"อย่าเพิ่งรีบหอบลมหายใจทิ้งไว้ที่นี่เลยตะวัน ทางข้างหน้าไม่ได้ต้องการแค่พละกำลัง แต่มันต้องการหัวใจที่ว่างเปล่าพอจะรับความเงียบของภูเขา"
ลุงมาร์คหยุดฝีเท้าลงบนทางเดินแคบๆ ที่ขนาบข้างด้วยหน้าผาสูงชัน เสียงรองเท้าบูทหนังของแกบดขยี้ก้อนกรวดดังสนั่นขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขาไร้ชื่อแห่งนี้ ผมชะงักฝีเท้าตาม มือที่กระชับสายเป้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ความโกรธเคืองเรื่องงานที่ค้างคาในใจและภาพความทรงจำที่พยายามฉุดรั้งให้ผมจมปลักอยู่ที่เดิมยังคงหลอกหลอนจนผมแทบไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
"ผมแค่รู้สึกว่า... ถ้าเราไม่รีบเดิน เราอาจจะไปไม่ถึงจุดหมายก่อนค่ำ ลุงครับ เราเสียเวลามามากพอแล้ว" ผมตอบพลางหอบหายใจ ความหงุดหงิดที่อัดอั้นพุ่งขึ้นมาถึงลำคอ
ลุงมาร์คไม่หันกลับมา แกเพียงแค่จุดไปป์ไม้เก่าๆ กลิ่นยาสูบจางๆ ลอยมาปะทะจมูกท่ามกลางอากาศเย็นเยียบ แกชี้มือไปทางเบื้องหน้า ที่ซึ่งแนวป่าสนเริ่มจางหาย กลายเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ถูกฉาบด้วยแสงสีทองเข้มของช่วงบ่ายแก่ๆ แสงนั้นไม่ใช่แสงแดดที่แผดเผา แต่มันดูเหมือนทองคำเหลวที่ค่อยๆ ไหลอาบไปทั่วผืนแผ่นดินจนสุดสายตา
"หยุดดูสิ" แกพูดเสียงเรียบ แต่ทรงพลัง "ตะวัน นายมัวแต่กลัวการเสียเวลา จนลืมไปว่าการได้หยุดมองดูแสงเปลี่ยนสี นี่แหละคือเวลาที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตการเดินทางของนายแล้ว"
ผมค่อยๆ ผ่อนสายเป้ลงกับพื้นหญ้า ก่อนจะทรุดตัวนั่งลง ความตึงเครียดที่หัวไหล่ค่อยๆ คลายออก เมื่อผมกวาดสายตามองไปรอบๆ สิ่งที่ผมเห็นตรงหน้าคือความมหัศจรรย์ที่เกินคำบรรยาย ดอกไม้ป่าเล็กๆ สีเหลืองทองบานสะพรั่งเต็มทุ่ง พวกมันไม่ได้แข่งกันเติบโตเพื่อใคร แต่มันเพียงแค่ทำหน้าที่เบ่งบานในจังหวะของมันเอง
ผมมองดูแสงสีทองที่ค่อยๆ เลื่อนผ่านยอดเขา ลมเย็นเฉียบพัดผ่านใบหน้าจนผมต้องหลับตาลง ภาพของโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสาร ความคาดหวังจากครอบครัวที่เคยเป็นเหมือนโซ่ตรวนค่อยๆ จางหายไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสานกับเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านช่องเขา
"รู้ไหมตะวัน" ลุงมาร์คทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผม "มนุษย์เรามักจะรีบเร่งเพราะกลัวว่าโลกจะทิ้งเราไว้ข้างหลัง แต่ความจริงคือ โลกไม่เคยทิ้งใครหรอก เราต่างหากที่ทิ้งตัวเองไว้ในกรงขังของตารางเวลาและเป้าหมายที่ไม่ได้มีความหมายกับวิญญาณของเราเลยสักนิด"
ผมไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงแค่มองดูแสงสีทองที่อาบไล้ขุนเขาเบื้องหน้า ใจที่เคยร้อนรนเหมือนถูกแช่ลงในธารน้ำเย็น ผมเริ่มเข้าใจว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่การวิ่งให้ถึงจุดหมาย แต่มันอยู่ที่การยอมอนุญาตให้ตัวเอง 'ใจเย็น' ลงท่ามกลางกระแสธารของเวลาที่พัดผ่านไป
"ขอบคุณนะครับลุง" ผมพูดเบาๆ โดยไม่หันไปมอง "ที่เตือนให้ผมเห็นว่า... ผมแทบไม่ได้หยุดหายใจเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา"
ลุงมาร์คตบไหล่ผมเบาๆ มือของแกหยาบกร้านแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น "การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อลืมเรื่องราวที่ผ่านมาหรอกนะตะวัน แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างไม่เจ็บปวด"
เรานั่งเงียบกันอยู่นาน ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปจนกระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงครามเข้ม หุบเขาที่เคยสว่างไสวด้วยสีทองเริ่มถูกโอบล้อมด้วยความมืดมิด ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เป็นจังหวะที่มั่นคงและเชื่องช้า จนผมและลุงมาร์คต้องหันไปมองพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ
ชายในชุดเดินป่ามิดชิดที่ผมไม่คุ้นหน้าก้าวออกมาจากแนวป่า เขาสวมหมวกปีกกว้างที่ปิดบังดวงตาเกือบมิด แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวาบไม่ใช่รูปร่างหน้าตาของเขา หากแต่เป็นของที่เขากำลังถืออยู่ในมือ มันคือสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลที่ดูคุ้นตายิ่งกว่าสิ่งใดในโลก
เพราะนั่นคือสมุดบันทึกเล่มเดียวกับที่แม่ของผมเคยบอกว่าทำหายไปเมื่อสิบปีก่อน... เล่มที่ภายในบันทึกเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมครอบครัวเราถึงต้องแตกแยกกัน
ชายคนนั้นหยุดยืนห่างจากเราเพียงไม่กี่ก้าว เขาค่อยๆ ถอดหมวกออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ดูสูงวัยแต่ทว่าแววตากลับฉายชัดด้วยความเคียดแค้นที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน เขาแสยะยิ้มก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายผมเย็นเฉียบ
"ในที่สุด... แผนที่นำทางไปสู่ความจริงก็เดินทางมาถึงมือคนที่เหมาะสมสักทีนะ ตะวัน"
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางสายสีทองนี้นะครับ
บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่•ตอนที่ 15
เส้นทางสายสีทอง
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!