กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วเข้มผสมผสานกับกลิ่นกระดาษหนังสือเก่า ลอยอวลอยู่ในคาเฟ่ขนาดกะทัดรัดที่ซ่อนตัวอยู่หลังตึกออฟฟิศย่านธุรกิจ เสียงเพลงแจ๊แผ่วเบาจากลำโพงวินเทจช่วยกลบความวุ่นวายจากโลกภายนอกได้อย่างชะงัดนัก
รินรดายกแก้วลาเต้อุ่นขึ้นจิบ ดวงตาคู่สวยมองลอดกระจกใสออกไปข้างนอกด้วยความรู้สึกที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ เหตุการณ์เผชิญหน้ากับกวินเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนยังคงติดอยู่ในความทรงจำ สภาพตึงเครียดในห้องประชุมเมื่อครู่ถูกสลัดทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงความเงียบสงบที่เธอตั้งใจพาตัวเองมาหลบพัก
แต่ดูเหมือนว่าความสงบจะไม่ได้ถูกจัดสรรไว้ให้เธอแต่เพียงผู้เดียว...
"ถ้าคิดว่าการหลบมานั่งมุมอับจะช่วยให้งานที่กองอยู่บนโต๊ะมันเสร็จเองได้ ผมว่าคุณกำลังคิดผิดถนัด รินรดา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูเอ่ยขึ้นเรียบๆ พร้อมกับร่างสูงโปรดของธันวาที่หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกดูผ่อนคลายกว่ายามอยู่ในออฟฟิศเป็นไหนๆ แต่แววตาดุและมุมปากที่ยกขึ้นนิดๆ นั้นยังคงความเป็นธันวาคนเดิมไม่เปลี่ยน
รินรดาสำลักฟองนมเบาๆ เธอวางแก้วลงกระแทกโต๊ะอย่างไม่สบอารมณ์นัก "นี่คุณ... ตามฉันมาเหรอ หรือว่าติด GPS ไว้ที่รองเท้าฉันกันแน่คะ... อ้อ ลืมไป ฉันไม่ได้อนุญาตให้นั่งด้วยซ้ำนะ"
"เพ้อเจ้อ" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพของหญิงสาวตรงหน้า ตั้งแต่เส้นผมที่รวบไว้ลวกๆ จนมีปอยผมหลุดลุ่ย ไปจนถึงเสื้อฮู้ดตัวโคร่งที่ดูเหมือนเธอหยิบมาใส่โดยไม่สนว่ามันจะเข้ากันกับกางเกงยีนส์ขาดๆ หรือไม่ "ผมแค่มาหาคาเฟ่เงียบๆ นั่งเคลียร์งานเหมือนกัน และบังเอิญว่าโต๊ะมันเต็มหมดแล้ว... ยกเว้นตรงนี้"
"ประเทศนี้มีคาเฟ่อยู่เป็นหมื่นร้านนะคะคุณธันวา" รินรดาหรี่ตามองอย่างจับผิด มือเรียวเท้าคางแล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ "หรือจริงๆ แล้วคุณแค่ออกมาตามหาฉัน เพราะเป็นห่วงกลัวว่าฉันจะโดนคุณกวินเล่นงานลับหลังอีก?"
รอยยิ้มเย้าแหย่ฉายชัดบนใบหน้าของกราฟิกสาว แต่ธันวากลับนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมไหววับก่อนจะกลับมาเรียบสนิทอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเบือนหน้าหนีไปมองทางหน้าต่างราวกับไม่อยากสบตาเธอนานเกินไป
"หลงตัวเองเป็นนิสัยสินะครับ" ธันวาตอบเสียงเรียบ เจือความเย้าแหย่ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปากแข็ง "ผมแค่ไม่อยากให้โปรเจกต์ที่บริษัทพังคามือคุณ เพราะคุณมัวแต่เสียเวลาไปกับการคิดมากเรื่องไม่เป็นเรื่อง"
"เรื่องไม่เป็นเรื่องเหรอคะ?" รินรดาเลิกคิ้วสูง น้ำเสียงติดจะประชดประชัน "การที่คู่แข่งทางการค้าจ้องจะแทงข้างหลังเอาข้อมูลงานไปตัดราคา มันเป็นเรื่องเล็กสำหรับคุณหรือไง หรือว่า... คุณกับคุณกวินเขามีดีลลับอะไรกันอยู่ ถึงได้ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนแบบนี้"
บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงไปหลายองศา รอยยิ้มบนใบหน้าของธันวาหายวับไปทันที ดวงตาคู่นคมองตรงมาที่เธอด้วยความดุดัน ชEหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะมากขึ้นจนรินรดารู้สึกถึงไออุ่นและแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
"คุณคิดว่าผมเป็นคนแบบนั้นเหรอ, รินรดา?" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและทรงพลังขึ้นจนคนฟังต้องกลืนน้ำลาย "ทำงานด้วยกันมาตั้งนาน คุณยังไม่รู้อีกเหรอว่าผมเกลียดวิธีสกปรกพวกนั้นแค่ไหน"
คำพูดนั้นหนักแน่นและจริงใจจนรินรดาชะงัก เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นและพบแต่ความจริงจังที่ไร้การเสแสร้ง ธันวาอาจจะเป็นคนปากร้าย ขวานผ่าซาก และชอบจิกกัดเธอในทุกฝีก้าว แต่นั่นคือตัวตนด้านที่เธอสัมผัสได้เสมอ... ด้านที่ซื่อตรงต่อผลงานและความถูกต้อง
"ฉัน... ฉันก็แค่ระแวงไปเอง" รินรดาหลบสายตาไปมองแก้วกาแฟของตัวเอง น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว "ช่วงนี้มีแต่เรื่องเข้ามาพร้อมๆกัน ทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องที่บ้าน... บางทีฉันก็เหนื่อยจนแทบจะขาดใจเหมือนกันนะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะมุมอับนั้นชั่วขณะ ไม่มีคำพูดเหน็บแนม ไม่มีรอยยิ้มเยาะ ธันวานิ่งมองหญิงสาวที่กำลังแสดงมุมเปราะบางให้เห็นเป็นครั้งแรก หัวใจของอาร์ตไดเรกเตอร์หนุ่มกระตุกวาบอย่างไม่คาดคิด ภาพของหญิงสาวผู้มั่นใจในตัวเองเสมอ ยามนี้กลับไหล่ลู่ลงเล็กน้อยราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ
มือหนาเอื้อมไปหยิบซองน้ำตาลทรายแดงบนโต๊ะมาหมุนเล่นไปมาแก้เก้อ ก่อนที่เขาจะเลื่อนถาดเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มที่เพิ่งสั่งมาใหม่ไปตรงหน้าเธอ
"กินซะ" ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย แม้ใบหน้าจะยังคงฟอร์มทำเป็นนิ่งขรึม "น้ำตาลในเลือดต่ำ หน้าตาคุณถึงได้ดูงี่เง่ากว่าปกติแบบนี้"
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองเค้กช็อกโกแลตสลับกับใบหน้าคมเข้มของคนตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งที่ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว "นี่คุณปลอบคนอื่นเป็นด้วยเหรอคะเนี่ย นึกว่าในพจนานุกรมของคุณมีแต่คำว่าปากจัดซะอีก"
"ผมไม่ได้ปลอบ ผมแค่รำคาญไม่อยากเห็นลูกน้องนั่งทำหน้าเหมือนปลาทูแม่กลองใกล้ตายในเวลางาน" ธันวาเชิดหน้าขึ้นทำเป็นไม่สนใจ แต่หูทั้งสองข้างกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ซึ่งรินรดาสังเกตเห็นมันแต่เลือกที่จะเก็บไว้เป็นความลับในใจ
คาเฟ่หลังออฟฟิศในยามบ่ายที่ควรจะวุ่นวาย กลับกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเงียบๆ ที่ทำให้คนสองคนได้ถอดหน้ากากความแข็งกร้าวเข้าหากัน รินรดาตักเค้กเข้าปาก รสชาติหวานละมุนช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าในจิตใจได้อย่างประหลาด ขณะที่ธันวานั่งมองเธอกินเงียบๆ โดยไม่ปริปากบ่นอะไรอีก
แต่ช่วงเวลาแห่งความสงบมักอยู่
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นพร้อมกับร่างของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาในร้านด้วยท่าทางคุ้นเคย กวินส่งยิ้มกว้างกวาดสายตาไปทั่วร้านก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่มุมโต๊ะที่พวกเขานั่งอยู่
"อ้าว... บังเอิญจังเลยนะครับ ธันวา, รินรดา" กวินเดินตรงเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรจนน่าขนลุก "ไม่คิดว่าจะได้เห็นคนใจเย็น นั่งกินขนมหวานด้วยกันนอกเวลางานแบบนี้... หรือว่ากำลังคุยเรื่องโปรเจกต์ลับอะไรกันอยู่หรือเปล่าครับ?"
ธันวาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บังร่างของรินรดาไว้ครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบฉายแววเย็นชาไร้ความปรานีทันทีที่เห็นหน้าคู่ปรับ
"ถ้าไม่ใช่ธุระของคุณ ก็กรุณาถอยไปห่างๆ ครับ" ธันวาเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน บรรยากาศรอบตัวกลับมาคุกรุ่นและตึงเครียดขึ้นอีกครั้งในพริบตา
รินรดารีบลุกขึ้นยืนเคียงข้างธันวา สายตาคมกริบมองสบตากวินอย่างไม่เกรงกลัว แต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรตอกกลับไปมากกว่านั้น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของธันดาก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ
ธันวากดรับสายโดยไม่ละสายตาจากกวิน แต่เพียงแค่ประโยคแรกที่ปลายสายเอ่ยขึ้น สีหน้าเรียบเฉยของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันมามองรินรดาด้วยแววตาที่ทำให้หัวใจของเธอร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"คุณว่ายังไงนะ?... ไฟล์งานทั้งหมดถูกลบจากเซิร์ฟเวอร์แล้วเหรอ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมานะครับ เมทริกซ์ซีโร่
เซฟโซนของคนปากร้ายกับยัยกราฟิกดีไซน์เนอร์สุดแสบ•ตอนที่ 3
คาเฟ่ลับหลังออฟฟิศ
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายกับยัยกราฟิกดีไซน์เนอร์สุดแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!