัว”
“แต่นี่ไม่ใช่แค่ของ มันคือความลับที่พ่อทิ้งไว้ให้” ผมเถียง เสียงสั่นเครือ “ผมรู้สึกเหมือนถูกพรากเข็มทิศสุดท้ายในชีวิตไป”
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงอีกครั้ง ผมเดินสำรวจไปรอบๆ อีกครั้งอย่างหมดหวัง ของมีค่าอื่นๆ ยังอยู่ครบ ทั้งเงินสกุลต่างๆ กล้องถ่ายรูปตัวเก่ง หรือแม้แต่พาสปอร์ต ทุกอย่างถูกวางทิ้งไว้อย่างไม่ใยดี คนที่ขโมยไปต้องการเพียง ‘สมุดเล่มนั้น’ เท่านั้น นี่ไม่ใช่การลักขโมยธรรมดา แต่มันคือการจงใจเจาะจงเอาสิ่งสำคัญที่สุดไป
“ตะวัน...” ลุงมาร์คเรียกชื่อผมเบาๆ พลางหยิบเศษกระดาษใบเล็กที่ร่วงอยู่ใต้เตียงขึ้นมาส่งให้ “ดูนี่สิ ฉันคิดว่าคนที่ขโมยไปไม่ได้อยากแค่ได้กระดาษเก่าๆ หรอกนะ”
ผมรับกระดาษแผ่นนั้นมา มันเป็นแผ่นพับโฆษณาของโรงแรมเก่าแห่งหนึ่งในมาร์เซย์ที่สอดคั่นอยู่ในสมุดไดอารีเล่มนั้น แต่สิ่งที่ผิดปกติคือมีลายมือเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินเข้มขีดฆ่าที่อยู่เดิมออก แล้วเขียนพิกัดละติจูดและลองจิจูดชุดหนึ่งลงไปแทน พร้อมด้วยข้อความสั้นๆ ว่า *‘ความลับของนายไม่ได้อยู่ในกระดาษ แต่มันอยู่ในที่ที่พ่อของนายวางมันไว้’*
หัวใจของผมกระตุกวาบ ความโกรธแค้นจากการถูกขโมยเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปทั่วสันหลัง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของโจรขโมยของ แต่มันคือการส่งสาส์น... หรือการเชื้อเชิญในแบบที่ผมคาดไม่ถึง
“ลุงมาร์คครับ...” ผมเงยหน้าขึ้นมองคู่คิดที่ยืนทำหน้านิ่ง “เราต้องไปมาร์เซย์”
ลุงมาร์คยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ผมไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก มันเป็นยิ้มที่ดูอันตรายและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ฉันรอให้เธอพูดคำนี้มานานแล้ว การเดินทางที่แท้จริงไม่เคยเริ่มขึ้นจนกว่าเราจะพบกับทางตัน... และตอนนี้ ทางตันของเธอก็เพิ่งจะเปิดประตูบานใหม่ให้แล้ว”
เราเร่งเก็บของอย่างรวดเร็ว ความสูญเสียในตอนแรกเริ่มเปลี่ยนรูปเป็นเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนให้ผมก้าวไปข้างหน้า ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง รถยนต์คันหรูสีดำสนิทที่จอดนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนมาตั้งแต่เช้าตรู่ เริ่มเคลื่อนตัวออกไปทันทีที่เราเปิดประตูห้องพัก ราวกับว่ามันจงใจรอให้เราเห็นการจากไปของมัน
ผมหยุดชะงักที่หน้าประตู รู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมาจากเงามืดของบันไดวน ลางสังหรณ์บางอย่างบอกผมว่า การสูญเสียสมุดไดอารีเล่มนั้นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบความจริงที่พ่อพยายามปิดบังไว้ตลอดสามปี และใครบางคนที่กำลังจับจ้องผมอยู่นี้ อาจจะเป็นคนที่รู้จักพ่อดีพอๆ กับที่ผมเคยคิดว่าผมรู้จักท่าน
ผมหันไปสบตาลุงมาร์ค เขาก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นเช่นกัน ผมสูดหายใจลึก ก้าวเท้าออกจากห้องพักเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่รออยู่ที่มาร์เซย์ อาจไม่ใช่แค่สมุดบันทึก แต่มันคือคำตอบที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตของผมไปตลอดกาล
ในขณะที่เรากำลังจะก้าวพ้นประตูโฮสเทล เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของผมก็ดังขึ้น มันเป็นเบอร์แปลกที่ไม่แสดงที่มา ผมกดรับด้วยมือที่ยังคงสั่นเทา เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายวัยกลางคนดังลอดผ่านสายมาด้วยน้ำเสียงที่ผมจำได้ขึ้นใจแม้จะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด “ตะวัน... พ่อดีใจนะที่ลูกตัดสินใจเดินทางต่อ แต่น่าเสียดายที่ลูกเลือกเดินทางผิดสายไปนิดหน่อย”
สายถูกตัดไปทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก ผมยืนนิ่งกลางฝูงชนที่เร่งรีบในปารีส ในขณะที่ลุงมาร์คหันมาถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เกิดอะไรขึ้น ตะวัน?” ผมยังไม่ทันได้ตอบ พนักงานต้อนรับของโฮสเทลก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาผม “คุณครับ! มีคนฝากพัสดุนี้ไว้ให้คุณ บอกว่าต้องส่งถึงมือทันทีที่คุณก้าวออกจากห้อง” ผมแกะกล่องกระดาษชิ้นนั้นอย่างช้าๆ ภายในนั้นไม่ใช่สมุดบันทึกของผม แต่มันคือนาฬิกาพกสีเงินสนิทของพ่อ ที่ผมเห็นมันฝังอยู่กับตัวท่านในโลงศพเมื่อสามปีก่อน
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและค้นหาความหมายของชีวิตไปกับผมนะครับ - แบกเป้ท่องโลก
บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่•ตอนที่ 12
ของหายและการสูญเสีย
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!